ประหนึ่งว่า มาตรการจากพรบ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 จะเป็น “เครื่องมือ”อันทรงพลานุภาพ
เท่ากับ “มัดมือชก”
มัดมือชกฝ่ายที่ “ไม่เห็นด้วย” มัดมือชกฝ่ายที่”ไม่รับ”ร่างรัฐ ธรรมนูญ
ไม่ว่าจะเป็น”พรรคเพื่อไทย” ไม่ว่าจะเป็น”นปช.”
ขณะที่ฝ่ายคสช. ฝ่ายครม. ฝ่ายกรธ. ฝ่ายสนช. ฝ่ายสปท.อันอยู่ใน “แม่น้ำ 5 สาย”สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่
ภายใต้”งบประมาณ” มหาศาล
ภายใต้ “กลไก” และ “เครื่องมือ” ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหารครบครัน
ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ
ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งที่ 3/2558 ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งที่ 13/2559 ของหัวหน้าคสช.
ไม่ว่าจะเป็นพรบ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559
เป็น “ฝ่ายรุก” เป็น “ฝ่ายกระทำ”
ถามว่าแล้วฝ่ายที่ “ไม่รับ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทยและนปช. ตลอดจนกลุ่มนักวิชาการ นักศึกษา เป็นอย่างไร
พรรคเพื่อไทย “เงียบ”อย่างยิ่ง
หลังจากออก “แถลงการณ์” แสดงจุดยืนแล้วก็ไม่มีการเคลื่อน ไหวอะไรในนาม “พรรค”
นปช.ก็เช่นเดียวกัน
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่านปช.จะมีการเคลื่อนไหวก็ในฐานะ “บุคคล” เป็นส่วนตัว
และเสมอเป็นเพียงการแสดง “ความเห็น”
ไม่มีการจัดอภิปราย ไม่มีการชุมนุม ไม่มีการเดินสายออกไปพบกับสมาชิกพรรคหรือมวลชน
นักวิชาการก็ทำแบบ “วิชาการ”
นักศึกษาอาจออกมา “เคลื่อนไหว”บ้าง แต่ก็ด้วย”ปริมาณ”อันจำกัด
เรียกตามสำนวน”ทหาร” ก็คนหน้าเดิม-ไม่กี่คน
กระนั้น ทั้งๆที่สำนวน”ทหาร”ระบุว่าเป็นคนหน้าเดิมและมีจำนวนอันน้อยนิด “หยิบมือเดียว” แต่ท่าทีที่สำแดงออกกลับกร้าวอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช
นี่คือ ข้อชวนให้”สงสัย”
นอกเหนือจากที่มีการเคลื่อนไหวทาง”วิชาการ” นอกเหนือจากที่มีการเคลื่อนไหวแบบ”ยืนเฉย-เฉย”
กลับไม่ปรากฏ”ร่องรอย”อะไรเลย
สภาวะ “ไร้ร่องรอย” นี่แหละเป็นเรื่อง”น่ากลัว”
ยิ่งคิดในเรื่อง”รู้เขา รู้เรา”ยิ่งเป็นเรื่อง”น่ากลัว”
เพราะเท่ากับ “รู้เรา” แต่มิอาจ”รู้เขา”อย่างเป็นจริง

