สัมภาษณ์พิเศษ : ปิยบุตร แสงกนกกุล จัดทัพ‘อนค.’สู้เลือกตั้ง62

หมายเหตุสัมภาษณ์พิเศษ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ถึงการเตรียมความพร้อมต่อการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 แนวคิดการเมืองแบบมีส่วนร่วมให้สมาชิกพรรคไพรมารีโหวต พร้อมวิธีต่อสู้กับการเมืองแบบเก่า ตลอดจนไฮไลต์สำคัญของการเปิดนโยบายจัดการมรดก คสช. นำพาประเทศออกจากวังวนรัฐประหาร ในวันที่ 16 ธันวาคม

•การจัดวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ในแต่ละพื้นที่

เราออกแบบ อนค.ให้เป็นพรรคแบบเปิด เป็นพรรคที่สมาชิกมีส่วนร่วมและกระจายอำนาจที่จังหวัด ความภูมิใจ คือมีศูนย์และคณะทำงานครบทั้ง 76 จังหวัดแล้ว เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเราจะเริ่มการกระจายอำนาจตั้งแต่ในพรรคและจังหวัด จะมีอำนาจในการบริหารเครือข่าย การทำกิจกรรมในพื้นที่ของตัวเอง รวมถึงการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ด้วย ซึ่งตอนนี้พรรคมีสมาชิกล่าสุดเกือบ 35,000 คนแล้ว ยังขาดบางจังหวัด แต่คาดว่าจะครบตามที่ กกต.กำหนด และทำให้พรรคสามารถส่งสมาชิกลงสมัครได้ทั้ง 350 เขต คาดว่าไม่เกินวันที่ 21-22 ธันวาคม จะได้เห็นผู้สมัครของพรรคครบทุกเขต รวมถึงแบบบัญชีรายชื่อด้วย

เท่าที่ผมตรวจสอบรายชื่อผู้สมัครตอนนี้เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นดีใจมาก ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ จะต้องหาอดีต ส.ส. อดีตนักการเมืองที่มีฐานคะแนนที่มีเครือข่ายจัดตั้งในพื้นที่ของตัวเอง ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่แซวกันว่า เมื่อก่อนคืนหมาหอนจะมีก่อนการเลือกตั้ง แต่เดี๋ยวนี้คืนหมาหอนคือวันสุดท้ายก่อนการสังกัดพรรคการเมืองครบ 90 วันด้วย แย่งกันไปดูดกันมา มีการตั้งพรรคเล็กพรรคน้อย

แต่ของ อนค.ไม่ได้ทำเรื่องพวกนั้นเลย ทำแต่เรื่องหาคนใหม่ๆ เข้ามา แบบคนหน้าใหม่จริงๆ เชื่อว่าการเมืองไทยที่ติดความขัดแย้งมา 10 กว่าปีแล้ว จำเป็นจะต้องมีคนหน้าใหม่ๆ เข้ามาในวงการการเมืองให้มากขึ้น 13 ปีที่ผ่านมา ต้องมีคนทนไม่ไหวแล้วกับสภาพสังคมแบบนี้ ทนไม่ไหวกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมไทยที่เป็นอันดับ 1 ของโลกไปแล้วตอนนี้ ผมพบว่าหลายคนชีวิตอาจจะไม่ได้สนใจทางการเมือง แต่เห็น อนค.เกิดขึ้นแล้วตัดสินใจลาออกจากงานมาร่วมงานด้วย มีทั้งอดีตข้าราชการทหารตำรวจ คนขับแท็กซี่ ชาวประมง เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ เอ็นจีโอ นายแพทย์ กลุ่มคนหลากหลายทางเพศทางวัฒนธรรม เข้ามาป็นผู้สมัคร ถือเป็นการปักธงให้กับการเมืองของไทยว่า การเมืองไม่ได้หมายความถึงอดีต ส.ส. ตระกูลการเมือง ไม่ได้หมายความถึงหัวคะแนนในพื้นที่ ไม่ได้หมายถึงดูด ส.ส. แต่การเมืองคือเรื่องของทุกคนที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ให้ดีขึ้น

