หมายเหตุ – “นพพร ขุนค้า” อาจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงที่จะมีการเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์
⦁จากนี้ไปจนถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ จะมีปัจจัยอะไรที่จะทำให้มีการเลือกตั้งหรือไม่มีเลือกตั้งตามโรดแมปของรัฐบาล
ผมว่าเขาเคาะระฆังยกสุดท้ายคือการแบ่งเขตเลือกตั้ง คงไม่เลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก ถึงแม้ว่าตามกฎหมายผู้มีอำนาจจัดการเลือกตั้งคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ต้องยอมรับว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีส่วนในการชี้กำหนดการเลือกตั้ง เชื่อว่าวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 62 ไม่น่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพราะสัญญาณคือการเคาะเขตเลือกตั้ง ที่มีการผ่าเมือง แสดงว่าเขาโอเคแล้วพร้อมแแล้ว
⦁ปัญหาเรื่องเขตเลือกตั้งที่พรรคการเมืองแสดงความไม่พอใจ โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่าง จ.นครราชสีมา และ จ.อุดรธานี ที่อำเภอเมืองถูกแบ่งเป็น 4 เขต จะสร้างความสับสนกับประชาชนหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ต่างเขต ต่างเบอร์
โดยหลักถ้ามีผู้แทนเขตละคนมันก็ปกติ แต่อำเภอเดียวกันถ้าเป็นอำเภอใหญ่มีประชากรเป็นจำนวนมาก มีผู้แทน 2 คนก็ยังพอได้ แต่อย่าง จ.นครราชสีมา อำเภอเดียวมีผู้แทน 4 คน ที่น่าเป็นห่วงคือความสับสนของประชาชน ผู้สมัครเองเวลาไปเดินหาเสียงก็ต้องดูตำบล ดูหมู่บ้านดีๆ นะ ผมว่าเราพยายามทำอะไรที่มันฝืนธรรมชาติอยู่ จริงๆ ถ้าเราแบ่งตามอำเภอ แล้วมันเกลี่ยไม่ได้จริงๆ ก็ค่อยเกลี่ยประชากรมา แบบนั้นจะเหมาะสมกว่า จึงส่อไปในทางที่ว่าผู้มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้ง พยายามที่จะให้พรรคบางพรรคได้เปรียบ เพราะอาจจะมองที่กลุ่มหัวคะแนนหรือเปล่า
แต่สุดท้ายมันโยงมาถึงคำถามข้อแรก จึงเป็นสัญญาณว่าเขาเลือกตั้งแน่นอน เพราะเขาวางสูตรไว้หมดแล้วว่าถ้าแบ่งแบบนี้เขาได้เปรียบ แต่อย่างไรก็ตามผมยังมองว่าธรรมชาติ คนอยู่อำเภอเดียวกัน ตำบลเดียวกัน มีผู้แทนคนเดียวกันมันก็น่าจะจบ จะได้เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง
⦁ในฐานะนักวิชาการจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีความรู้เรื่องการแบ่งเขตมากขึ้น ไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนในระหว่างไปใช้สิทธิ
ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลอะไรเพียงพอต่อตัวรัฐธรรมนูญ พอมาถึงวันนี้ใกล้วันเลือกตั้งก็กลับไปกลับมา พอ กกต.เคาะเขตมา คสช.ก็ยกเลิก ดังนั้น นักวิชาการก็ทำอะไรได้ไม่มาก แต่ผู้ที่ลงแข่งเอง นักการเมืองเองต้องทำงานให้หนัก ต้องเข้าถึงประชาชน ต้องบอกขอบเขตของตัวเอง ถึงอำเภอไหน ตำบลไหน ส่วนพวกนักวิชาการคงจะดูแลสิ่งที่มันควรจะเป็น เพราะจะเงียบไม่ได้ นักวิชาการจะต้องเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องรับผิดชอบสังคม
⦁ประเมินการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไรบ้างภายหลังจากที่ประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้ง 6-7 ปี ประชาชนจะออกมาใช้สิทธิมากน้อยแค่ไหน
ผมว่ารอบนี้คนมันอัดอั้น เพราะถ้านับจริงๆ ตั้งแต่ปี 2554 เพราะปี 2557 เราไม่นับว่ามีการเลือกตั้ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แล้วก็ประกอบกับว่าทุกคนแต่งตัวรอการเลือกตั้ง ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2558 แล้วมันก็เลยมาเรื่อยๆ รอบนี้นอกจากจะมีผู้เลือกตั้งรายใหม่ และรายเก่าที่รออยู่ ผมเชื่อว่าตัวเลขผู้ที่จะมาใช้สิทธิมีจำนวนมากแน่นอน เพราะอยู่ภายใต้การรัฐประหารมาหลายปี บางทีภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้ ทุกคนก็จะบอกว่ารอหลังการเลือกตั้ง ดังนั้น ทุกคนมีความคาดหวังการเลือกตั้งครั้งนี้สูงมาก และกลายเป็นความตื่นตัว เนื่องจากมีข่าวออกมาโดยตลอด ไม่ว่าจะข่าวการเมืองพรรคต่างๆ ตลอดจนข่าว พล.อ.ประยุทธ์ที่แพลมๆ แล้วว่ามีพรรคโน้นพรรคนี้ในดวงใจ ผมจึงมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คนออกมาใช้สิทธิจำนวนมากแน่นอน
