วันนี้ (9ธ.ค.) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala แสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาลกับประเด็นการแก้ความเหลื่อมล้ำโดยระบุว่า
“รัฐบาลพลเอกประยุทธ์-ลดหรือเพิ่มปัญหาความเหลื่อมล้ำ?”
เรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำ นับว่ากระตุ้นความสนใจได้กว้างขวาง เพียงแต่ผมแม้ไม่รู้ว่าจะเป็นไฟไหม้ฟางที่จางหายไปกับควันหรือไม่
ต้องเริ่มต้นก่อนว่า ประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ต้องบริหารจัดการ แต่ความเหลื่อมล้ำนั้น มีหลายด้าน และหลายมิติ
ด้านสังคม กระบวนการยุติธรรมที่วิ่งคดีได้ ที่บิดเบือนได้ และไม่สามารถใช้คุกขังคนรวยได้ ไม่ว่าเพราะเรื่องใต้โต๊ะ หรือเนื่องจากคนรวยหนีไปต่างประเทศ เป็นเรื่องใหญ่อันดับหนึ่งที่ต้องแก้ไขก่อน
ด้านเศรษฐกิจ สภาพัฒน์เน้นชี้แจงในมิติของรายได้ บอกว่าตัวเลขต่างๆ ของไทยดีขึ้น แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือความเหลื่อมล้ำในมิติการครอบครองความมั่งคั่ง
สำหรับประเทศที่คนรวยสุด 1% ครอบครองที่ดินนับแสนๆ ไร่ และครอบครองทรัพย์สินของประเทศไว้ในสัดส่วนที่สูง จะทำให้ความเหลื่อมล้ำ มีแต่เป็นงูกินหาง
เพราะผู้ที่ครอบครองปัจจัยการผลิตเอาไว้มาก ย่อมได้เปรียบ ทั้งในความมั่นคงของรายได้ที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าว และเนื่องจากระบบแบงค์พาณิชย์ไทยยังเน้นการใช้ทรัพย์สินเป็นหลักประกัน ผู้ที่ครอบครองปัจจัยการผลิตเอาไว้มาก ก็จะได้เปรียบด้านแหล่งเงินทุนอีกด้วย
ถามว่า นโยบายแก้ไขควรเป็นอย่างไร?
ดร.สมชัย จิตสุชน ทีดีอาร์ไอ เคยทำเอกสารวิจัยเสนอสภาพัฒน์เมื่อสิบปีที่แล้ว (รูปข้างล่าง) สรุปมาตรการที่ควรมีสำหรับแต่ละชนชั้น
คนรวยสุด 1% ของประชากร :- ให้ลดอภิสิทธิ์ ลดการผูกขาด ลดคอร์รัปชัน ปฏิรูประบบภาษี
คนรวยมาก 24% ของประชากร :- ให้กระตุ้นแข่งขันกับคนรวยสุดโดยการสร้างความชำนาญให้แก่ผู้ประกอบการ ช่วยให้สามารถสร้างนวตกรรม และปฏิรูปภาษี
คนชั้นกลาง 35% ของประชากร :- ให้ปรับปรุงการศึกษาเฉพาะด้าน ช่วยพัฒนาความขำนาญเฉพาะด้านที่เพิ่มรายได้ และจัดให้มีรัฐสวัสดิการ
คนชั้นกลางระดับรองลงมา 35% ของประชากร :- ให้โอกาสการศึกษาระดับสูงมากขึ้น ช่วยพัฒนาความชำนาญเฉพาะด้านที่ไม่ยากเกินไป ให้ได้รับความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม ให้มีสิทธิมีเสียงในกระบวนการทางการเมือง และจัดให้มีรัฐสวัสดิการ
คนที่จนที่สุด 5% ของประชากร :- ให้โอกาสการศึกษาระดับสูงมากขึ้น ทำนโยบายแก้จนแบบเฉพาะเจาะจง ให้ได้รับความเท่าเทียมในด้านต่างๆ มากขึ้น และจัดให้มีรัฐสวัสดิการมากเป็นพิเศษกว่ากลุ่มอื่น
ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดกว้างๆ ที่ผมเห็นด้วยและขอนำมาช่วยเผยแพร่ตรงนี้
ถามว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริงจังแค่ไหน?
