ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยร้อนแรง ประชาชนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย
เมื่อฝ่ายหนึ่งมีอำนาจ อีกฝ่ายหนึ่งเคลื่อนสู่ท้องถนน แสดงออกชัดเจนถึงการไม่ยอบรับกติกา
ข้ออ้างในการก่อความวุ่นวาย แทนการใช้กลไกรัฐสภาแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างคือ “การใช้อำนาจไม่เป็นธรรม” เกิดการละเมิดกฎหมายกันมากมาย
ความรุนแรงอันเกิดจากการปลุกระดมมวลชนขึ้นท้าทายอำนาจรัฐมีขึ้นบ่อยครั้ง ขยายไปถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย ทำลายทรัพย์สินทั้งของราชการและของภาคเอกชน
เหมือนกับว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป อันหมายถึงมีกฎหมายแต่บังคับใช้อะไรไม่ได้
ชื่อหนึ่งที่โดดเด่นขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ดังที่ว่านี้คือ “ธาริต เพ็งดิษฐ์”
ความโดดเด่นของ “ธาริต” เกิดเพราะในความรับรู้ของคนทั่วไป คือ “ข้าราชการที่ได้ดิบได้ดีแบบอยู่ยงคงกระพัน”
อำนาจเปลี่ยนไป แต่ “ธาริต” สามารถปรับตัวยืนอยู่กับอำนาจต่างฝ่ายได้กลมกลืนทุกครั้ง
เหมือนกับมีความสามารถพิเศษในการรับใช้อำนาจ
พร้อมที่จะยืนอยู่กับอำนาจโดยไม่ยึดติดกับฝ่าย หรือตัวบุคคล
กระทั่งเคยมีคำถามว่า “ธาริตปรับตัวเองไปตามสถานการณ์ได้อย่างไร”
คำตอบที่ออกจะเป็นภาพบวกสำหรับข้าราชการใหญ่ผู้นี้คือ “ธาริตมีความเป็นมืออาชีพ” พร้อมที่จะปรับตัวตามนโยบายเพื่อให้การทำหน้าที่ของตัวเองสอดคล้อง กลมกลืนในฐานะข้าราชการ
“ธาริต” รักษาภาพ “ข้าราชการมืออาชีพ” มาได้ตลอด จนกระทั่งถึงยุค คสช. ที่ไม่อนุญาตให้ใช้ความสามารถนั้นอีกแล้ว
ชะตากรรมของผู้ที่ได้ชื่อว่า “ข้าราชการมืออาชีพ” รุนแรงถึงขั้นต้องพ้นจากหน้าที่ราชการ พร้อมทั้งตามมาด้วยข้อหาว่าด้วย “ความร่ำรวยผิดปกติ”
และถึงวันนี้ “ศาลฎีกา” อ่านคำพิพากษา ให้ลงโทษจำคุก “นายธาริต เพ็งดิษฐ์” 1 ปี
เป็นการลงโทษในคดีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฟ้องว่า “หมิ่นประมาท” ด้วยหลักฐานการแถลงข่าวเรื่อง “การประมูลโครงการก่อสร้างโรงพัก 396 แห่ง”
คดีนี้ศาลชั้นต้น ยกฟ้อง “เห็นว่าการแถลงข่าวของจำเลยเป็นการตรวจสอบโครงการก่อสร้างโรงพัก และให้ความเห็นในทางกฎหมายในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ไม่ได้มีการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้กระทำการทุจริต การแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการสรุปความคืบหน้าของคดีตามพยานหลักฐาน ในฐานะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท”
และศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น
แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย
ดูเหมือนว่า ผู้ที่ได้ชื่อว่า “ข้าราชการมืออาชีพ” อย่าง “ธาริต เพ็งดิษฐ์” จะกังวล หรือมีลางสังหรณ์กับคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องไว้อยู่ไม่น้อย
เพราะก่อนที่จะถึงวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา
มีความพยายามที่จะติดต่อขอขมา “นายสุเทพ” อย่างเปิดเผยให้เห็นเจตนาว่า “สำนึกผิด”
แต่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ตอบกลับโดยแถลงไม่ยอมรับการประนีประนอมนั้น
จนเป็นที่มาของชะตากรรมผู้ได้รับการกล่าวขานว่า “ข้าราชการมืออาชีพ” ดังกล่าว
การ์ตอง

