ปฏิเสธอยู่นานว่า “ไม่ได้เป็นนักการเมือง” ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนที่สวนสาธารณะบึงกาฬ พร้อมเยี่ยมชมผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา
ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมมาวันนี้ ถ้าเป็นนักการเมืองเต็มตัว ตอนนี้ผมจะบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ได้ เพราะผมบริหารประเทศ ถ้าเป็นนักการเมืองจะดีใจ เพราะมีคนมารับเยอะ เรียกลุงตู่
ลุงตู่ รู้ไหมว่าผมเป็นทุกข์ แต่ผมยอมเป็นทุกข์ ยอมตายจากตรงนี้”
บทบาทของอดีตข้าราชการระดับสูงระดับผู้นำกองทัพ ที่กลายเป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่มีอำนาจเด็ดขาดคือ ม.44 ในมือ กับบทบาทของ “นักการเมืองอาชีพ” แตกต่างกันหรือไม่ การก้าวจากผู้นำ คสช.ไปเป็น “นักการเมืองอาชีพ” จะต้องมีการ “เปลี่ยนผ่าน” อย่างไรหรือไม่
เป็นประเด็นที่น่าสนใจ
ผศ.ดร.ธนศักดิ์ สายจำปา อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ให้ความเห็นว่า ผู้ที่จะเป็นนักการเมืองนั้น สิ่งแรก ต้องมีลักษณะของการเป็นผู้แทนประชาชนมากกว่าเป็นหัวหน้าที่คอยสั่งหรือใช้อำนาจบังคับบัญชา ดังนั้น ผู้ที่สมัครเป็นนักการเมืองหรือผู้แทนราษฎรต้องมีคุณลักษณะสำคัญคือรับฟังความเห็นและเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ขณะที่ภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า คสช.หรือนายกรัฐมนตรีในช่วงนี้มีลักษณะผู้มีอำนาจ ใช้คำสั่ง ไม่รับฟังคำวิจารณ์ของใคร
ประการที่ 2 พล.อ.ประยุทธ์ยังมีฐานคิดที่ไม่ชัดเจนเรื่องการเป็นตัวแทนประชาชน มีแต่ลักษณะการเข้ามาเป็นหัวหน้ารัฐบาล สืบทอดอำนาจมากกว่าการอยากทำงานเพื่อประชาชน
“ถ้าจะก้าวเข้ามาเป็นนักการเมืองที่แท้จริง โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างแรกที่ต้องทำคือรับฟังความเห็นของคนอื่น ไม่ใช่หัวหน้าที่คอยสั่งการประชาชนเหมือนตอนเป็นหัวหน้า คสช. และอาจต้องเลิกมองคนเห็นต่างเป็นศัตรู นี่คือประเด็นใหญ่ เวลาลุงตู่แสดงออกเกี่ยวกับฝั่งตรงข้าม มองคนอื่นเหมือนเป็นคู่ขัดแย้ง มองว่าคนที่วิจารณ์ทำไปเพื่อทำลายล้างหรือลดทอนความน่าเชื่อถือของ คสช. ถือเป็นปัญหาต่อหลักการประชาธิปไตยมาก”
สอดคล้องกับที่ ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง ม.เกริก ระบุว่า ภาพลักษณ์ที่ดีของนักการเมืองเสมือนภาพลักษณ์ที่ดีของคนที่เป็นผู้นำ ดังนั้น คนที่ต้องการเป็นนักการเมืองคือต้องการเป็นผู้นำประชาชน เป็นตัวแทนประชาชน ฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องมีคือบุคลิกภาพ เนื่องจากคนที่เป็นผู้นำต้องมีวุฒิภาวะ สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองให้อยู่ในภาวะปกติได้แม้สถานการณ์จะไม่ปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอารมณ์โกรธ ต้องควบคุมให้ได้ ไม่เกรี้ยวกราดต่อหน้าสาธารณชน
2.ต้องมีความสามารถในการสื่อสาร ไม่พูดมากเกินไปและไม่พูดน้อยจนไม่รู้ว่าตัวเองอยากนำเสนออะไร กระทั่งประชาชนไม่รู้อะไรเลย ดังนั้น คนที่เป็นผู้นำควรพูดให้พอดี 3.ต้องเท่าทันสถานการณ์ ติดตามตลอดว่ามีประเด็นอะไรที่เป็นวาระของสังคมหรือประชาชนให้ความสนใจ เรื่องเหล่านี้มีที่มาอย่างไร ทันทีที่ผู้นำออกสู่สาธารณะ เจอสื่อมวลชน สิ่งเหล่านี้จะเป็นประเด็นที่สื่อตั้งขึ้นมาเพื่อหาคำตอบ หากผู้นำไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็จะตกหลุมดำ ตอบไม่ได้ แสดงถึงความไม่เท่าทันสถานการณ์ ตกยุค ตกสมัย
และสุดท้ายซึ่งมีความสำคัญมากคือ ผู้นำต้องรอบรู้ ถ้าไม่รู้จริงก็ไม่ควรพูด เพราะถ้าไม่รู้แล้วพูดย่อมเสียหน้า คนที่รู้ว่าผู้นำพูดผิด พูดไม่ถูกต้อง สิ่งนี้จะทำลายความเชื่อมั่น ความศรัทธาในตัวผู้นำไปโดยปริยาย