ท่านนายกฯ บอกว่ารัฐบาลของท่านให้ความสำคัญต่อปัญหานี้ และถึงขั้นบรรจุหลักการแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วยซ้ำ
ผมต้องวิจารณ์ว่า ลำพังความเหลื่อมล้ำทางสังคม แค่การปฏิรูปงานตำรวจ จนป่านนี้ยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่ นอกจากนี้ ยังมีเสียงท้วงติงว่ามีการแทรกแซงในองค์กรอิสระอีกด้วย ไม่ว่า ป.ป.ช. หรือ สตง.
แต่ปัญหาใหญ่กว่า ก็คือการจัดโครงการที่อำนวยประโยชน์แก่อภิมหานายทุน ซึ่งเป็นบุคคลในกลุ่มรวยสุด 1% ให้ลงทุนแทนรัฐวิสาหกิจ
แต่ทีโออาร์มักจะเลือกผู้ชนะ อย่างมีการล๊อคสเปก ไม่ว่าด้วยวิธี bundle โครงการหลายๆ ส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นอภิมหาโครงการยักษ์ใหญ่ จนกลุ่มธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมเข้าแข่งขันไม่ได้ หรือด้วยวิธีประมูลโดยให้กลุ่มข้าราชการเป็นผู้พิจารณาให้คะแนนปัจจัยต่างๆ แทนที่จะให้เอกชนสู้กัน ในตัวเลขปัจจัยหลักเพียงปัจจัยเดียว ดังเช่นกรณีคลื่นโทรศัพท์ 4 จี เป็นต้น
รูปข้างล่าง เคยมีข่าวว่าพลเอกประยุทธ์จะมีการแบ่งเค้กรถไฟความเร็วสูงระหว่างอภิมหานายทุน
ถึงแม้พลเอกประยุทธ์ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธ แต่ข่าวทำนองนี้ เป็นการตอกย้ำว่า ข้อวิจัยของเครดิตสวิส ถึงแม้รัฐบาลจะแก้ตัวพัลวันว่า เป็นการประเมินให้เป็นปัจจุบันโดยใช้ฐานข้อมูลเก่า ทำให้ผลวิจัยไม่น่าเชื่อถือ
แต่นโยบายที่เปิดช่องทำกำไรจากโครงสร้างพื้นฐาน และจากทรัพย์สินและทรัพยสิทธิของรัฐวิสาหกิจนั้น ย่อมมีผลทำให้การครอบครอง และการควบคุมปัจจัยการผลิตในประเทศ โดยคนรวยสุด นั้น ปัญหาจะยิ่งหนักมากขึ้น
ปัญหานี้ มิใช่ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มรวยที่สุด 10% แรก กับ 10% สุดท้าย แต่เป็นปัญหาของกลุ่มรวยที่สุด 0.1% แรก กับประชาชนที่เหลือ
ดังนั้น ในเมื่อ 4-5 ปีที่พลเอกประยุทธ์บริหารงาน มีโครงการต่างๆ นาๆ ที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำในการครอบครองทรัพย์สินมีแต่แย่ลง (ดูรูปบรรยายสารพัดโครงการ) การที่ท่านนายกฯ เอาหัวข้อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไปใส่ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะมีความหมายอะไร?
ในเมื่อการประมูลโครงการต่างๆ ผ่านไปแล้ว และในเมื่อกลุ่มรวยสุด 0.1% ได้สัมปทานต่างๆ ไปแล้ว รัฐบาลในอนาคตจะค่อยมาแก้ปัญหาเอาเมื่อนั้นหรือ?

