แม้ในฐานะ “มือกฎหมาย”คสช. นายวิษณุ เครืองาม จะยืนยันการดำรงอยู่ในฐานะรัฐมนตรีของ 4 รัฐมนตรีไม่มีอะไรผิดในข้อทางกฎหมาย
แต่ในการยืนยันนั้นก็ได้ “เตือน” เอาไว้ด้วยว่า
“ในความเป็นจริง เราไม่ได้อยู่ได้ด้วยข้อกฎหมายอย่างเดียว แต่อยู่ด้วยอะไรอีกหลายอย่าง ยังมีเรื่องสังคม ความเหมาะสมที่ต้องหาทางเอาตัวรอดกันเอง
ถ้าถามว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ไม่ผิด แต่เหมาะสมหรือไม่ก็แล้วแต่”
คำว่า “ก็แล้วแต่” นั่นแหละสำคัญ ไม่เพียงแต่ต่อ “รัฐบาล” ต่อ “4 รัฐมนตรี”หากแต่ยังต่อ พรรคพลังประชารัฐ
เพราะอีก 2 เดือนประชาชนจะต้องตัดสินใจ
ต้องยอมรับว่าความเห็นของ นายวิษณุ เครืองาม มิได้เห็นด้วยสุดลิ่ม ทิ่มประตู หากแต่ยังเป็นการเห็นด้วยอย่างมีเงื่อนมีแง่งเพื่อประกอบการพิจารณาอยู่ด้วย
เนื่องจากปัญหาการดำรงอยู่ของ 4 รัฐมนตรีมิได้เป็นเรื่องข้อกฎหมายอย่างเดียว
หากเป็นเรื่องในทาง “จริยธรรม”
นายอุตตม สาวนายน ก็เป็นถึงดุษฎีบัณฑิต นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ก็เป็นถึงดุษฎีบัณฑิต นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ก็เป็นถึงดุษฎีบัณฑิต
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ แม้ไม่ได้ดุษฎีบัณฑิต แต่ก็สร้างฐานะและเกียรติภูมิมาจาก”มูลนิธิสัมมาอาชีพ”
ย่อมตระหนักในเรื่อง”จริยธรรม”ว่าเป็นเช่นใด
ที่สำคัญรากฐานของ”สัมมาอาชีพ” ไม่เพียงแต่จะมาจากสัมมาอาชีวะอันเป็นหลักหนึ่งแห่งสัมาทิฎฐิ หากแต่ยังต้องดำรงอยู่กับ”สัมมาสติ”
เรื่องลึกซึ้งเช่นนี้ นพ.ประเวศ วะสี จะตอบได้ดีอย่างยิ่ง
เสียงเตือนในเรื่อง”อะไรอื่น”นอกเหนือจากข้อกฎหมายจาก นายวิษณุ เครืองาม อาจเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
เพราะมีคนดีๆระดับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ค้ำประกันอยู่
กระนั้น เสียงเตือนในเรื่อง”จริยธรรม”ของมือกฎหมายที่ผ่าน ร้อนผ่านหนาวระดับ นายวิษณุ เครืองาม ก็ทรงความหมายและมีความสำคัญ
สำคัญต่อสถานะ เกียรติภูมิ ในอนาคตอันใกล้

