ธาริตรับสารภาพ แถลงขอขมา ‘สุเทพ’ คดีหมิ่นโรงพัก 396 แห่ง ลุ้นศาลฎีกาพิพากษา 14 ธ.ค.(คลิป)

10.12.18 | 12:33 น.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10  ธันวาคม ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค นายธนากร แวกวารี ทนายความของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยนางจริณทิพย์ เกษรกุหลาบ เลขาฯนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ร่วมแถลงข่าวกรณี “โรงพักร้าง 396 แห่ง”

นายธนากรกล่าวว่า ตนในฐานะทนายความของนายธาริต ขออ่านคำแถลงของนายธาริต เนื่องจากนายธาริตติดภารกิจ ทั้งนี้ เอกสารคำแถลงข่าวระบุว่า “กระผม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ขอแถลงข่าวต่อสาธารณชนผ่านสื่อมวลชนว่า เมื่อครั้งผมดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น ผมได้เคยแถลงข่าวและตอบคำถามสื่อมวลชน เมื่อระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2556 เกี่ยวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกเลิกและรวมสัญญาก่อสร้างโรงพัก 396 แห่งทั่วประเทศ เป็นสัญญาเดียว อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมาและยังได้แถลงข้อความอื่นๆ อีก ซึ่งการแถลงข่าวของผมดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับนายสุเทพเป็นอย่างมาก ท่านจึงได้ยื่นฟ้องผม ฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลอาญา เป็นคดีดำที่ อ.495/2556 คดีแดงที่ อ.1166/2558 ศาลอาญา และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ขออนุญาตฎีกาและได้รับอนุญาต ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา บัดนี้ หลังจากได้พ้นตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว

“ผมได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆ จึงพบว่าการแถลงข่าวของผมดังกล่าวเป็นการกระทำต่อนายสุเทพ โดยไม่บังควรเป็นการจาบจ้วงและละลาบละล้วงต่อท่าน ทั้งที่ท่านเคยเป็นผู้บังคับบัญชาและมีพระคุณอย่างมากต่อผม คำแถลงของผมมีลักษณะกล่าวหาและให้ร้ายต่อนายสุเทพ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วการออกคำสั่งของนายสุเทพดังกล่าว เป็นการกระทำตามข้อเสนอของ ผบ.ตร. ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ โดยมีเหตุผลและที่มาที่ไปตามความเหมาะสมและจำเป็น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีดังกล่าว นายสุเทพยังไม่เคยถูกฟ้องและมีคำพิพากษาใดๆ ตัดสินว่าท่านได้กระทำผิดเลย รวมถึงกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้ชี้มูลว่าท่านกระทำผิดใดๆ ผมจึงขอถือโอกาสนี้ แสดงความสำนึกผิดและขอกราบขอขมาลาโทษต่อนายสุเทพ โดยแถลงให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป และขอกราบขอบพระคุณนายสุเทพ ที่จะได้เมตตา ยกโทษในคดีดังกล่าวต่อผมตามที่นายสุเทพจะเห็นสมควรด้วย จึงขอแถลงมา เพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน”

อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน ศาลฎีกาท่านจึงได้นัดอ่านคำพิพากษาว่าจะลงโทษผมหรือไม่ อย่างไร โดยจะอ่านคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเลย ไม่ส่งไปอ่านที่ศาลอาญา เหมือนคดีทั่วๆ ไป ในวันที่ 14 ธันวาคม ศกนี้ เวลา 09.00 นาฬิกา จึงขอเชิญสื่อมวลชน และผู้สนใจเข้ารับฟังด้วย

ทั้งนี้ ในการเจรจาประนีประนอมยอมความระหว่างผมกับนายสุเทพ ซึ่งคดีนี้ เป็นความผิดต่อส่วนตัว สามารถยอมความกันได้ ทำนองคดี ว.5 โฟร์ซีซั่น ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ผมได้รับความกรุณาจากนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ช่วยรับเป็นคนกลางในการเจรจากับนายสุเทพให้ ผลการเจรจานายคณิตเล่าให้ฟังว่า นายสุเทพบอกว่าไม่ติดใจเอาความโดยให้ผมทำหนังสือแสดงความสำนึกผิดและขอขมาลาโทษส่งไป ผมจึงได้จัดทำหนังสือส่งไป ซึ่งนายคณิตเล่าว่านายสุเทพแจ้งพอใจแล้วยินดียกโทษให้และขอมอบให้ฝ่ายทนายความที่มีนายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง กับนายสวัสดิ์ เจริญผล ดำเนินการขอให้นายคณิตติดต่อโดยตรง

Advertisement
นายธนากร แวกวารี ทนายความ ของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นางจริณทิพย์ เกษรกุหลาบ เลขาฯนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด

แต่ขณะนี้การดำเนินการยังไม่ได้ข้อยุติโดยทนายความทั้ง 2 อ้างบอก นายคณิตว่าที่ปรึกษากฎหมายมีความเห็นแตกต่างเป็น 2 ฝ่าย มีทั้งเห็นด้วยให้ถอนฟ้อง และไม่เห็นด้วยให้ถอนฟ้อง จึงยังไม่ยุติ นายคณิตจึงขอให้พิจารณาอีกครั้ง เพราะการเจรจาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องที่ดี และคดีนี้ก็เป็นความผิดต่อส่วนตัว ยอมความกันได้ เป็นตามนโยบายของศาลยุติธรรม และส่งเสริมหลักการปรองดองสมานฉันท์ของผู้คนในบ้านเมืองขณะนี้ นายสุเทพเมื่อครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีเองก็เคยขอให้นายคณิตเป็นประธาน คอป. ทำเรื่องปรองดองระหว่างกลุ่มเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง

อย่างไรก็ดี แม้การเจรจาจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ผมไม่มีเวลาเหลือแล้ว เพราะศาลฎีกาจะอ่านคำพิพากษาวันที่ 14 ธันวาคมนี้แล้ว ผมจึงตัดสินใจยื่นขอให้การใหม่เป็นให้การ รับสารภาพ ตามฟ้องเพื่อให้สอดคล้องกับที่ได้มีหนังสือสำนึกผิดและขอขมาลาโทษต่อนายสุเทพไปแล้ว พร้อมทั้งส่งบันทึกรับรองข้อเท็จจริงผลการเจรจาประนีประนอมฯที่นายคณิตได้รับรองให้ตามที่กล่าวมา โดยผมได้ยื่นต่อศาลด้วย และขอความเมตตาจากศาลฎีกาขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปอีก 60 วัน เพื่อการเจรจาจะได้แล้วเสร็จ แต่หากศาลฎีกาไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีก็ขอความกรุณาต่อศาลฎีกาลงโทษผมสถานเบาโดยรอการลงอาญาด้วย

“ผมยอมรับว่าในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ต้องลุ้นสุดๆ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จะยกฟ้องผมแล้วก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็อาจพิพากษากลับลงโทษผมได้ และผมอาจต้องสูญเสียอิสรภาพโดยถูกติดคุก นับเป็นวิกฤตของชีวิตช่วงหนึ่ง ขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ติดตามวิถีชีวิตของผมหลังการปฏิวัติที่มีแต่สิ่งเลวร้ายต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องไม่เป็นธรรมกับผมทั้งสิ้น ผมมั่นใจว่าในอดีตผมเป็นข้าราชการประจำทำงานอย่างมืออาชีพและทำงานอย่างเต็มความสามารถให้กับทุกรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นเหลืองหรือแดง  แต่คดีนี้ผมเชื่อมั่นและศรัทธาว่าศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดและเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนจะให้ความเป็นธรรมต่อกระผมด้วย”