•กังวลว่าคนหน้าใหม่คนธรรมดาจะสู้คนหน้าเก่า หรือหัวคะแนนไม่ได้

ความเป็นจริงทางการเมืองไทยปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ว่า การเลือกตั้งแต่ละครั้งมีคะแนนจัดตั้งเดิมที่ผูกติดไว้กับตัวบุคคลในแต่ละพื้นที่ เช่นเดียวกันการเลือกตั้งทุกครั้ง ส.ส.หน้าเก่าจะสอบตกอยู่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันการเมืองไทยไม่ได้เลือกตั้งมาแล้วหลายปี พฤติกรรมการเลือกตั้งของคนอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ ท้ายที่สุดถ้าการเมืองไทยยังเชื่อแบบเดิม ยังเลือกคนแบบเดิม ยังเลือกกลุ่มการเมืองแบบเดิม อนค.ก็พร้อมยอมรับและจะรณรงค์ต่อไปให้เห็นว่า คุณถูกบังคับให้เชื่อว่าประเทศนี้มันไม่มีทางเลือกอื่นใด คือต้องอยู่กับการเมืองแบบเดิม หรืออยู่กับรัฐประหารสลับกันไปแบบนี้

อนค.จึงเสนอตัวขึ้นมาว่า บ้านเมือง สังคมไทยไม่จำเป็นต้องอยู่แบบนี้ คุณมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ เราอาสาตัวมาเพื่อจะบอกว่ามันมีการเมืองแบบใหม่ที่ไม่ต้องอยู่กับรัฐบาลทหารก็ได้ ส่วนผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร อนค.พร้อมยอมรับ ถ้าได้มากก็ทำงาน ถ้าได้น้อยก็จะทำงานต่อ เรื่องนี้ไม่มีปัญหา อย่างน้อยที่สุดเราได้ขีดแบ่งเส้นทางการเมืองไทยไว้แล้ว

•พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.จะมีผลบังคับใช้ แต่ยังมีนักการเมืองบางส่วนที่ยังติดคดีจากคำสั่งของ คสช. รวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า อนค. จะกระทบการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่

ผมคิดว่าไม่มีปัญหา ตรงกันข้ามคดีการเมืองที่ถูกรัฐบาล คสช.ตั้งข้อหาไว้ ผมเรียกสั้นๆ ว่า ผู้ต้องหาหรือนักโทษของระบบ คสช. ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2557 คดีเหล่านี้ทุกท่านทราบกันดี เห็นอยู่แล้วว่ามีเหตุจูงใจทางการเมือง ทั้งหมดเป็นเกียรติยศแสดงว่า คุณไปต่อต้านเผด็จการทหาร นี่คือเหรียญรางวัลที่คุณได้ อนค.ได้เสนอไว้หลายครั้งแล้วว่าการต่อต้านเผด็จการทหารเป็นหนึ่งในนโยบายในชุดจัดการมรดกของ คสช. มีหลายเรื่องรวมถึงคดีต่างๆ ทางการเมืองที่ถูก คสช.ตั้งไว้ ผมสำรวจตัวเลขพบว่ามีคนจำนวนหลายร้อยที่สนับสนุนประชาธิปไตยพวกเขาไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน ความผิดที่ถูกกล่าวหา คือการต่อต้าน คสช.ที่มาจากการยึดอำนาจ ถ้าวันหนึ่งพรรคได้เข้าไปทำงานและมีอำนาจ สิ่งที่ต้องทำทันที คือการจัดการยุติและนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกกล่าวหาให้หมด ไม่อย่างนั้นจะออกจากวังวนเหล่านี้ไม่ได้

•วันที่ 16 ธันวาคม จะเปิดนโยบายของพรรค เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ

ในวันที่ 16 ธันวาคม อนค.จะเปิดตัว 12 วาระ เปลี่ยนอนาคต ประกอบด้วย 3 นโยบายฐานราก 8 นโยบายเสาหลัก และ 1 ปักธงประชาธิปไตย โดยผมเป็นผู้รับผิดชอบนโยบายในส่วนของประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.จัดการมรดก คสช. 2.สิทธิและเสรีภาพ และ 3.ลบล้างผลพวงรัฐประหารและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