⦁การที่พรรคการเมืองมีการแตกตัวออกมาเป็นจำนวนมาก จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้เสียงของประชาชนกระจายไปแต่ละพรรค จนไม่มีพรรคใหญ่หรือไม่
แน่นอนรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นตัวกำหนดให้ไม่ให้มีพรรคใหญ่ และบอกว่าป้องกันคะแนนที่ตกหล่น แต่ผู้ร่างกลับไม่มองถึงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่ตกหล่น จริงๆ ไม่แปลกที่พรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) ต้องแตกออก เพราะเขาคำนวณแล้วว่าถ้าเขาได้เขตเยอะ เขาจะไม่ได้คะแนนบัญชีรายชื่อ แต่เชื่อว่าพรรคพวกนี้จะไม่ได้ลงแข่งกันเอง ถ้าเขตนี้พรรคหนึ่งลง อีกพรรคหนึ่งจะไม่ลง มันเป็นกลยุทธ์ในการแก้ลำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญมาแบบฝืนธรรมชาติอย่างที่ผมบอกว่ากลัวคะแนนเสียงข้างน้อยตกน้ำ แต่ไม่คิดถึงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่จะตกน้ำ ตัวพรรคเองก็ต้องสื่อสารกับประชาชน ส่วนนโยบายของพรรคที่แตกออกจะมีความคล้ายคลึงกันหรือไม่ เท่านั้นเอง
⦁เดิมคนเขียนสูตร เคยคำนวณว่าจะทำให้เกิดนายกฯจากเสียงของ ส.ว. แต่มาภายหลังเห็นชัดแล้วว่าถ้ามีนายกฯคนนอกจากเสียง ส.ส. ตำแหน่งนายกฯจะไม่มั่นคงเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการอภิปรายงบประมาณ จึงมีการเปลี่ยนแนวคิดใหม่โดยจะหาเสียงจากผู้สมัครให้มากที่สุด จนมีการดูดอย่างมหาศาลเกิดขึ้น
ใช่ครับ ตอนแรกเขาต้องการเสียง ส.ส.ในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่บังเอิญว่าถ้าใครก็ตามเป็นรัฐบาลโดยไม่มีเสียง ส.ส.ข้างมาก คุณจะผ่านกฎหมายก็ลำบากแล้ว และที่สำคัญ ส.ว.มาโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วยไม่ได้ คือยังไงก็อยู่ไม่ได้ คุณจะเป็นรัฐบาลได้ไม่เกิน 2 เดือน เมื่อไหร่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณโดนแน่นอน วันนี้เลยต้องหันมาสู้ด้วย ส.ส. และที่สำคัญเริ่มมีดีลแล้ว วันนี้พลังประชารัฐเพียงอย่างเดียวไม่พอแน่นอน อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์จะโอเคด้วยหรือไม่ ถ้าไม่โอเคด้วยจะเป็นอย่างไร
⦁คนเขียนกฎหมายติดกับดักตัวเอง
ถูกต้อง คือเขาคาดไม่ถึง ด้วยความคิดแตกไปจากธรรมชาติ ถ้าย้อนไปก่อนที่จะลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ นักวิชาการหลายคนออกมาค้านว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขัดหลักการในระบบรัฐสภา แต่เขาก็พยายามที่จะฝืนไป สุดท้ายพอมาใช้จริงเห็นมั้ยว่าเริ่มกินตัวเองแล้ว พอจะมาปฏิบัติ แค่คำนวณบัญชีรายชื่อยังรู้เลยว่าแบบนี้มันเกินแน่ แล้วมันจะลงตัวกันอย่างไรปัญหาตามมาอีกเยอะ แม้กระทั่ง กกต.เองก็เถอะ วันนี้คิดคำนวณระบบบัญชีรายชื่อเสร็จหรือยังเถอะ ผมจึงเชื่อว่าเขาเปลี่ยนทิศทางการเล่นมาอยู่ในสภาล่าง ต้องรวมเสียงให้ได้มากที่สุด และทำทุกวิถีทาง และมันก็ชัดเจนว่า พรรคพลังประชารัฐคือพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อมอย่างไรทุกคนก็รู้หมด ไม่ว่าจะการดูด และการใช้นโยบายเพื่อหวังผลการเลือกตั้งครั้งหน้า นโบายที่ออกมาเป็นแคมเปญจนไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกว่าไม่หวังผลทางการเมือง ไม่ว่าจะสวัสดิการแห่งรัฐ หรือซิมคนจน หรือล่าสุดก็เรื่อง อสม. ที่สำคัญคือมีคนในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มีคนไปพูดว่าถ้าอยากให้มีนโยบายแบบนี้ต่อให้เลือกพรรค พปชร.
⦁มองว่าประชาชนทุกวันนี้มีการวิเคราะห์มากขึ้นกว่าในอดีตหรือไม่
ในวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามโลก ในอดีตขนาดไม่มีเครื่องมือสื่อสารขนาดนี้ ยังมีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างมาก แล้วทุกวันนี้มีเทคโนโลยีที่กว้างไกล ประชาชนรับรู้ข่าวสารได้มากขึ้น ดังนั้น รอบนี้ไม่ง่ายที่จะมีใครใช้วิธีการชวนเชื่อ และให้ประชาชนเชื่อง่ายๆ เพราะโลกมันก้าวไกล ประชาชนมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจเพียงพอ
⦁สูตรหลังเลือกตั้ง จะเป็นแบบไหนได้บ้าง
มันมี 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งคือการต่อต้านรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ไทยรักษาชาติ ประชาชาติ อนาคตใหม่ ถ้าฝั่งนี้เสียงถึง 250 แล้วจับมือจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนอีกขั้วคือฝั่งที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ คือพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ เพราะอย่างไรผมก็ยังเชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมจับมือกับพรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคที่ยังดูท่าทีผู้ชนะคือพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย ต้องดูว่า 2 ขั้วนี้ใครจะเกิน 251 เสียง ถ้าฝ่ายไหนเกินฝั่งนั้นก็ได้จัดตั้งรัฐบาล
⦁ตัวคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมายืนยันว่าจะอยู่กับฝั่งประชาธิปไตย ไม่จับมือกับฝ่ายเผด็จการ
คุณอภิสิทธิ์พูดวันนี้ แต่หลังเลือกตั้งผมไม่รู้ว่าจะมีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างไร
⦁เป็นไปได้หรือไม่ว่า ถ้าถึงวันนั้นคุณอภิสิทธิ์จะลาออกจากหัวหน้าพรรค แล้วปล่อยลูกพรรคไปร่วมรัฐบาล
มีโอกาสสูง ผมเชื่อว่าวันนี้คุณอภิสิทธิ์ตัดสินใจเพียงลำพังไม่ได้ และที่สำคัญบุคคลใน คสช.ก็เคยร่วมรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่สำคัญที่อยากจะเน้นคือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย เขาไม่ร่วมงานกัน เพราะต่างฝ่ายต่างแคร์กองเชียร์ตัวเอง
⦁พรรคประชาธิปัตย์เล็กลงกว่าในอดีต พรรครวมพลังประชาชาติไทยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ดึงอดีต ส.ส.ไปมากพอสมควร ขณะที่ ส.ส.ของพรรคก็ไหลไปอยู่พรรคอื่น
แต่ถ้ามองเรื่องการร่วมกลุ่ม ระหว่างกลุ่มต้าน พล.อ.ประยุทธ์กับกลุ่มหนุน พรรคประชาธิปัตย์จะอยู่ตรงนี้
⦁หลังเลือกตั้งอยากให้การเมืองเดินไปอย่างไร
ผมอยากเห็นการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เป็นครั้งสุดท้าย ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศนี้ ประเทศเราบอบช้ำกับการรัฐประหารมาเพียงพอแล้ว เพราะสุดท้ายต่อให้รัฐประหารกันแทบตายก็ต้องเข้าสู่การเลือกตั้ง ประเทศเสียโอกาสในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ ดังนั้น ไม่ว่าใครจะชอบการเมืองฝ่ายไหนก็ควรที่จะสู้กันตามกติกา ชอบพรรคไหนก็สนับสนุนพรรคนั้น การเดินประท้วงไม่ควรจะเป็นการขับไล่รัฐบาล แต่ควรจะประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิ เพราะถ้าการรัฐประหารทำให้ประเทศดีจริง ประเทศไทยคงจะเป็นประเทศที่เจริญที่สุดในเอเชียไปแล้ว ดังนั้น เบื้องต้นจะต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมาเราไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่ยอมรับกติกา จึงเกิดการรัฐประหาร และต่อจากนี้หากประชาชนได้รับความเดือดร้อน ควรที่จะเรียกร้องผ่านทางตัวแทนที่คุณเลือกมา ให้ไปต่อสู้ในสภา ไม่ใช่ไปเรียกร้องตามข้างถนน สุดท้ายผมอยากให้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 มีการเลือกตั้ง อย่าเลื่อนออกไปอีกเลยครับ เพราะนอกจากการเลือกตั้งแล้ว เราจะต้องใช้เวลาช่วยกันฟื้นฟูประเทศที่บอบช้ำมามากแล้ว
ศศินภา วัฒนวรรณรัตน์

