สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เลือดใหม่ภท.ปั้น‘กีฬาเพื่อปากท้อง’

cof

สิ้นเสียงระฆังสังกัดพรรค 90 วัน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 หากจะมีการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 นักการเมืองทั้งหน้าเก่า-หน้าใหม่ ที่กำลังจะลงสนามการเลือกตั้งถูกจับตามองจากคนทั้งประเทศว่าสรุปสุดท้ายใครจะอยู่กับใคร

นักการเมืองเก่าถูกโฟกัสว่าจะโดนอิทธิฤทธิ์ของพลังดูดจนต้องย้ายพรรคหรือไม่ ส่วนนักการเมืองใหม่ถูกโฟกัสว่าจะฝากเส้นทางอาชีพไว้กับค่ายใด

โต้ง-สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ คือหนึ่งในนักการเมืองที่ดูจะเข้าทั้ง 2 ข่าย คือ เป็นทั้งคนหนุ่มด้วยวัย 42 ปี และเพิ่งย้ายสังกัดไปอยู่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เคยถูกวางตัวเป็นถึงเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)

ถามว่าเรายังรักไหม เรายังรักและผูกพัน เพราะไม่ได้ทะเลาะกันด้วยความไม่เข้าใจกันอย่างรุนแรง แต่แนวทางมันไปด้วยกันไม่ได้ สิริพงศ์เล่าความรู้สึกถึงพรรค ชทพ. และขยายความถึงแนวทางที่ไปด้วยกันไม่ได้นั้นว่า ทันทีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยและอดีตประธานที่ปรึกษาพรรค ชทพ. เสียชีวิต ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการลงประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 ณ วันนั้น ทุกคนต่างพูดตรงกันว่าประชาชนอยากให้นักการเมืองปฏิรูปตัวเอง

พวกผม (นิวบลัด) ก่อตั้งขึ้นเพราะเหตุผลนั้น คือเหตุผลที่ว่า แนวโน้มพรรคชาติไทยพัฒนามันเล็กลงทุกวัน เลยคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะมีโอกาสเติบโตขึ้นได้ พูดตรงๆ เราจึงเอาคนที่ยังไม่ประสีประสาทางการเมืองมาก แต่ก็ควรมีพื้นฐานมากพอจะรู้ว่าในวันข้างหน้าจะมีปัญหาอะไร ต้องยืนอยู่บนโลกของความจริงครึ่งหนึ่ง บนโลกของจินตนาการอีกครึ่งหนึ่งให้ได้ สิริพงศ์ไขที่มาของการก่อตั้งกลุ่มนิวบลัดพรรค ชทพ.

ในความทรงจำของสิริพงศ์ นิวบลัดผ่านการลองผิดลองถูก ทำงานด้วยงบประมาณค่อนข้างจำกัด แต่พยายามทำแนวทางให้ชัดว่าจะเป็นพรรคทางเลือกที่ 3 ซึ่งไม่ใช่ไหลไปข้างไหนก็ได้ แต่ต้องยึดหลักการความเป็นประชาธิปไตย และทำนโยบายแบบ outside-in คือมาจากการฟังเสียงของประชาชน กระทั่งวันหนึ่ง เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในพรรค ชทพ.

เราพยายามหนักมาก เดิมทีทำงานกัน 4-5 คน ผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษา เวลาจะทำอะไร เราเคาะเป็นนโยบายได้ แต่พอวันหนึ่ง ว่าที่หัวหน้าพรรค คือ พี่ท็อป (วราวุธ ศิลปอาชา) แกไม่เป็น แต่เป็น พี่นา (น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา) จากที่เราเคยคุยกัน 4-5 คนแล้วจบ กลายเป็นว่า เดี๋ยวถามผู้ใหญ่ก่อน เดี๋ยวถามผู้ใหญ่ก่อน มันเป็นความอึดอัดในการทำงาน เป็นการตัดสินใจของใครในพรรค แต่ไม่ใช่พวกเราแล้ว

หากเพราะมีความหวัง จึงทำให้ผิดหวัง หลังพรรคชาติไทยพัฒนาเปลี่ยนทิศทาง “สิริพงศ์” ใช้เวลา 1 สัปดาห์ตัดสินใจเดินออกจากสถานที่ที่เขาเรียกว่าบ้านและพร้อมเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ของสถานที่ใหม่ โดยไม่คิดหันหลังกลับ

เดิมทีเคยกลัวมากเรื่องการย้ายพรรค กลัวคนจะมองว่า เหตุผลในการย้ายพรรคเป็นอย่างไร โดยเฉพาะพรรคที่เราอยู่มา 10 ปี แต่ผมก็เชื่อในความเป็นมืออาชีพ เมื่อไปอยู่องค์กรใหม่ ก็ต้องภักดีกับองค์กรใหม่ ต้องทำทุกอย่างให้เต็มที่ และไม่ได้มีความคิดว่าจะกลับไปอยู่องค์กรเดิม สิริพงศ์เล่าถึงเหตุผลการตัดสินใจย้ายพรรค

⦁ประสบการณ์ล้ำค่าที่ ชทพ.

