เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 6 ธันวาคม ที่ห้องแถลงข่าวพรรคเพื่อชาติ ชั้น 5 ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว นางสาวเกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า พรรคเพื่อชาติในฐานะที่อาสาเป็นเกาะกลางประชาธิปไตย หวังจะได้เห็นการพูดคุยเสนอแนะในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งได้อย่างอิสระกับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง แต่เมื่อทาง คสช.ได้ตั้งธงการพูดคุยไว้แล้ว เพียงเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมเพื่อรับฟังสิ่งที่ คสช.ต้องการ โดยไม่ต้องการรับฟังความเห็นจากทางพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ก็ไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะเข้าร่วมประชุมดังกล่าวที่เหมือนจะจัดขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับข้อเสนอของ คสช.เท่านั้น อีกทั้ง คสช.เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งความพยายามสืบทอดอำนาจ รวมถึงการเกิดขึ้นของพรรคพลังประชารัฐที่มี 4 รัฐมนตรีจากรัฐบาล คสช.เป็นแกนนำ ทั้งยังเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในผู้สมัครของพรรคดังกล่าว โดยนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล คำสั่ง คสช. และกฎกติกาบางอย่างก็ดูจะเอื้อต่อพรรคการเมืองบางพรรคเป็นพิเศษ และยังมีชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานในการประชุมที่สโมสรกองทัพบกอีกด้วย
“การที่พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยไม่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้เพราะเห็นว่าไม่ส่งผลใดต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ทุกพรรคการเมืองพร้อมที่จะทำตามกฎกติกาอยู่แล้วเพื่อให้การเลือกตั้งสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้ว่ากติกานั้นจะเกิดจากความไม่ชอบธรรมและเอารัดเอาเปรียบก็ตาม แต่จะไม่ขอร่วมสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่ของ คสช.ต้องการ เพราะไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะเกิดกับประเทศและจากการเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ส่วนเหตุผลที่พรรคตอบรับคำเชิญช้ากว่าพรรคอื่น เนื่องจากพรรคเพื่อชาติมีอุดมการณ์ชัดเจน จึงต้องใช้เวลาในการมองเป้าหมายโดยยึดประชาชนเป็นหลัก ต้องขบคิดอย่างลึกซึ้งและรอบคอบว่าสิ่งที่จะทำนั้นเป็นประโยชน์ประเทศหรือไม่ คณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกตัดสินใจด้วยแนวทางประชาธิปไตยว่าจะไม่เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ และต่อจากนี้ไปจะขอร่วมงานกับทุกฝ่ายที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย เราจะไม่รังเกียจใครด้วยความเป็นสถาบันหรือตัวบุคคล เพื่อเปิดฉากการเจรจาที่กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป้าหมายปลายทางคือประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยสมบูรณ์และเพื่อประเทศชาติเป็นที่ตั้ง” นางสาวเกศปรียากล่าว
นางสาวเกศปรียากล่าวต่อว่า การประชุมของ คสช.นั้นไม่เรียกว่าประชุม แต่เรียกว่าไปรับฟังคำสั่งของ คสช. ไปฟังสิ่งที่อยากจะให้ปฏิบัติตาม ซึ่งทรรศนะที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นต่างเป็นทรรศนะของเผด็จการ เมื่อเริ่มที่จะพูดคุยกันแล้วก็ไม่เคารพผู้อื่นด้วย ซึ่งพรรคเพื่อชาติยึดหลักการเป็นเกาะกลางประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการที่จะแสดงความคิดเห็นและสามารถอยู่ร่วมกันได้ไม่ว่าจะมีความคิดต่าง จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรับฟังคำสั่งของ คสช.เพราะเราไม่ใช่ทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องคอยรับฟังคำสั่งจาก คสช. รวมทั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คสช.ได้เชิญทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่ายไปร่วมพูดคุยและแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ แต่เมื่อไปแล้วไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการระดมความคิด แต่กลับเอาความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ ประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาลของประชาชน ซึ่งนี่ถือว่าเป็นการกระทำของบุคคลที่ไม่รักษาคำพูด ไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ดังนั้น การที่วันพรุ่งนี้ คสช.เชิญพรรคการเมืองไปประชุมก็เปรียบได้กับผู้ที่ล้มละลายทางคำพูดมาแล้วชวนไปพูดคุย จึงไม่น่าเชื่อถือ เป็นการปลอดภัยกว่าที่พรรคจะไม่เข้าร่วมกับผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์ จริงใจที่จะรับฟังความคิดเห็นต่าง
ด้านนายรยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า เป้าหมายไม่ได้มองแค่เรื่องของการแทรกแซงจาก คสช. แต่เรามองไปถึงการสืบทอดอำนาจของ คสช.ซึ่งสำคัญกว่าการแทรกแซงของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการของ กกต. หรือการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทางที่จะมาสกัดกั้นพรรคการเมืองเข้าสู่สภา แต่ปลายทางเรามองถึงการสืบทอดอำนาจของ คสช. คนไทยร้องไห้เยอะ เศรษฐกิจของประเทศก็ตกต่ำ สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรเพื่อจะเชิญ คสช.ออกจากอำนาจตรงนี้ ไม่ให้เกิดการสืบทอดอำนาจ นี่คือจุดหมายปลายทางของพรรคเพื่อชาติมากกว่าการย้ำการแทรกแซงจาก คสช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติกรรมการบริหารพรรคเพื่อชาติได้มีกำหนดการในการเดินสายเพื่อจัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ พร้อมคณะ เดินทางไปในครั้งนี้ด้วย พร้อมทั้งยังเปิดโอกาสให้กับวิทยากรจากสถาบันพัฒนาการเมืองพรรคเพื่อชาติร่วมให้ความรู้ทางการเมืองกับสมาชิกในพื้นที่ภาคใต้ นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมด้วย นายยงยุทธ ติยะไพรัช กองเชียร์พรรคฯ เป็นวิทยากร โดยวันที่ 10 ธันวาคม 2561 เดินทางไป จ.สงขลา จ.สตูล และ จ.พัทลุง วันที่ 11 ธันวาคม เดินทางไป จ.สุราษฎร์ธานีและ จ.ชุมพร วันที่ 12 ธันวาคม เดินทางไป จ.ระนอง และ จ.ภูเก็ต วันที่ 13 ธันวาคม เดินทางไป จ.พังงา จ.กระบี่ และ จ.ตรัง