กลุ่มแรก การจัดการมรดก คสช. คสช.อยู่มาเข้าสู่ปีที่ 5 และทิ้งมรดกเต็มไปหมดในชื่อของประกาศ คสช. พ.ร.บ.ต่างๆ ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมา รวมทั้งรัฐธรรมนูญปี 60 จะต้องนำประกาศทั้งหมดมาทบทวนใหม่ ประกาศฉบับไหนที่เป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องของระบบราชการ และมีผู้ที่สุจริตรับผลประโยชน์ไปแล้วและพอที่จะเปลี่ยนได้ ก็ให้ใช้ต่อ แต่ให้สภาแปลงร่างให้เป็น พ.ร.บ.แทน ส่วนประกาศ คสช.ที่อยุติธรรม จะต้องยกเลิก และให้ผู้ที่เสียหายได้รับการเยียวยา ทั้งนี้ บรรดาประกาศ คำสั่งต่างๆ ของ คสช.อยู่ยงคงกระพันได้ทุกวันนี้ เพราะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญไทยมาตราสุดท้ายได้รับรองเอาไว้ ดังนั้น ต้องไปถอดสลักระเบิดนี้ทิ้ง ยกเลิกมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อจะได้ตรวจสอบว่าประกาศของ คสช.เหล่านี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และรัฐธรรมนูญปี 60 เป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุด และผมเคยพูดหลายครั้งว่า มันไม่ได้ทำให้ถอยหลังเพียงไม่กี่ปี แต่ทำให้ถอยหลังย้อนกลับไปไกล ความคิดในฝันของผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 60 คือทำให้การเมืองไทยเป็นไปอย่างรัฐธรรมนูญปี 2521 คือ เลือกตั้งไปเถอะแต่คุณจะได้รัฐบาลอย่างที่พวกเขาจัดวางไว้ ถอยไป 40 ปีไม่พอ แต่อยากจะใช้รัฐธรรมนูญอย่างนี้อีก 20 ปีตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ

เพราะฉะนั้นรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 57 เพียงหนึ่งวัน ถอยไป 40 ปี และใช้อีก 20 ปี รวมแล้วทำประเทศถอยไป 60 ปี นี่คือสิ่งที่เขาปรารถนา จึงต้องแก้ไขโดยจะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และเอาสภานั้นมาทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ให้ตรงกับความหมายของรากศัพท์ในภาษาอังกฤษ constitution ที่มาจากคำว่า co หมายถึงการก่อตั้งร่วมกันของประชาชน แต่รัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2549, 2550, 2557 และ 2560 4 ฉบับสุดท้ายเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เกิดจากการร่วมมือร่วมใจของประชาชน และบ้านเมืองจะไปต่อไม่ได้ถ้าไม่ดึงประชาชนเข้ามาร่วมร่างรัฐธรรมนูญ

กลุ่มที่สอง การจัดการสิทธิเสรีภาพ ผมคิดว่าเสรีภาพที่สำคัญที่สุดและจะจรรโลงอยู่ได้ในระบอบประชาธิปไตย คือจะต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คนเราจะรู้ว่าควรจะเลือกใคร จะต้องมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็น มีการถกเถียงว่าเสียงข้างมากที่เลือกไปแล้วดีหรือไม่ เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยตัดสินใจถูกหรือไม่ ทุกอย่างประชาธิปไตยเดินได้ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง จะต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ดังนั้น กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการแสดงความคิดเห็นจะต้องจัดการ เช่น กฎหมายหมิ่นประมาทที่มีโทษทางอาญา ในต่างประเทศเปลี่ยนโทษหมิ่นประมาทให้เป็นโทษปรับที่ไม่มีการติดคุก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เจตนารมณ์เดิมคือการป้องกันแฮกเกอร์ทุกระบบที่ทำลายฐานข้อมูล แต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทุกวันนี้คือกฎหมายที่ห้ามคนแสดงออกผ่านคอมพิวเตอร์ ผิดเจตนารมณ์ไปหมด กฎหมายการชุมนุมสาธารณะตามเงื่อนไขแล้วแทบจะชุมนุมไม่ได้เลย และพรรคยืนยันว่าจะลงนามให้สัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ทุกประเทศทำได้ ประเทศที่ปกครองแบบไทยซึ่งเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ได้ลงนามหมดแล้ว ทั้งอังกฤษ สวีเดน ญี่ปุ่น กัมพูชา ดังนั้น ไม่มีข้ออ้างไหนอีกแล้วนอกจากคณะรัฐประหารกังวลใจว่าตัวเองจะถูกดำเนินคดี การลงนามจะเป็นการป้องกันระยะยาวในเรื่องของเสรีภาพ