“สิริพงศ์” บอกว่า ได้อะไรมากมายจากพรรคที่ให้กำเนิดทางการเมือง โดยเฉพาะได้เรียนรู้การทำงานจากนายบรรหาร ยอมรับว่าที่ผ่านมาผมเคยมองท่านเป็นเพียง อาเจ็ก อาแปะ ที่ไม่ได้เก่งกาจอะไรนักหนา แต่เมื่อได้ทำงานด้วย จึงเห็นว่านักการเมืองเลือดสุพรรณท่านนี้ เป็นคนละเอียด รู้ลึกรู้จริง และใช้วิธีทำมากกว่าพูด โดยยกตัวอย่างเรื่องที่นายบรรหารเมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 21 มีส่วนสำคัญต่อการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เป็นกลางและดีที่สุดในความคิดของสิริพงศ์

ท่านจะเป็นเหยื่อสำหรับวาทกรรมทางการเมืองตลอดเวลา คนมองว่าพรรคชาติไทยเป็นพรรคที่เป็นปลาไหลในอดีต แต่ในความเป็นจริง ท่านบรรหารให้อิสระมากกับ ส.ส.ทุกคนในการอภิปราย กระทั่งการโหวตลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ท่านฟังความเห็นของคนที่เป็นเด็กที่สุด ประสบการณ์น้อยที่สุด และสอนวิธีที่จะ get the job done (ทำงานให้เสร็จ)

เมื่อถูกถามว่าเสียดายไหมกับโอกาสที่ใกล้จะได้เป็นบิ๊กใน ชทพ. สิริพงศ์ตอบตรงๆ ว่า ก็มีบ้าง แต่อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ดีเสมอครับ

⦁ก้าวใหม่ที่พรรคภูมิใจไทย

“สิริพงศ์” ไล่เรียงการขับเคลื่อน 3 ข้อ เป็นคำอธิบายว่าทำไมถึงเลือกภูมิใจไทย 1.เป็นพรรคขนาดกลาง 2.เป็นพรรคที่ใกล้เคียงกับภูมิประเทศบ้านเกิดของผม คือภาคอีสานตอนล่าง และ 3.ชอบความแมน ความลุย พูดไม่เก่ง แต่ทำเยอะ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. เป็นผู้ทาบทามให้เขาย้ายมาร่วมพรรคผ่านทางคุณพ่อ (นายฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ) โดยปัจจุบันได้รับมอบหมายจากพรรค ภท. ให้ดูแลนโยบายด้านกีฬา ต้องเป็น กีฬาเพื่อปากท้อง แบบเดียวกับ บุรีรัมย์โมเดล ด้วยแนวคิดที่ว่า กีฬาไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่ต้องทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น

ส่วนที่หลายคนคาดว่าสิริพงศ์ย้ายมาพรรค ภท. เพราะประเมินแล้วว่าพรรคนี้มีโอกาสสูงในการร่วมจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต เขารีบสวนทันที คงไม่ล่ะครับ ถ้าอยากเป็น
รัฐบาลชัวร์ๆ ผมไปลงพรรคพลังประชารัฐไม่ดีกว่าหรือ

⦁คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน หรือเป็นแค่สีสัน

แม้มีประสบการณ์การเมือง 10 ปี แต่ “สิริพงศ์” ยังมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนหน้าใหม่ พร้อมกล่าวติดตลกว่า ไม่มีใครรู้จักผมเลย ถ้าไม่ได้เป็นว่าที่เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา

สิริพงศ์มองกระแสชูคนรุ่นใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า คาแร็กเตอร์ของคนในแต่ละเจเนอเรชั่น (รุ่นอายุ) นั้นแตกต่างกัน เช่น คนยุคเบบี้บูมเมอร์ (เกิดระหว่างปี พ.ศ.2489-2507) อาจนิยมสุนทรโวหาร คนพูดเก่ง แต่คนเจน X (เกิดระหว่างปี พ.ศ.2508-2522) อาจต้องการให้พูดน้อยลง แต่เนื้อหามากขึ้น ขณะที่เจน Y (คนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2523-2541) อาจเน้นว่าไม่ต้องพูดเยอะ ขอกระชับ ทำอะไรตรงไปตรงมา จึงสำคัญที่ว่า คนรุ่นใหม่จะมาทำอะไร จะมาทำงานหรือแค่มาสร้างสีสัน