“หากทำตาม 4 ข้อที่กล่าวมาได้ก็จะมีภาพลักษณ์ที่ดี เพราะอยู่มา 4 ปีกว่า 4 ข้อนี้เสมือนท่านไม่ใส่ใจเลย ดังที่เราเห็นกันอยู่ แต่ตอนนี้ท่านบอกว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง หมายถึงจะให้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศเป็นนักการเมืองเต็มตัว ดังนั้นจะอยู่ในสายตาประชาชน ประชาชนเป็นผู้เลือก แต่เดิมท่านเข้ามาโดยการยึดอำนาจ ไม่มีใครเลือกท่าน จะทำตัวอย่างไรก็ได้ แต่ตอนนี้ท่านจะให้ประชาชนเลือกก็ต้องมีคุณลักษณะที่เขาพึงพอใจ หากไม่ปรับปรุง ยังเป็นเหมือนเดิม คิดว่าประชาชนจะพึงพอใจสักกี่เปอร์เซ็นต์ พอที่จะหนุนให้เป็นนายกฯต่อได้ไหม”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พบว่านายทหารระดับสูงจำนวนไม่น้อยต่างเข้ามาด้วยวิธีการซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน ผศ.ดร.ธนศักดิ์กล่าวว่า คนที่มาจากการเป็นทหารจะมีคุณลักษณะที่ถูกทรีตแบบนี้มาตั้งแต่ต้น เป็นสิ่งที่บ่มเพาะมาตั้งแต่แรกว่า คนที่เป็นผู้นำสูงสุดของทหารคือผู้บังคับบัญชาสูงสุด ต่างจากผู้บริหารประเทศที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่เข้าไปนั่งรวมกันในสภา ได้รับเลือกมาเป็นนายกฯ เป็นผู้นำในการบริหารรัฐบาล
“การเป็น ผบ.ทบ.กับการเป็นนายกรัฐมนตรีต่างกันอยู่แล้ว เข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็รู้เรื่องนี้ แต่ปรับไม่ได้ เจ้าตัวก็เคยพูดเองหลายครั้งว่าจะพยายามลดความเกรี้ยวกราด แต่ท้ายที่สุดก็ยังเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม คิดว่าลุงตู่มีที่ปรึกษาเรื่องภาพลักษณ์ แต่ด้วยความที่เป็นผู้บริหารในกองทัพมา ลักษณะวัฒนธรรมองค์กรแบบทหาร คนที่เป็นลูกน้องอาจไม่กล้าพูดตรงๆ หรืออาจบอกไปแล้วไม่ฟัง ส่วนตัวเข้าใจว่าคงมีทีมงานช่วยคิดเหมือนที่ผู้นำทุกคนมี แต่จะฟังหรือใช้ประโยชน์หรือไม่เท่านั้นเอง”
ดร.นันทนาได้ยกตัวอย่าง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เดิมประกอบธุรกิจอาบอบนวด ก่อนผันตัวเองสู่นักการเมืองอาชีพ ทำให้ภาพลักษณ์เจ้าพ่ออ่างกลายเป็นนักการเมืองจอมแฉ โดยนายชูวิทย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เปิดปมทุจริตและเรื่องอื้อฉาวต่างๆ ซึ่ง ดร.นันทนาเอ่ยชมว่า สามารถปรับบุคลิกให้เข้าสู่กระบวนการทางการเมืองได้เป็นอย่างดี
“เขาอ่อนน้อมถ่อมตนในฐานะที่เป็นนักการเมืองที่ประชาชนจะเลือก สามารถจับจุดที่ประชาชนพึงพอใจในความเป็นตัวเขา คือการเปิดเผยเรื่องราวที่เป็นเรื่องอื้อฉาวต่างๆ ที่คนทั่วไปไม่รู้ แต่เขารู้ โดยพยายามทำหน้าที่ตรวจสอบต่างๆ แต่คงไม่ลืมว่าการควบคุมอารมณ์ วุฒิภาวะ ยังควบคุมได้ไม่หมด ครั้งหนึ่งเคยฟันศอกใส่นายวิศาล ดิลกวณิช แต่ก็เป็นครั้งเดียว โดยรวมเขาทำได้ดีในแง่บทบาทการเป็นนักการเมือง
“อยากบอก พล.อ.ประยุทธ์ว่า ไหนๆ ก็ประกาศตัวแล้วว่าจะให้คนเสนอชื่อท่านเป็นนายกฯ ถือว่าท่านเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดของกระบวนการนี้คือ ควรลาออก จากการเป็นหัวหน้า คสช. หากท่านเป็นนายกฯ ไม่ลาออก ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นนายกฯรักษาการอยู่จนเลือกตั้ง แต่ถ้าเป็นหัวหน้า คสช. ปัญหาคือท่านมี ม.44 เสมือนอาญาสิทธิ์ที่นักการเมืองและพรรคการเมืองอื่นไม่มีเท่า ท่านอาจใช้สิ่งนี้ให้โทษนักการเมืองและพรรคการเมืองได้ โดยไม่ผูกพันกับกฎหมาย ดังนั้นท่านควรลาออก ให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทน”
นั่นคือทรรศนะทางวิชาการ ต่อการก้าวสู่บทบาทใหม่ของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

