เปิดรายละเอียด12 นโยบายหลักอนาคตใหม่ สู้ทุนผูกขาด ปรับขนาดกองทัพ ยกระดับคมนาคม

 

ปิยบุตร แสงกนกกุล : ปักธงประชาธิปไตย “ล้างมรดกรัฐประหาร สร้างการเมืองแบบใหม่ เจ้านายคือประชาชน”

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค กล่าวว่า ทั้งหมดที่ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นนายพลอยู่ในกองทัพทั้งสิ้น ประชาธิปไตยคือชัยชนะของยุคสมัย อำนาจสูงสุดไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง ของคณะบุคคลหนึ่ง แต่เป็นของประชาชนทุกคน ซึ่งทรงอำนาจตัดสินใจ ผ่านการแสดงออกผ่านการเลือกตั้ง มีส่วนร่วมทางการเมือง แสดงออกทางความคิดเห็นของตนเอง ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อประชาชนเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง ประชามติ พวกเขาไม่อาจควบคุมได้ จึงพบเห็นการสร้างสถานบันทางการเมืองขึ้นมาเหนี่ยวรั้ง อย่างการแต่งตั้ง ส.ว. องค์กรอิสระ ตุลาการ ซึ่งองค์กรเหล่านี้ มีไว้เพื่อเหนี่ยวรั้งประชาชน

นายปิยบุตร กล่าวว่า ขณะเดียวกันก็พยายามบอนไซอำนาจประชาชน ลดทอนให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องสกปรก ขัดแย้ง นักการเมืองเป็นคนเลว ซึ่งทั้งหมดนี้ ช่วยพัฒนาประชาธิไตย สุดท้าย ไม่มีอะไรขวางกงล้อทางประวัติศาสตร์ได้ เมื่อประชาชนตื่นรู้มากขึ้น อะไรก็หยุดยั้งประชาชนไม่ได้ อาวุธสุดท้ายที่ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมเลือกใช้เมื่อหยุดยั้งประชาธิปไตยไม่ได้คือ รัฐประหาร เกิดวงจรอุบาทว์ ฉีกรัฐธรรมนูญ เขียนใหม่ ให้พวกตนเองมาควบคุม แล้วก็ปล่อย พอคุมไม่ได้ ก็รัฐประหารอีก รัฐประหารซ้ำซาก ไม่ได้มาจากประชาชนโง่ นักการเมืองไม่ดี สกปรก แต่รัฐประหารเพราะประชาชนฉลาดเกินกว่าที่พวกเขาจะควบคุมได้

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า อนาคตใหม่มีนโยบายยุติวงจรอุบาทว์นี้ 3 เรื่องคือ 1.ล้างมรดกบาป 2.เอาสิทธิและเสรีภาพประชาชนกลับคือมา 3.ป้องกันไม่ให้คณะทหารยึดอำนาจอีก ซึ่งตลอด 5 ปีที่คสช.เข้ามาออกคำสั่งมากมาย ที่มีผลไปถึงงชาติหน้า อนาคตใหม่จะทบทวนคำสั่งคสช. อันไหนพอใช้งานได้ ต้องเปลี่ยนรูปเป็นกฎหมาย คำสั่งคสช.ที่อยุติธรรม ละเมิดสิทธิมนุษยชน ต้องถูกยกเลิกทันที ผู้เสียหายต้องได้รับการเยียวยา รัฐธรรมนูญ 2560 มาตราสุดท้าย 279 ที่ให้การใช้อำนาจของคสช. ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต ถูกต้อง คำสั่งคสช.อยู่เหนือกฎหมายสูงสุด อนาคตใหม่จะยกเลิกมาตราสุดท้าย

“ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูป ต้องการให้เป็นโซ่ตรวนล็อกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากเป็นฝ่ายตรงข้ามจะถูกเล่นงาน แต่หากเป็นฝ่ายสืบทอดอำนาจทำอะไรก็จะถูก ส่วนกฎหมายที่สนช.ซึ่งคสช.แต่งตั้งผ่านอย่างรวดเร็ว ก็จะต้องถูกทบทวน มรดกรบาปสุดท้ายคือรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทั้งกระบวนการไม่ชอบธรรมตามประชาธิปไตยเลย ผ่านประชามติแต่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล คนรณรงค์ฝ่ายต้านถูกดำเนินคดี ถูกจับ ทั้งยังมีม.44อยู่ด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญ จะต้องทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยผ่านฉันทามติร่วมกัน จากการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อนาคตใหม่ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้สามารถ ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งต้องผ่านการทำประชามติ จากนั้นจึงตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาจัดทำ แล้วทำประชามติอีกครั้ง รวม 2 ครั้ง” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ อนาคตใหม่จะแก้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ถูกใช้ฟ้องปิดปากทันที เช่นเดียวกับ กฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ตลอดจนกฎหมายชุดความมั่นคง ที่ต้องปรับแก้ให้ รัฐสามารถบริหารจัดการได้ โดยไม่ริดรอนเสรีภาพประชาชน ที่จะสำคัญคือ จะแก้ไข พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ที่ตรามาแล้ว 104 ปี ให้อำนาจประกาศกฎอัยการศึกเป็นของรัฐบาล นายพลคนใดกระทำโดยพลการ มีโทษอาญา เสี่ยงฐานกบฎ ส่วนกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตรวจสอบได้โดยส่งให้ศาลปกครองวินิจฉัย นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้แก้กฎหมายอาญามาตรา 113 ให้ประชาชนมีสิทธิเป็นผู้เสียหายในการฟ้อง ศาลต้องพิจารณาฉุกเฉินและตัดสินภายใน 24 ชั่วโมง ศาลก็จะเตะออกว่า ไม่ใช่ผู้เสียหาย และคณะรัฐประหาร จะนิรโทษกรรมตัวเองไม่ทัน

“เราจะลงนามสัตยบรรณกรุงโรมว่า ด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นเกราะคุ้มกัน เพื่ออย่างน้อยที่สุด หากใครจะยิงคนทิ้งเป็นผักเป็นปลา เพราะไม่มีความยับยั้งชั่งใจว่าผิด นอกจากนี้ จะมีการแก้รัฐธรรมนูญ ลบล้างผลพวงรัฐประหาร บทบัญญัติพิเศษ โดยผ่านประชามติ ให้การรัฐประหาร 2557 เป็นโมฆะ แล้วดำเนินการต่อผู้คณะรัฐประหารสามารถทำได้ทันที นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หลายประเทศทำสำเร็จมาแล้ว พร้อมทั้งกำหนดให้ประชาชนต่อต้านการรัฐประหารได้ทุกรูปแบบ ที่สำคัญต้องเปิดให้การดำเนินคดีกับคณะรัฐประหารไม่มีอายุความ” นายปิยบุตรกล่าว

นายปิยบุตร กล่าวว่า เสียงในสภาอย่างเดียวไม่พอ พรรคอนาคตใหม่จะรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ให้สังคมไทยตระหนักว่า ไม่เอารัฐประหารอีกแล้ว จะทำงานความคิดเพื่อให้สังคมไทยบอกว่า พอกันทีการรัฐประหาร อนาคตใหม่ของประกาศว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง 2562 เมื่อไร เราจะรณรงค์กับภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคประชาชน แล้วเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที เพื่อเป็นฉันทามติจากทั้งสังคม ทั้งหมดคือความปกติให้สังคมไทย หยุดความสุขจอมปลอม อนาคตใหม่ขออาสาเป็นกองหน้าประชาธิปไตยตัวจริงที่จะเข้าไปยุติวงจรรัฐประหาร

