ณหทัย ทิวไผ่งาม เสริมทัพ‘ปช.’ชูธงพหุปัญญา

น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม หรือ “ดร.อ้อ” ในทางการเมืองเจ้าตัวเว้นวรรคไปกว่า 10 ปี นับจากมีการรัฐประหารเมื่อปี 2549 แต่ในงานด้านการศึกษา น.ส.ณหทัยยังเดินหน้าทำงานพัฒนางานด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานด้านการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเวลาและโอกาสมาถึงจุดเหมาะสม จึงตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองอีกครั้ง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) รับผิดชอบในนโยบายด้านการศึกษาของพรรค สร้างโอกาสให้ทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

⦁การตัดสินใจกลับมาทำงานการเมืองในนามพรรคประชาชาติ (ปช.)
การเข้ามาทำงานการเมืองร่วมกับพรรค ปช. เพราะรู้จัก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค จากการทำงานร่วมกันสมัยพรรคไทยรักไทย และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค เพราะได้ทำเรื่องการศึกษาภาคใต้จึงได้ปรึกษาการทำงาน ติดตามการทำงานมาตลอดจึงเห็นภาพของการทำงานสร้างประโยชน์ให้ประชาชนและประเทศชาติ ความรู้สึกส่วนตัวชอบทำงาน จึงรู้ว่ากรอบการเมืองมีเวลาจำกัดต้องอาศัยคนที่มีความตั้งใจจริง คิดถึงงานเป็นตัวนำการดำเนินการนโยบายพรรคให้เกิดขึ้นจริง ขจัดสิ่งที่จะมารบกวนเพราะทำงานด้านการเมืองจะไม่สามารถทำงานได้ราบรื่นตลอด ต้องมีเทคนิคอย่างไร เห็นแต่ละท่านมีจุดพิเศษที่ทำงานการเมืองได้สำเร็จได้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ มีกรอบที่จำกัด จึงมีความท้าทาย
ด้วยนโยบายของพรรคที่ให้ความสำคัญความต่างของมนุษย์ สิทธิตามกรอบ วัฒนธรรม ภาษา ทำให้ต้องเข้าถึงในรูปแบบบที่แตกต่างกัน เป็นความเชื่อส่วนตัวเรื่องพหุปัญญา นักการศึกษาต้องให้ความสำคัญเรื่องความต่างของมนุษย์ จะทำอย่างไรให้ความต่างนั้นมาอยู่ด้วยกันแล้วเชิดชูความต่างของเขาให้เป็นที่ชื่นชมของกลุ่มใหญ่ได้ ด้วยหลักการของพรรคของเราตรงกัน และความมุ่งมั่นที่พรรคจะทำจึงรู้สึกว่าตรงความเป็นตัวตนเรา หากเป็นทิศทางอื่นคงไม่คิดจะกลับมาทำงานการเมือง
ช่วง 10-11 ปีที่ผ่านมา ได้ทำงานการศึกษาที่คิดว่าเป็นโปรเจ็กต์ โครงการที่สำคัญที่อยากผลักดันให้เกิดขึ้น คือ การทำอย่างไรให้เด็กไทยสามารถสื่อสารภาษาที่ 2 โดยเฉพาะภาษาอังกฤษโดยธรรมชาติ เหมือนภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่ เมื่อลงไปทำงานที่พื้นที่ภาคใต้มีผลสำเร็จมีตัวชี้วัด เพิ่มขีดความสามารถเรื่องภาษา ดังนั้น หากเราติดตั้งอาวุธทางความรู้เรื่องภาษาจะติดตัวไปและเปิดมุมมองเรื่องอาชีพ ทัศนคติ การอยู่ร่วมกันกับคนอื่นได้มากขึ้น ดีต่อชีวิต

⦁มีไอเดียเรื่องใดที่อยากผลักดันต่อสังคม
ทิศทางใหม่ของโลกในปัจจุบัน ความต่างในเรื่องเพศจะน้อยลงไปแล้ว ใช้ปรัชญาใหม่ที่บอกว่า คุณค่าของความเป็นคนไม่ได้ถูกสกัดกั้นที่เพศชายเพศหญิง หรือเพศอื่นๆ เพราะช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเปลี่ยนไปเยอะ เพราะเริ่มหันเหความสนใจที่ให้ความเคารพมนุษย์ที่ความสามารถ ไม่ได้มีอคติเรื่องเพศ เริ่มเปิดกว้างในเรื่องนี้ อยากรณรงค์ให้สังคมไทยเปิดกว้างการยอมรับความต่าง เคารพกันที่ความสามารถ พรรค ปช.เน้นชัดและให้ความเคารพ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มาจากชาติพันธุ์เดียวกัน เชื้อสายเดียวกัน ทั้งประเทศต้องมีความผสมผสาน แต่จะนำคนมาอยู่ร่วมกันได้อย่างไร เข้าใจมีความสุข เกิดประโยช์สูงสุดต่อประเทศ
“ดิฉันมีประสบการณ์ในทางการเมืองในอดีตทั้งดี และไม่ดี คิดว่าเราเห็นโลกที่เปลี่ยนไปผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เป็นนิมิตหมายอันดี เพราะผู้หญิงผู้ชายมีความต่างด้านความคิดรายละเอียดและการตัดสินใจ ถ้านำมารวมกัน น่าจะเป็นการผสมผสานที่ลงตัว เรื่องสัดส่วนในการทำงานการเมือง วันนี้ประเทศไทยยังน้อยไป แต่จะทำอย่างไรให้ผู้หญิงที่เข้ามาทำงานการเมืองไม่ตกเป็นเป้า ตัดสินกันที่ความสวยหรือการแต่งกาย อยากพุ่งประเด็นในเรื่องประสบการณ์ความสามารถมากกว่า”

⦁พรรคปช.มอบหน้าที่ให้ดูแลด้านใด
เรื่องการศึกษา และเรื่อง สตรี ช่วยสมาชิกที่เข้ามาทำงานการเมืองจะเป็นผู้สมัครใน กทม.และจังหวัดอื่่นๆ เพราะมีประสบการณ์ในระดับหนึ่งที่พอเป็นประโยชน์กับพรรคได้ ช่วยคิดช่วยวางแผนในบริบทและกฎระเบียบทางการเมืองที่เปลี่ยนไป สิ่งที่ต้องระมัดระวัง ตระหนักมากขึ้นในการเลือกตั้งหรือการสมัครเป็นผู้แทนคืออะไร ส่วนตัวจะลงเลือกตั้งแบบเขตหรือแบบปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่นั้น แค่ขอให้มีโอกาสทำงานและผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม จะเป็นในรูปของการเลือกตั้งหรือฝ่ายบริหารของพรรค ดิฉันเปิดกว้างไม่ได้เจาะจงว่าเข้ามาทำงานต้องมีเงื่อนไขหรือมีข้อแม้


⦁ยุติบทบาทงานการเมืองประมาณ 10-11 ปี มองประชาธิปไตยอย่างไรช่วงที่ผ่านมา
การที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยได้คือ 1.ต้องยอมรับฟังความต่างทางความคิดซึ่งกันและกัน
2.ต้องมีความอดทน นี่คือหัวใจที่สำคัญมากของประชาธิปไตย อย่าเพิ่งไปพูดถึงเรื่องการเมืองเลย
พูดแค่ว่า เราสร้างสังคมปัจจุบัน เราสร้างทั้ง 2 เรื่องแล้วหรือยัง ประยุกต์ได้ทุกเรื่องตั้งแต่ในโรงเรียน สุดท้ายจะสะท้อนกลับมาเอง เพราะวันนี้ผู้ใหญ่ในการเมืองทุกท่านเป็นครู ทั้งในรัฐบาลปัจจุบันหรือในอดีต มีลูก มีหลาน ต้องตระหนักว่าเด็กๆ ดูเราอยู่โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียทุกวัน ดังนั้น จะเป็นต้นแบบอย่างไรให้เด็กในการพัฒนานำพาประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในวันข้างหน้า ถ้าผู้ใหญ่รู้จักใช้ดุลพินิจและความตระหนักว่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีหรือไม่ดีให้กับเด็กๆ สุดท้ายจะช่วยเปลี่ยนระบบ ระบอบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยให้สูงขึ้น ต้องมีสติสมาธิตลอดเวลาในการออกสื่อ หรือพูดจาอะไรที่มีผลกระทบต่อทิศทางประเทศ

⦁หลังจากเปิดตัวทำงานด้านการเมืองอีกครั้ง มีเสียงตอบรับอย่างไรบ้าง
ทิศทางโลกวันนี้ต้องเคารพในความต่าง โลกแคบลงด้วยเทคโนโลยี ด้วยข้อมูลสื่อสารพริบตาเดียวข้อมูลก็เปลี่ยน ห้ามความคิดใครไม่ได้ ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อนว่าเข้ามาทำงานการเมืองด้วยความคิดที่ดีหรือไม่ จะเป็นประโยชน์ให้คนอื่นหรือไม่ คิดเท่านี้ก็พอ ฟีดแบ๊กหรือผลสะท้อนจะเป็นในทางที่ดีเอง คนเรามีมุมมองที่ต่างกันถ้าวันนี้อาจไม่เข้าใจ วันหน้าอาจเข้าใจได้ อยู่ด้วยการพิสูจน์ด้วยการกระทำ คำพูดเป็นอะไรที่พูดแล้วหมดไปแต่เราจะติดตามว่า คนนั้นเป็นคนจริงได้หรือไม่ ต้องดูที่การกระทำว่าทำจนประสบความสำเร็จหรือไม่ สร้างประโยชน์ให้คนอื่นหรือไม่
“สิ่งที่กลับมาทำในวันนี้ นโยบายเรื่องโอท็อป ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เรื่องของผลิตภัณฑ์ ความคิดดีๆ เป็นแนวทางเดินของประเทศให้เดินไปข้างหน้าก็สามารถทำได้ ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องเป็นอะไร เมื่อมีโอกาสก็เข้ามาผลักดันหน่วยเล็กๆ ได้ เมื่อไม่ได้ทำงานการเมืองก็กลับมาทำงานในหน่วยเล็กของพี่ก็คือโรงเรียนทิวไผ่งาม หากมีโอกาสก็ผลักดันที่ใหญ่ขึ้นเช่น โรงเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเป็นกลุ่มจังหวัดที่โรงเรียนยังไม่สมบูรณ์ในเรื่องการขาดแคลนครู การเดินทาง การเข้าถึงของเทคโนโลยี จึงต้องตั้งสมมุติฐานว่าจะสร้างโอกาสและความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ จะนำการศึกษาที่ดี ครูที่ดีเข้าไปได้อย่างไร ซึ่งพิสูจน์ได้แล้วว่าทำได้”

