หลายปีมานี้ ประเทศไทยติดอยู่ใน “ข้อห้าม” ต่างๆ มากมาย
เรียกภาษาง่ายๆ ว่า โดนล็อกเอาไว้
จึงมีเสียงเรียกร้องให้ “ปลดล็อก” โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองเกิดขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา วันเดียวกับที่ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ บิ๊กตู่ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่ง หน.คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม ประชุมพรรค พบปะประชาชน ลงพื้นที่ ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนได้
การปลดล็อกครั้งนี้ถือว่าสำคัญมาก จะส่งผลให้บรรยากาศบ้านเมืองเปลี่ยนไป
การเลือกตั้ง ส.ส.ก็จะดูเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น
พ้นจากล็อกนี้ ผู้คนในสังคม คงจะกล้ากระดุกกระดิกพูดจาแสดงความคิดความเห็นมากขึ้น
ถือเป็นอีกก้าวเข้าใกล้สภาพปกติ ที่คนไทยเราอยู่กันมาก่อนหน้า 22 พ.ค.2557
ในช่วงปลดล็อกนี้ มีไฮไลต์การเมืองเกิดขึ้น เมื่อ “ธีรยุทธ บุญมี” ออกมาเปิดแถลงวิเคราะห์การเมือง
สาระสำคัญก็คือ ชี้เปรี้ยงว่า “บิ๊กตู่” จะคัมแบ๊กกลับมาเป็นนายกฯ แบบ 100%
อดีตผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ 14 ตุลาฯ 2516 (ก็ธีรยุทธนั่นแหละ) ยังชำแหละผู้มีอำนาจหลายเรื่อง
รวมถึงการระบุว่า พฤติกรรมการเลือกตั้งของรัฐบาล คสช.ไม่ต่างจากระบบทักษิณ
โดยเทียบการเลือกตั้งปี 2544 กับ 2562 ที่จะเกิดขึ้น ว่าเหมือนกันตรงที่ ใช้วิธีประมูลสัมปทานคะแนนเสียง
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ธีรยุทธเตือนว่า แม้บิ๊กตู่ได้เป็นรัฐบาล 100% แต่จะมีปัญหาความชอบธรรมต่ำลง และเจอปัญหารุมเร้า
การเมืองที่จะเกิดขึ้น จะเป็น “ประชาธิปไตยอิทธิพล” เป็นการเมืองภายใต้เงื้อมมือทุนอิทธิพลในที่สุด
และยังสะกิด คสช.และรัฐบาลว่า ให้ระวังการใช้อำนาจที่จะทำให้เกิดการโกงเลือกตั้ง และกลายเป็นการเลือกตั้งสกปรก
นั่นคือบางตอนจากการแถลงของ อ.ธีรยุทธในครั้งนี้
สื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ พาดหัวข่าวการวิเคราะห์ของธีรยุทธกันเกรียวกราว
เป็นการปลดล็อกตัวเองของ อ.ธีรยุทธ และ “คัมแบ๊ก” กลับมาสู่พื้นที่สื่ออีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ 2-3 ปีที่ผ่านมา ธีรยุทธออกมาวิเคราะห์การเมืองหลายรอบ แต่ไม่เป็นข่าวใหญ่
แวดวงสื่อยังวิจารณ์กันว่า เรตติ้งของธีรยุทธตกไปเยอะ
ซึ่งเข้าใจได้ว่า ในระยะปี 2558-2559 หรือแม้กระทั่ง 2560 นั้น ยังพูดอะไรชัดๆ ตรงๆ มากไม่ค่อยได้
แม้จะมีนักวิชาการรุ่นใหม่ที่ออกมาถล่มกลุ่มอำนาจแบบชกหมัดตรงอยู่เหมือนกัน แต่พูดเสร็จมีคนตามไปเยี่ยมถึงบ้าน หรือเชิญไปกินกาแฟ
