เมื่อ คสช. มีคำสั่ง “ปลดล็อก” พรรคการเมืองให้สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ รวมถึงการหาเสียงเลือกตั้ง การเมืองไทยจึงเฝ้าฟังนโยบายพรรคการเมืองที่จะใช้รณรงค์หาเสียง แม้ว่าขณะนี้พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งจะยังไม่ประกาศ แต่พรรคการเมืองต่างๆ มีความเคลื่อนไหว ออกตระเวนหาสมาชิก และพร้อมจะหาเสียงกันแล้ว ขณะที่ประเทศไทยกำลังต้องการทางออกของปัญหาหลายๆ อย่าง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม รวมถึงทิศทางของประเทศหลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ซึ่งนโยบายพรรคการเมืองจะเป็นสัญญาที่พรรคการเมืองบอกต่อประชาชนว่าจะทำหากได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับการนำเสนอนโยบายพรรคในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งว่า ตามกฎหมายต้องบรรจุไว้ในข้อบังคับและต้องจดต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนั้น ต้องรอให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับ ทั้งนี้ ตามกฎหมายใหม่ นโยบายของพรรคต้องแจกแจงได้ด้วยว่าจะใช้งบจากส่วนใด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นเท่ากับว่าทุกนโยบายของแต่ละพรรคต้องมีการแจกแจงรายละเอียด มีทั้งที่มาของปัญหา การนำเสนอวิธีการแก้ไขปัญหา รวมไปถึงการใช้งบประมาณ เพื่อทำให้เกิดความสำเร็จได้
ที่ผ่านมาการหาเสียงเลือกตั้งคล้ายกับการหลอกลวงประชาชน เมื่อผู้แทนราษฎรได้รับคะแนนเสียงและเข้าสู่สภาฯแล้ว มักจะไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่หาเสียง กระทั่งพรรคไทยรักไทยได้พลิกเปลี่ยนรูปแบบ คือ เสนอนโยบายหาเสียง แล้วนำเอานโยบายที่สัญญานั้นไปผลักดันจนเป็นผลสำเร็จ กระทั่งได้รับการสนับสนุนให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกหน ความคาดหวังของประชาชนกับนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอในช่วงหาเสียงจึงเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งในการชนะหรือแพ้เลือกตั้ง
หากการหาเสียงครั้งนี้พรรคการเมืองแต่ละพรรคพร้อมใจกันนำเสนอนโยบายที่เน้นตรงวิธีการและงบประมาณในการขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ ย่อมช่วยให้ประชาชนได้เห็นภาพรวมของนโยบายแต่ละพรรคที่จะแก้ไขปัญหาแต่ละอย่างซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการอธิบายความ ดังนั้น เมื่อ คสช.ปลดล็อก ทุกพรรคน่าจะเร่งนำเสนอนโยบายหาเสียงเพื่อบอกกล่าวกับประชาชน เช่นเดียวกับ คสช. รวมถึง กกต. ต้องอำนวยความสะดวกให้ทุกพรรคได้เสนอนโยบาย เพื่อให้ประชาชนทำความเข้าใจ และตัดสินใจเลือกหรือไม่เลือกเมื่อเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง

