หากนำเอาแต่ละ “ถ้อยคำ” ที่โต้ตอบกันระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวช ชาชีวะ กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาพิจารณาอย่างถ่องแท้ก็จะสัมผัสได้ในเงื่อนปมบางอย่างที่ซ่อนแฝงอยู่
ในทางวัยวุฒิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีอาวุโสเหนือกว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างเด่นชัด
แต่ในทาง “การเมือง”
ต้องยอมรับว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความเหนือกว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างเป็นรูปธรรม
ไม่ว่าในสถานะที่เคยเป็น “นายกรัฐมนตรี” เคยเป็นผู้บังคับบัญชาต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี
แม้กระทั่ง ณ วันนี้ก็ยังอยู่ในจุดที่เหนือกว่า
ทั้งๆที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยื่นไมตรีอย่างเด่นชัดว่ามีความ ต้องการจะสนทนากับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วเหตุใด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงปฏิเสธ
ขอให้ย้อนกลับไปศึกษา “ถ้อยคำ” ของ ทั้ง 2 ฝ่ายทั้งที่ปรากฏและที่ดำรงอยู่ในระหว่างบรรทัด ก็จะเข้าใจว่าเหตุผลอะไรที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องปฏิเสธไมตรีไว้ก่อน
“ต่างคนต่างทำหน้าที่และต้องเคารพเสียงของประชาชน ถึงวันนั้นจะชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร
วันนี้ไม่ควรสร้างความสับสนอีกต่อไป”
คำถามที่ตามมาก็คือ 1 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งประ กาศว่าไม่เล่นการเมืองเอาสถานะอะไรมาคุยกับ นายอภิสิทธิ์ เวช ชาชีวะ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
1 หากเป็นประเด็นในทางการเมืองคำตอบที่ดีที่สุด คือ ผลการเลือกตั้ง
ผลการเลือกตั้งต่างหากคือ ปัจจัยสำคัญของการคุยกัน
เชื่อได้เลยว่า ไม่เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ยืนอยู่บนหลัก การที่ว่า ผลการเลือกตั้งต่างหากคือคำตอบของทุกอย่าง
พรรคภูมิใจไทยก็คิด พรรคชาติไทยพัฒนาก็คิด
สถานะและความหนักแน่นของการหารือระหว่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ พรรคการเมืองต่างๆจึงอยู่ที่ผลของการเลือกตั้ง
นั่นก็คือ พรรคพลังประชารัฐจะได้มาเท่าไร นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์จะได้มาเท่าไร