ถ้าคิดว่าจะมาทำงานก็ต้องตั้งใจให้มาก ขยันให้หนัก เพราะประสบการณ์เรามีน้อยกว่าเขา ต้องดูว่าบริบทการเมืองแบบไทยๆ เป็นอย่างไร เรียนรู้และอย่าไปทำข้อที่ไม่ดี รวมถึงเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นต่อไปด้วย เพราะการเมืองนั้น ถ้าไปตัดตอน? มันก็ไม่ไปไหน ต้องให้มันค่อยๆ เติบโต และมีวิวัฒนาการ


⦁ทำการเมืองแบบสิริพงศ์ ไม่ซ้ายจัด-ไม่ขวาจัด

“ผมเติบโตในยุคที่ประชาธิปไตยเต็มใบ แต่พรรคการเมืองเสียงข้างมากในเวลานั้น บอกว่าทุกคนที่ไม่สนับสนุนพรรคถือเป็นศัตรู และจะไม่ได้รับการสนับสนุน เช่น ถูกขึ้นบัญชีรายชื่อว่าเป็นผู้มีอิทธิพล ใครโหวตสวนมติพรรค จะไม่ถูกส่งลงสมัคร ขณะที่การอยู่พรรคขนาดกลาง กลับทำให้ได้เป็นตัวของตัวเอง

ผมควรอยู่ข้างไหน ข้างที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย แต่แท้จริงเป็นเผด็จการ หรือข้างที่เป็นเผด็จการเพื่ออ้างความถูกต้อง แต่สุดท้ายตัวเองก็ทุจริต แล้วใครอยู่ข้างประชาชน ผมศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้น รูปแบบใดที่เป็นเผด็จการ ทั้งเผด็จการทหารหรือเผด็จการประชาธิปไตย ผมก็ไม่นิยม

⦁นักการเมืองควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ทหารเข้ามามีบทบาทในการเมืองอีก

“ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่า ที่ผ่านมานักการเมืองมีส่วนอย่างมากในการเร่งปฏิกิริยาให้เกิดรัฐประหาร ดังนั้น ทางออกคือต้องเรียนรู้ว่าอย่าเอาชนะกันแค่เพียงการเมือง อย่าเอาอุดมการณ์มาอ้าง อย่าเอาศรัทธาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน และคิดถึงประเทศชาติให้มาก ส่วนคนไทย ผมคิดว่ามีแค่ 3 คำสำหรับการมาถึงของรัฐประหารทุกครั้งคือ อดทนไม่เป็น เย็นไม่พอ รอไม่ได้”

⦁การเมืองต้องใช้ทุน แต่ต้องใช้ให้เป็น (ประโยชน์)

เป็นที่รู้กันว่าสิริพงศ์คือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กิจการของเขาแตกแขนงหลายสาขา ทั้งด้านพัฒนาที่ดิน มีร้านอาหารญี่ปุ่น มีโชว์รูมรถ และยังเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง “ไทบ้านเดอะซีรีส์” แต่พลันที่ “สิริพงศ์” ย่างเข้ามาทำงานการเมือง แทบจะเป็นเรื่องอัตโนมัติที่คนในสังคมบางส่วน อาจมองข้ามความสำเร็จทางธุรกิจของเขา และเห็นเพียง ความเป็นนักธุรกิจ ที่หวังมากอบโกยผลประโยชน์และอำนาจจากตำแหน่งหน้าที่

ผมคิดว่าสังคมมองภาพลบกับทุกคน เห็นตำรวจก็ด่าตำรวจ นักการเมืองก็ด่านักการเมือง เพราะสังคมไทยเป็นสังคมกูดี แต่ผมก็พยายามพิสูจน์ตัวเองในพื้นที่มาตลอด ว่าไม่เคยรับงานหลวง ไม่เคยทำอาชีพที่เกี่ยวกับระบบสัมปทาน สิริพงศ์ชี้แจงข้อครหา

