การเลือกตั้งที่จะถึงนี้มีความแตกต่างกันชัดเจนระหว่างพรรคการเมือง 2 ขั้ว คือ ฟากฝั่งที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ คสช.ให้อยู่บริหารประเทศต่ออีกครั้งหลังการเลือกตั้งครั้่งหน้า โดยมีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ กับอีกฝั่งหนึ่งคือ ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. ซึ่งมีพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาชาติ เป็นต้น โดยการเมืองทั้ง 2 ขั้วได้แสดงท่าทีที่แตกต่างกันออกมาอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
ท่าทีล่าสุดคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา มีการเสวนาเรื่องรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองที่ไปร่วมเสวนาได้สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้ได้รับการตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทางสื่อออนไลน์สนับสนุนให้ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวนำความเคลื่อนไหวดังกล่าวไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้รับคำตอบว่า กว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาได้ เหนื่อยแทบตาย จะไปแก้ไขทำไม แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่
กับประชาชนว่าต้องการอย่างไร
ความแตกต่างที่ชัดเจนดังกล่าวจะนำไปสู่นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งบางพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาทิ พรรคอนาคตใหม่ ได้ประกาศแล้วว่าจะดำเนินการแก้ไขทันทีที่มีโอกาส แม้ขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะยากมาก แต่ทุกอย่างต้องพยายาม สุดท้ายแม้จะแก้ไขไม่ได้ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าใครสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขณะที่พรรคเพื่อไทยที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นกันมองว่า ก่อนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้พรรคการเมืองที่ต้องการทำเช่นนั้นต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งก่อน ทั้งการได้ ส.ส.จำนวนที่เพียงพอ และการได้นายกรัฐมนตรีที่พรรคตัวเองสนับสนุน
ในประเด็นเรื่องการแก้ไขหรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ มีความแตกต่างจาก 2 ฟากฝั่งการเมืองชัดเจน แต่ขณะเดียวกัน ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยืนยันไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ และพรรคการเมืองที่ประกาศจะแก้ไข ต่างให้ความสำคัญกับเจตนารมณ์ของประชาชน ซึ่งทำให้การเลือกตั้งที่จะถึงในปี 2562 นี้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากประเด็นปากท้องที่ประชาชนจะต้องเลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้ว ยังมีประเด็นการเมืองเรื่องรัฐธรรมนูญที่รอให้ประชาชนตัดสินจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งอีกด้วย

