
•…เป็น “ผู้นำ” แม้ประชาชนไม่คาดหวัง แต่สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ การบริหารที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป็นธรรม เมื่อ “การแบ่งเขตเลือกตั้ง” ที่ใช้ “ม.44” ให้อำนาจเต็ม ชนิด “รับประกันความผิดพลาดทุกกรณีโดยไม่มีข้อแม้” ถูก “ร้องเรียนว่าไม่เป็นธรรม” แถมยังมีรูปธรรมที่ “พิลึกกึกกือ” กลับมอง “ความเป็นธรรมอันเป็นหัวใจของคุณภาพการนำ” เป็นเรื่อง “ซังกะบ๋วย” ความหวังของบ้านนี้เมืองนี้ที่จะอยู่กันอย่าง “มีสำนึกในธรรมาภิบาล” ก็จบกัน
•…มีภาพแตกกระสานซ่านเซ็นเป็น “สามพรรค แปดพวก” ท่ามกลาง “ข่าวกระซิบในวงลับ” ว่า “ยุทธศาสตร์แยกกันเดินรวมกันตี” ก็เรื่องหนึ่ง แต่ “ไปด้วยกันยากในบางมิติ” ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่สุดแล้ววันประชุม “พรรคเพื่อไทย” เห็นมี สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประสานมือ เฉลิม อยู่บำรุง พร้อม ภูมิธรรม เวชยชัย-ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประกบด้วย พานทองแท้ ชินวัตร แล้ว สถานะ “พรรคหลัก” ของ “ฝ่ายต้านเผด็จการ” มีน้ำหนักขึ้นมาเป็นกอง
•…ผลเลือกตั้งเที่ยวนี้จะชี้อนาคตของการเมืองไทยในระยะยาว ระหว่างสองแนวความคิด หนึ่ง “ประชาชนไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย” ใช้สิทธิแสวงประโยชน์เฉพาะหน้าก่อปัญหา “นักการเมืองไร้คุณภาพ” จำเป็นต้องจำกัดสิทธิลงไป อันเป็นที่มาของ “รัฐประหาร” และ “รัฐธรรมนูญ” ที่ให้อำนาจล้นเหลือกับ “นักการเมืองจากการแต่งตั้ง” กับสอง “ประชาชนพัฒนาสำนึกมาเพียงพอที่จะมีสิทธิที่เท่าเทียมในการมีส่วนร่วมของประเทศ” อันกระตุ้นให้เชื่อว่าจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ความคิดแบบไหน คือความเป็นจริง” พิสูจน์ด้วย “พรรคพลังประชารัฐ” ที่แตกหน่อมาจาก “แนวคิดแรก”
•…การเลือกตั้งที่ “ฝ่ายหนึ่ง” ให้อำนาจทุกอย่างเพื่อ “บังคับผลการเลือกตั้ง” ให้ “ไม่เสียของ” ในความหมายของ “รัฐประหารที่ล้มเหลว” เพราะ “พ่ายแพ้การเลือกตั้ง” กับ “อีกฝ่ายหนึ่ง” ที่ได้แค่รอให้ “ประชาชนเปิดโอกาสแห่งอำนาจให้” เพื่อยืนยันว่า “เสียงส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงามกับประชาธิปไตย” ความสำเร็จเป็นของอำนาจแบบไหน ย่อมชี้ “อนาคตไทย” ในสายตาประชาคมโลก
•…เกมแห่งอำนาจรุกฆาตมาที่ “ประชาธิปัตย์” ซึ่งนับวันเป็นที่รู้กันว่า “ทางเลือกแทบไม่เหลือ” โอกาสที่จะเป็น “แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ซึ่งก่อนรัฐประหารเป็น “หนึ่งแคนดิเดตสำคัญ” มาตลอด ถึงวันนี้ ไม่มีใครพูดถึง ล่าสุด “ถอยร่นมาถึงระดับ” มีข่าว “ทีมสืบทอดอำนาจ คสช.” ส่งสารมาทาบทามให้สนับสนุน โดยเสนอแลกกับ “กระทรวงสำคัญ” เจาะจง ให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจ เหมือนว่าเชื่อเหมือนกับที่คนอื่นเชื่อว่า “ไม่มีทางเลือกใดดีกว่านี้” หากต้องการอยู่ใน “ศูนย์กลางอำนาจ” นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุด
•…การจราจรที่ตกอยู่ในสภาพโกลาหลของ “กรุงเทพมหานคร” กลายเป็นทั้ง “ความปวดหัว” และ “โอกาส” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ “ความไม่สะดวกของขนส่งมวลชน” ซึ่งที่สบายหน่อยอย่าง “รถไฟฟ้า” ก็ “แพงเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้ของคนส่วนใหญ่” แถมยังแออัด ทางเลือกของคนเมืองจึงเป็น “ซื้อรถส่วนตัว” อันก่อปัญหาตามมาอีกมากมาย ทั้ง “ไม่มีถนนให้พอวิ่ง” และ “ไม่มีที่จอดที่พอจะรับภาระไหว” ปัญหาบนผิวถนนที่เกินเยียวยา แต่ “ผู้มีอำนาจ” สั่งแก้โดยการ “กำชับตำรวจให้กวดขัน” โดยไม่มีมาตรการหรือโครงการอะไรช่วยเหลือ
•…หนทางเดียวของ “ตำรวจ” คือพยายามจัดระเบียบ “แบบทดลองไปเรื่อย” ด้วยการ “ออกกฎ วางเครื่องหมายห้าม ยืนขวางทางโบกรถให้เป็นไปตามที่ตัวคิด” สร้างความสับสนอลหม่านให้กับ “ผู้ใช้รถใช้ถนน” เพราะความไม่แน่นอนของการควบคุมบังคับ “วันนี้อย่าง พรุ่งนี้อีกอย่าง-เครื่องหมายห้ามชัดเจน ฝ่าฝืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” แต่ที่ “ทำกันอยู่ปกติ” วันดีคืนดี มีตำรวจมา “ยืนรอยึดใบขับขี่เขียนใบสั่ง” ความเบื่อหน่าย นอกจาก “แก้ปัญหาอะไรไม่ได้” แล้ว “ผู้คนยังเพิ่มความรู้สึกด้านลบกับตำรวจ” หาก “ผู้บังคับบัญชา” เป็นประเภท จัดการลูกน้องแบบ “ทำไม่ได้ก็ย้ายออกไป” ชาวบ้านร้านตลาดยิ่งเดือดร้อนกันไปใหญ่ ด้วย “ปัญหาที่ต้องวางแผนแก้ทั้งระบบ กลับแค่จัดการเฉพาะหน้าไปวันๆ โดยหามาตรฐาน ความแน่นอนอะไรไม่ได้”
ชโลทร







