ความนิยมที่พรรคพลังประชารัฐทะยานจากที่เคยมีเพียงร้อยละ 2 ไปอยู่ที่ร้อยละ 30 ในชั่วระยะเวลาไม่ถึงเดือน หากเป็นจริงตามที่มีการเปิดเผยจาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
ถือได้ว่าเป็นความนิยมที่ทะยานในลักษณะก้าวกระโดดมากถึง 15 เท่า
ถามว่าเป็นเพราะอะไร
เป็นเพราะการเชื่อมประสานระหว่างโครงการ “ประชารัฐ” เป็น หนึ่งเดียวกับ “พลังประชารัฐ” กระนั้นหรือ
เป็นเพราะมีความเชื่อมั่นอย่างสูงว่า ในที่สุดแล้ว พล.อ.ประ ยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะตัดสินใจรับคำเชิญเป็นหมายเลข 1 ในบัญชี นายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ กระนั้นหรือ
นี่ย่อมเป็นเรื่องที่ดำเนินไปในลักษณะ “ดาบสองคม”
หากติดตามการเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐอย่างเกาะติดนับแต่เปิดตัวรับ”กลุ่มสามมิตร”เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในงานใหญ่ ที่แชงกรี-ลาเมื่อเดือนพฤศจิกายน
ประชาชนรับรู้จากปาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ว่ามีการก่อรูปขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน
ด้วยการพบและหารือกับ “ผู้ใหญ่คนหนึ่ง” ที่รู้จักกัน
และเมื่อมีการสัมนาผู้สมัครส.ส.ภาคกลางที่รามา การ์เด้นส์ ในเดือนธันวาคม ก็ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อีกเหมือนกันที่ระบุ
“นโยบายของรัฐบาลที่ถูกวางกลยุทธ์ไว้ตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งเป็นพรรคที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้หารือกับผมว่าจะมีนโย บายประชารัฐและพรรคจะใช้ชื่อพรรคพลังประชารัฐเพื่อให้สอด คล้องกัน”
เท่ากับเป็นการเปิดเผยออกมาว่า “ผู้ใหญ่รุ่นพี่” ที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ปรึกษาตั้งแต่เดือนเมษายนนั้นเป็นใคร
นั่นก็คือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
จากนี้จึงเห็นได้อย่างเด่นชัดว่าคะแนนและความนิยมที่พรรคพลังประชารัฐได้มาอย่างรวดเร็ว
มิได้อยู่ที่ชื่อเสียงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น
หากที่สำคัญยังเป็นการประสานระหว่างนโยบายของรัฐบาล กับทิศทางของพรรคพลังประชารัฐอันมาจากสมองก้อนโตของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
นั่นก็คือ การวางแผนก่อตั้งพรรคจาก “ทำเนียบรัฐบาล”
นั่นก็คือ การวางแผนอย่างแยบยลรองรับอำนาจ “คสช.”