ช่วงเวลาที่สิริพงศ์กลับไปทำธุรกิจหลังถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ทำให้เขารู้ว่าอาชีพนักการเมือง ไม่ได้แค่ไม่ทำให้รวย แต่ไม่สามารถทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม หากจะเล่นการเมือง เขามองว่าจำเป็นต้องมีความพร้อม คือต้องไม่เป็นภาระของสังคม และต้องมีมากพอที่จะแบ่งปันให้สังคมได้ ด้วยเหตุนี้ สิริพงศ์จึงไม่ปฏิเสธว่าการทำงานการเมืองต้องใช้ทุน แต่การจะได้มาซึ่งทุนโดยวิธีทุจริตและประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์ เป็นเรื่องไม่ควรทำ เช่น ซื้อของมาแจกแล้วกินเปอร์เซ็นต์ พร้อมระบุว่ามีวิธีมากมายที่จะใช้ทุนในลักษณะการสนับสนุนพรรคการเมืองให้ทำแนวนโยบายบางอย่าง เช่น พวกพลังงานสีขาว กฎหมายมันไม่เอื้อ แต่ถ้าคุณทำกฎหมายให้เอื้อ เมื่อผู้ประกอบการสามารถทำได้ สิ่งแวดล้อมได้ประโยชน์ ประชาชนได้ใช้ไฟถูกลง

⦁ประชานิยม คือวาทกรรม

นอกจากแนวคิด ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ที่คุ้นหู พรรคภูมิใจไทยยังมีสโลแกน ประชานิยม สังคมเป็นสุข ทว่าสังคมไทยช่วง 10 ปีหลัง มีมุมมองต่อประชานิยมในแง่ลบมากกว่าบวก

ประชานิยมถูกสร้างเป็นวาทกรรม ถ้าดูตามชื่อ ประชานิยมคือ ประชาชนชอบ นักการเมืองถ้าไม่มาจากประชาชนแล้วควรจะมาจากใคร มันควรเป็นนโยบายที่ประชาชนชอบ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันบอกว่านโยบายนี้เป็นประโยชน์ แต่ประชาชนไม่ชอบ เช่น ห้ามคนขึ้นท้ายรถปิกอัพ แม้เป็นประโยชน์ ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ประชาชนบอกว่ามันกระทบกับวิถีชีวิตของเขา สิริพงศ์ให้มุมมองเรื่องแนวคิดประชานิยม

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ประชานิยมต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง นโยบายใดเป็นภาระงบประมาณของรัฐบาลมากเกินไปก็ไม่ควรทำ ส่วนประชานิยมหลายอย่างที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์ เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิในการศึกษา หรือเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงถึงพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

⦁เลือกตั้ง 62 ใช้ผลงานสู้กระแสพรรค

สิริพงศ์เตรียมลงเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในนามภูมิใจไทย เขาเอ่ยปากยอมรับว่าหนักใจ เพราะต้องสู้กับกระแสพรรค โดยเฉพาะกับคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทย

หนักใจทุกรอบที่ลงเลือกตั้ง แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่ออย่างที่นักวิชาการพูดว่าเลือกคนต้องเลือกที่นโยบายพรรค สำหรับผม เลือกคนต้องเลือกที่ตัวผู้แทน ไม่เช่นนั้น สิ่งที่จะเจอมากที่สุดคือ ส.ส.ที่ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำประโยชน์ให้บ้านเมือง แค่ทำตามประโยชน์ของพรรค

แม้จะบอกว่าหนักใจ แต่เมื่อถามว่าเขาจะใช้กลยุทธ์อะไรในการหาเสียง สิริพงศ์ตอบอย่างมั่นใจว่า กลยุทธ์ผมไม่ต้องใช้เยอะ ผมใช้แค่ผลงาน ผมทำทุเรียนภูเขาไฟ ทำสปอร์ตซิตี้ (เมืองกีฬา) ผมทำอะไรที่คิดว่าชาวบ้านจับต้องได้และเห็นเป็นรูปธรรม ถ้ามีโอกาสมากกว่านี้ ผมก็ทำได้มากกว่านี้

ท้ายสุด มาถึงคำถามไคลแมกซ์ “สิริพงศ์” ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของพรรค ภท. ซึ่งเป็นพรรคที่ถูกมองว่าพร้อมร่วมทุกรัฐบาล หากวันหนึ่งคนส่วนใหญ่ในพรรคเห็นพ้องจะร่วมทางกับพรรคพลังประชารัฐ ทั้งที่ไม่ใช่พรรคที่มีคะแนนอันดับ 1 “สิริพงศ์” ที่ออกตัวว่าศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยจะทำอย่างไร ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ผมไม่เอา ถ้าผมไม่โหวตแตกจากพรรค ผมก็ลาป่วย เพราะผมชัดเจน ไม่เอารัฐบาลเสียงข้างน้อย

กุลนันทน์ ยอดเพ็ชร

บทความก่อนหน้านี้ไทยพบพม่า : ‘อู ถั่น’ในฐานะเลขาธิการสหประชาชาติ ชาวเอเชียคนแรก (2)
บทความถัดไปคอฟฟี่เบรก : ทั้งชมทั้งขู่