กลุ่มสุดท้ายคือ การป้องกันรัฐประหาร ที่จะสามารถทำได้ แต่ต้องมีการปฏิรูปกองทัพ พรรคมีนโยบายในการปฏิรูปกองทัพอย่างเป็นระบบ ในวันที่ 16 ธันวาคม จะเปิดตัวในเรื่องนี้และการปฏิรูปศาล เพราะการรัฐประหารทุกครั้งเกิดขึ้นได้ไม่ใช่เพียงกองทัพ ถ้าศาลไม่ไปรองรับอำนาจรัฐประหาร กองทัพก็อยู่ไม่ได้ รวมทั้งจัดการทุนผูกขาดที่สนับสนุนการรัฐประหารตลอดเวลา 3 สิ่งนี้คือสิ่งที่จะต้องปฏิรูป ดูตัวอย่างจากประเทศเยอรมนี คือการเขียนแบบให้ทหาร ข้าราชการทั้งหลายให้มีสิทธิและหน้าที่ในการที่จะต่อต้านการรัฐประหาร และต่อต้านการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ละเมิดกฎหมาย และสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ต้องประกันสิทธินี้เอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะต้องมีสิทธิและหน้าที่ในการต่อต้านรัฐประหารในทุกวิธีการ ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญไทยระบุไว้ว่าประชาชนมีสิทธิในการต่อต้านรัฐประหารแบบสันติวิธี แต่ถ้าเขาเอารถถังมาเป็นขบวนแล้วจะไปต่อต้านสันติวิธีคงทำไม่ได้

ผมไปดูประเทศที่มีรัฐประหารบ่อยๆ และสุดท้ายยุติไปได้ เช่น กรณีของประเทศกรีซ ที่ระบุในรัฐธรรมนูญมาตราสุดท้ายไว้ว่า วันใดก็ตามที่ประชาชนสามารถเอาอำนาจสูงสุดของตัวเองกลับมาได้อีกครั้งหลังจากถูกคณะรัฐประหารขโมยไปให้ดำเนินคดีกับคณะรัฐประหารทั้งหมดโดยไม่มีอายุความ และอีกอย่างที่ผมคิดขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษสำหรับประเทศไทยคือ เวลารัฐประหารเกิดขึ้น วันที่ยึดอำนาจมีความผิดฐานกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 จะมีคนจะไปฟ้องกัน ของไทยมีตั้งแต่ไปแจ้งความตำรวจกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ ก็มีการนิรโทษกรรมตัวเองไปแล้ว หรือถ้าไปถึงศาล ศาลจะบอกว่าคุณไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้ ศาลไม่รับฟ้อง ดังนั้น ความผิดในฐานกบฏต้องเขียนเอาไว้ว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เสียหาย ทุกคนต้องฟ้องได้หมด และศาลต้องพิจารณาคดีเร่งด่วนภายใน 7 วัน การรัฐประหารครั้งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์และ คสช. ใช้เวลาเป็นเดือนในการนิรโทษกรรมตัวเอง ทั้งหมดที่ผมออกแบบใหม่เพื่อจะทำให้ประเทศออกจากวงจรรัฐประหารที่อยู่มาหลายสิบปี

•การจัดการมรดก คสช.จะต้องทำอย่างไรกับชนชั้นนำที่สนับสนุนหรืออิงแอบกับคณะรัฐประหาร เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

วิธีการอธิบายนี่ง่ายมาก แต่ขออย่างเดียวให้เปิดใจกว้างรับฟังกัน ผมจะอธิบายแบบนี้ คุณไม่สามารถปกครองประเทศนี้ ครอบงำประเทศนี้ด้วยการเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปทั้งหมดไปไว้กับคนกลุ่มเดียว สภาพประเทศและสังคม ที่คุณเอาทุกอย่างหมดเลย ทั้งอำนาจ ทุน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง ที่คุณเอาไปหมดเลย เป็นไปไม่ได้ ตรงกันข้ามมันต้องเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขด้วยกันทั้งหมด