⦁มองการทำงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ผ่านมาอย่างไร
การทำงานรัฐบาลที่ผ่านมาสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่ทำให้ประเทศชาติก็เยอะ แต่สิ่งที่ไม่อาจเป็นไปตามครรลองครองธรรมนิด คือ ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยมา 80 กว่าปีแล้ว การกลับมาสู่ความเป็นเผด็จการทำให้เกิดการชะลอไปในหลายเรื่อง ที่ชัดเจนที่สุดเรื่องเศรษฐกิจ ทำธุรกิจท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวเกิดความหวาดระแวงไม่อยากเดินทางเข้ามาในประเทศ จะทำการค้าขายประเทศที่เขาต้องการเสถียรภาพความมั่นคงเขาก็ยังไม่เห็นทิศทางว่าประเทศไทยจะเดินไปทางไหนเขาก็รอเฝ้าดู โครงการการเจรจาต้องชะลอไปส่งผลต่อเศรษฐกิจในระดับชุมชนคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย ขณะที่โครงการต่างๆ ในช่วงรัฐบาลที่มีประชาธิปไตยหลายเรื่องรัฐบาลนี่สามารถทำได้เลยเช่น การแก้ไขปัญหายาเสพติด รัฐบาลนี้ควรขจัดยาเสพติดให้หมดไปจากแผ่นดินไทยแต่ยังไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องนี้

⦁วิเคราะห์การเลือกตั้งในอนาคตอย่างไร
กลับไปสู่ความเป็นครูอีกครั้ง ขอว่าเด็กๆ เฝ้าดูอยู่ขอให้ผู้ใหญ่ทำอะไรด้วยความยุติธรรม มีเหตุมีผลเป็นตัวอย่างที่ดี การเลือกตั้งให้มีความยุติธรรม ส่วนพรรค ปช.จะได้คะแนนเสียงหรือได้ ส.ส.กี่ที่นั่งต้องให้ผู้ใหญ่ภายในพรรคตอบเรื่องนี้ดีที่สุด แต่จะเตรียมผู้สมัครให้พร้อมช่วยให้มีความมั่นใจในการเลือกตั้ง หลายคนมีประสบการณ์แต่หลายคนเป็นครั้งแรกในเวทีการเมืองไทย ต้องนำความรู้มาแบ่งกัน ช่วยทำให้เขาเกิดความมั่นใจ ทุกคนนำอุดมการณ์มุ่งมั่นเพื่อมาพัฒนาประชาธิปไตย 100% การก้าวมาสู่การเมืองไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่การออกไปเวทีเสวนาต้องใช้ไหวพริบ ดังนั้น ต้องเตรียมพร้อมการแก้ไปัญหาการตอบคำถามให้เป็นไปในทิศทางของพรรคเป็นอย่างไร
“ครูที่ดีที่สุดคือสิ่งที่เราทำ คนเราจะไม่ฉลาดขึ้นเลย ถ้าเราไม่รู้ว่าเคยทำสิ่งที่ไม่ใช่มาก่อน ครั้งต่อๆ ไปต้องปรับปรุงสิ่งที่ไม่ใช่ตอนนั้นให้ดีขึ้น 10 ปีก่อนกับวันนี้ ความมั่นใจมีมากขึ้น สมัยก่อนอาจยังเด็กเข้าสู่สนามการเมืองตอนอายุ 29 ปี ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราทำถูกและเป็นความถูกต้องไม่ต้องกลัว เหมือนในสังคมไทยส่วนหนึ่งคือความเกรงใจ บางทีเราอาจเกรงใจเกินไปด้วยวัยวุฒิในช่วงนั้น แต่ไม่ใช่วันนี้จะไม่มีความเกรงใจ แต่เราควรแสดงความคิดเห็นหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในจังหวะไหน ผลักดันให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจนกับประสบการณ์ช่วงที่ผ่านมา”

บทความก่อนหน้านี้วาทะ‘นัว’
บทความถัดไปอย่างนี้ต้องแชร์