ท้าทาย‘ประชาชน’

9.12.18 | 09:00 น.

ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นอีกใน 3 เดือนข้างหน้านี้ มีกำหนดออกมาแล้วว่าวันที่ 11 ธันวาคมนี้น่าจะปลดล็อกให้นักการเมืองทำกิจกรรมเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน หรือหาเสียงเลือกตั้งได้ในระดับหนึ่ง

อาจจะดูว่านักการเมืองมีเวลาพอสมควรที่จะชี้แจงแถลงไขให้ประชาชนเกิดความรู้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

บางพรรคอาจจะไม่ยุ่งยาก เพราะ “รัฐธรรมนูญ” ดีไซน์มาเพื่อให้ได้รับชัยชนะอยู่แล้ว มีภาระแค่บอกกับประชาชนว่าที่รัฐบาลชุดนี้จัดการทุ่มงบประมาณมากมายไปช่วงที่ผ่านมาเป็นผลประโยชน์แบบตรงๆ กับประชาชนอย่างไรบ้าง

เรียกได้ว่าแค่เอาการแจกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลนี้ไปแบให้ประชาชนได้เห็นก็พอ และจะว่าไปเครือข่ายสื่อในมือรัฐ และพรีเซ็นเตอร์ที่บังคับสื่อได้ที่ผ่านมาก็ทำหน้าที่นี้มาอย่างต่อเนื่อง

แทบจะเรียกได้ว่าพรรคบางพรรคนี้แค่นั่งเฉยๆ ประชาชนก็รู้แล้วว่าแจกจ่ายอะไรให้บ้าง

Advertisement

ที่จะต้องเหนื่อยหนักคือพรรคคู่แข่งของพรรคประเภทที่ว่า

พรรคที่วางตัวอยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาล ไม่เพียงจะต้องทำความเข้าใจว่าหากได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นรัฐบาล มีนโยบายจะสร้างประโยชน์อะไรให้ประชาชนซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

การอธิบายจะต้องระมัดระวังไม่ให้ขัดกับ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของ คสช.” เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาพรรคจะถูกลงโทษ แค่นี้ก็ยุ่งยากพอสมควร เพราะขัดหรือไม่ขัดขึ้นอยู่กับการตีความของผู้มีอำนาจวินิจฉัย

และนี่เป็นความท้าทายแรกของประชาชนว่าจะสามารถฟังการอธิบายนโยบายที่คนอธิบายอาจจะต้องพูดอย่างตะกุกตะกัก เนื่องจากความหวาดเสียวว่าจะฝืนต่อรัฐธรรมนูญซึ่งจะกระทบต่อพรรคชนิดเรื่องใหญ่

แต่ความท้าทายของประชาชนที่หนักหนากว่านั้นคือ จะต้องทำความเข้าใจวิธีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพื่อให้เห็นว่าจะได้ผลตามที่ตัวเองอยากให้เป็น

การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาๆ มาเป็น “เลือกตั้งแบบประชานิยม” คือ “ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายที่สุดว่ากาบัตรอย่างไร” และ “จะเกิดผลอย่างไร”

แต่ครั้งนี้ไม่เป็นอย่างไรนั้น ความท้าทายเริ่มจาก ต้องทำความเข้าใจว่า “เขตเดียวเบอร์เดียว” เริ่มจาก “กาบัตรผู้สมัครคนไหน” หมายถึงเลือกที่จะให้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์กับพรรคนั้นด้วย หาก “มีพรรคที่ชอบ” แต่ “ผู้สมัครอีกพรรคมีบุญคุณต้องทดแทน” ไม่สามารถเลือกแยกกันได้

ความท้าทายต่อมา แต่ละเขตเบอร์ของผู้สมัครพรรคเดียวกันไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้าง ต้องเริ่มจำตั้งแต่บ้านตัวเองอยู่เขตไหน มีพรรคไหนส่งผู้สมัครบ้าง ผู้สมัครชื่ออะไร ที่สำคัญคือต้องรู้ว่าแตกต่างกับเขตใกล้ที่จะเห็นป้าย และการหาเสียงอื่นๆ เหมือนกัน

“สับสนเมื่อไร ผิดพลาดเมื่อนั้น” ตั้งใจเลือกพรรคหนึ่งอาจจะเดินงงๆ ไปเลือกพรรคที่ตัวเองไม่ชอบได้

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ คสช.ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ที่มีการโวยวายว่า “ไม่ชอบธรรม” เพราะเป็นการแบ่งตามข้อเสนอของนักการเมืองบางพรรคมากกว่าที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชน หลายเขตสร้างความยุ่งยากยุ่งเหยิง

เรื่อง “ความเป็นธรรม” ที่ “ท่านผู้นำ-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เห็นเป็นเรื่อง “ซังกะบ๊วย จะตายห่ากัน
หรือไง” นั่นแหละ

ตรงนี้ท้าทายประชาชนแบบละเอียดขึ้นว่าจะแยกแยะว่าตัวเองอยู่เขตไหนได้หรือไม่ เพราะอำเภอเดียวกันต่างเขตเลือกตั้งกันมีอยู่ไม่น้อย แถมบางจังหวัดถูกแบ่งให้บ้านใกล้เรือนเคียงต้องเลือกกันคนละเขต

ซึ่งหมายถึงคนละเบอร์ คนละพรรคขึ้นมาอีก

แค่การแบ่งเขตก็ทำให้การใช้สิทธิของประชาชนครั้งนี้ จึงเป็นภาระที่จะต้องทำความเข้าใจมากมาย

ยังไม่นับรวมว่าหากคิดว่าต้องการเลือกโดยมีเป้าหมายให้พรรคที่ตัวเองสนับสนุนเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลได้ ยิ่งต้องทำความเข้าใจมากมายเข้าไปอีก

เลือกอย่างไรให้พรรคได้ทั้ง ส.ส.เขต และไม่เสียคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งแค่ทำความเข้าใจการคิดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ก็ปวดเศียรเวียนเกล้ากันเป็นแถว

ยิ่งพรรคการเมืองต่างวางยุทธศาสตร์แตกพรรคเพื่อแก้เกมไม่ให้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เสียของ

จะลงคะแนนอย่างไรให้ยุทธศาสตร์จของพรรคที่ตัวเองชื่นชอบประสบความสำเร็จ

เป็น “ความท้าทาย” หนักหน่วงเลยทีเดียว

คนเป็น “นักการเมือง” ท้าทายมากมายอยู่แล้วที่จะอธิบายเรื่องราวแปลกใหม่ และซับซ้อนนั้นให้ประชาชนเข้าใจได้ในเวลาจำกัด

แต่ประชาชนที่แค่ต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ในอันจะปากกัดตีนถีบเพื่อรับผิดชอบครอบครัว

การกาบัตรเลือกตั้งที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงกลายเป็น “ความท้าทาย” ที่ชวนให้ “อ่อนระอา”

แต่กลายเป็นว่า “เลือกตั้งครั้งนี้” กลับเป็น “การเลือกอนาคตของชาติ”

ว่าจะถูก “ยัดเข้าถ้ำ” ให้ประชาธิปไตยอยู่กันตลอดไป

หรือสามารถ “เปิดทาง” ให้มองเห็นแสงสว่างของ “อำนาจประชาชน” ได้บ้าง

 

สุชาติ ศรีสุวรรณ