หลายๆ คนเลยล็อกตัวเองไว้ในเซฟโซน เรียกว่า “อยู่เป็น” สบายกว่ากันเยอะ
อีกอย่างคือช่วง 2556-2557 ธีรยุทธออกมาแถลงสนับสนุนการปฏิวัตินกหวีด การปฏิรูปโดย กปปส. โดยชื่นชมว่าเคลื่อนขบวนประชาชนนับล้าน ให้อยู่ในวินัยที่ดีและเป็นพลัง ไร้ปัญหาบานปลาย ขออวยพรให้ทำงานสำเร็จ
พร้อมกับถล่มระบบทักษิณ ระบบขี้ข้าทักษิณ ไปตามสูตรฮิตในเวลานั้น
ก็ดูหรูหราดี สำหรับคนที่ชื่นชม กปปส.ในเวลานั้น แต่อีกด้านก็ทำให้คนที่อยากจะฟังความคิดความเห็นที่จะนำไปสู่ทางออกของสังคม ไม่ค่อยแฮปปี้
หลังจากออกโรงครั้งนี้ ก็คงจะต้องติดตามบทบาทของอาจารย์ธีรยุทธกันต่อไป ว่าจะเรียกความฮือฮาจากสังคมได้อีกหรือไม่
ทั้งนี้ทั้งนั้น เข้าใจได้ว่าเหตุการณ์บ้านเมือง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
ด้วยตัวแปรปัจจัยหลายอย่าง
กองเชียร์รัฐประหารเป่านกหวีดฝันหวานว่า จะขอปิดประเทศ แช่แข็งประเทศสักพัก ซ่อมเครื่องจักร เพื่อจะรีเซต รีสตาร์ตกันใหม่
ต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง อย่างที่พูดๆ กัน
แต่การปฏิรูปสูตรนี้ คงจะได้ไม่คุ้มเสีย
เพราะด้านหนึ่งกระแสของโลกไม่ยอมรับ ส่วนภายในประเทศ การใช้อำนาจเมื่อไม่มีการตรวจสอบ ก็ผันแปรไปตาม
กระแสของโลก ยังรวมถึงความก้าวหน้าของระบบไอทีหรือเทคโนโลยีการสื่อสาร ก้าวพรวดๆ จาก 3G เป็น 4 และกำลังเป็น 5G แค่เปิดมือถือก็เห็นโลกภายนอก
ได้เปรียบเทียบสภาพบ้านเมืองกันตลอดเวลา
จะเอากะลามาครอบทำไม่ได้อีกแล้ว ยกเว้นเป็นผู้ฝักใฝ่ นิยมอยู่ใต้กะลาก็อีกเรื่อง
กระแสของโลกเข้ามากำหนดตลอดเวลา แม้แต่ “กัญชา” เมื่อก่อนเหยียดหยามว่าสูบแล้วเป็นขี้ยาบ้าๆ บอๆ
การแพทย์สมัยใหม่บอกว่า สรรพคุณสุดยอด
สหรัฐ ยุโรป แก้กฎหมายให้เอามาใช้เป็นยาแก้อาการทางประสาท บรรเทาปวดบ้าง บางประเทศปลดล็อกให้ใช้เพื่อความบันเทิง
สุดท้ายพี่ไทยเราก็ฝืนไม่ได้ ต้องชงกฎหมาย ปลดล็อกให้เอามาใช้เหมือนต่างประเทศ
มีอุปสรรคอยู่บ้าง เพราะมือดีแอบมาขอจดสิทธิบัตร ทำให้ยุ่งยากขึ้น ก็ต้องแก้ไขกันไป
นี่คือโลกที่เปลี่ยนไปอย่างนึกไม่ถึง
แน่นอน กองเชียร์ที่ล็อกตัวเอง หมกมุ่นวาดภาพ คิดโมเดลประเทศในฝันที่ทุกคนคิดเหมือนกัน ฝันเหมือนกัน
ก็เลย “อกหัก” ไปตามๆ กัน
แต่ลงทุนไปขนาดนี้ ยังไงๆ ก็ให้พรรคการเมืองหน้าเดิมกลับมาไม่ได้ จะ “เสียของ” และ “เสียฟอร์ม” อีกต่างหาก
อภิมหาโปรเจ็กต์สืบทอดอำนาจจึงต้องเกิดขึ้น คืนความสุข แจกแถมจ้าละหวั่นไปหมด
นายกฯ 100% อย่างที่ อ.ธีรยุทธทุบโต๊ะพยากรณ์ยังพอเป็นไปได้ แต่จะไปถึงสังคมในฝันหรือไม่ยังสงสัย
พลเมืองสายควันบอกว่า เอาเวลามาลุ้นปลดล็อกกัญชาน่าจะมีสาระกว่า 555 !