ยกตัวอย่างคือ เมื่อคุณเปิดประตูบ้านออกไปจะพบอีกคนที่จนติดดินเลย ไม่มีอะไรกินเลย ฉะนั้น โครงสร้างของประเทศไทย ผมเชื่อว่าชนชั้นนำที่มีสายตา มีวิสัยทัศน์กว้างไกลก็มี เพียงแต่ดูแล้วตกใจกลัว ถ้าเปิดโอกาสให้ได้พูดคุยกัน มีใครบ้างที่จะไม่อยากเห็นคุณภาพชีวิตพี่น้องคนไทยที่ดี มีใครบ้างที่ไม่อยากเห็ประเทศไทยก้าวหน้าไปได้ ชนชั้นนำไทยก็มีลูกหลานที่ต้องอยู่ในสังคมนี้อีกนาน แล้วผมเชื่อจริงๆ ว่า คนรุ่นต่อๆ ไปเขาคิดไกล คงไม่คิดในลักษณะที่บ้านฉันเป็นแบบนี้แล้ว คนรุ่นฉันได้ต่อ รุ่นลูกฉันก็ได้ต่อไปเรื่อยๆ ผมได้พูดคุยกับคนที่มาจากสถานะทางเศรษฐกิจที่ดี คนพวกนี้ก็คิดแบบใหม่ว่ามันเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้

•จุดแข็งของพรรคอนาคตใหม่คืออะไร

สำหรับผมหลายคนอาจมองมันเป็นจุดอ่อน ไม่มีอดีต ส.ส. คนที่มีฐานคะแนนเลย เป็นคนหน้าใหม่หมด แต่ผมว่านี่คือจุดแข็ง อยากให้ลองดูหนัง ฟาห์เรนไฮต์ 9/11 ที่ไมเคิล มัวร์ กำกับ สารคดีเกี่ยวกับการเมืองในสหรัฐว่า ทำอีท่าไหน มันทำให้เกิดประธานาธิบดีแบบโดนัลด์ ทรัมป์ กำเนิดขึ้นมาได้ แล้วก็ไปสำรวจในพรรคต่างๆ ก็ปรากฏว่า นักการเมืองหน้าใหม่ๆ เขาทนไม่ไหวกับการเมืองแบบนี้ จึงตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ในหลายพื้นที่ ผมคิดว่าก็ทำนองเดียวกัน ทุกคนที่ต่างมารวมตัวกันในพรรคอนาคตใหม่ตอนนี้ แล้วเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. นั่งดูหลายคน สัมภาษณ์พูดคุยกัน หลายคนคือธรรมดา ที่รู้สึกทนไม่ไหวกับบ้านเมืองแบบนี้ ทนไม่ไหวกับการเมืองแบบดูด ส.ส. การเมืองแบบสลับรัฐประหารกับการเมืองเก่า การเมืองแบบแบ่งพรรคเล็กๆ ออกมา แล้วก็เข้ามาอยู่กับ อนค. นี่เป็นจุดแข็ง อย่างน้อยที่สุด ผมคิดว่าการเกิดขึ้นของ อนค.ประสบความสำเร็จในแง่นี้แล้ว คือได้ปักธงความใหม่ ให้กับการเมืองไทยใหม่ ส่วนจะสำเร็จเป็นผลลัพธ์ออกมาเป็นกี่คะแนน กี่ที่นั่ง ส.ส.เป็นอีกเรื่อง แต่การปักความคิดนี้ทิ้งไว้ ในยามที่การเมืองแบบเดิมมะรุมมะตุ้มกันอยู่ แต่เราเปิดทิ้งไว้ คนเห็นมากก็ดี ถ้ายังไม่เห็น ในอนาคตก็จะเห็น ถึงการเมืองที่มันไม่เหมือนกันเป็นอย่างไร

อรวรรณ ธีรพัฒนไพโรจน์

บทความก่อนหน้านี้เปิดประเด็น “ถนนยางพาราดินซีเมนต์” ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)
บทความถัดไป‘บิ๊กตู่’ โยนกกต.จัดการปมบัตร ยันไม่ใช้ม.44แก้ ย้ำ 4 รมต.ลาออกหรือไม่ให้ดูที่กม.