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ ลดทุนผูกขาด 

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงนโยบายทลายเศรษฐกิจผูกขาด ว่า ตนไม่เข้าใจว่าคนไทยทนอยู่ได้อย่างไรกับทุนผูกขาดให้กำไรทั้งหมดตกอยู่แค่คนกลุ่มอภิสิทธิชนกลุ่มเดียว ซึ่งประกอบด้วย พันธมิตรทางการค้า ข้าราขการชั้นสูง นายทหาร และการเมือง ซึ่งต้องการที่จะรักษาโครงสร้างแบบนี้ไว้ เพื่อผลประโยชน์ที่ยาวนาน อย่างไรก็ตามเราไม่ได้เกลียดกลุ่มทุน แต่ไม่ต้องการทุนที่ผูกขาด ทุนที่หากินกับประชาชน เราต้องการทุนที่เปิดพื้นที่ให้กับกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางได้เติบโต เพื่อผลักดันให้ทุนขนาดใหญ่ไปแข่งขันชิงพื้นที่ในตลาดโลก พรรคจึงขอเสนอ 4 แนวทางทำลายการผูกขาด คือ 1.การผูกขาดสัปทานของรัฐต่างๆ ถ้าพรรคได้เข้าไปมีอำนาจจะจัดการประมูลให้โปร่งใส เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ได้เข้ามา เช่น ดิวตี้ฟรีในสนามบิน พรรคจะแบ่งพื้นที่โดยให้บริษัทเล็กเข้ามามีส่วนร่วม 2.กลุ่มทุนผูกขาดความมั่งคั่งจากกฎหมายบางฉบับที่เอื้อกีดกันการแข่งขันทางการค้า เช่น การผลิตเหล้าและเบียร์ ที่กำหนดให้ผลิต 10 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งกฎหมายเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ทันที 3.การเข้าถึงแหล่งทุนต้องถูกปลดปล่อย คนจำนวนมากเข้าไม่ถึงแหล่งทุน เช่น ธนาคารของไทยที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพทั้งหมด พรรคจะเสนอให้เปิดใบประกอบกิจกรรมธนาคารในต่างจังหวัด ซึ่งจะสอดรับกับนโยบายการกระจายอำนาจท้องถิ่นจะทำให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพ นักธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และ 4.การบังคับใช้กฎหมายการค้าอย่างจริงจัง ป้องกันการฮั้วราคา กีดกันผู้แข่งรายใหม่

ปิยบุตร แสงกนกกุล – แก้ระบบราชการรวมศูนย์

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค กล่าวว่า การรัฐประหาร 2557 ดึงการกระจายอำนาจถอยหลังเข้าคลอง ปัญหาทั้งหมดกลายเป็นรัฐราชการรวมศูนย์ในประเทศไทย ซึ่งการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ต้องมีการกระจายงาน กระจายคน กระจายทรัพยากรต่างๆ ผ่านการดำเนินการ ยกเลิกคำสั่งคสช. 19 ฉบับทันที ที่เป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจ ทั้งไม่ให้เลือกตั้ง ปลดผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ประเมิน แทนที่จะให้ประชาชนกระทำผ่านการเลือกตั้ง

ต้องสถาปนาหลักการกระจายอำนาจไปไว้ในรัฐธรรมนูญ ด้วยการบัญญัติ ว่า “รัฐไทยเป็นรัฐเดี่ยวแบ่งแยกไม่ได้ มีโครงสร้างการบริหารแบบการกระจายอำนาจ” ทั้งยังบัญญัติอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นให้ชัดเจนว่ามีอำนาจหน้าที่อะไร ซึ่งอนาคตใหม่จะเสนอพลิกกลับ ให้อำนาจการจัดทำบริการสาธารณะเป็นของท้องถิ่นเป็นหลัก การกระทำแบบนี้จะเป็นลักษณะ Big Bang ทั้งยังต้องรับรองให้การเลือกตั้งอปท.ไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้ใช้การเลือกตั้งผู้บริหารแบบเด็ดขาด 2 เพื่อให้มีอำนาจ รอบ ส่วนสภาท้องถิ่นต้องใช้แบบสัดส่วนที่สะท้อน อย่างแท้จริงพร้อมทั้งยกระดับพื้นที่บางแห่งให้เป็น อปท. รูปแบบพิเศษ

“นอกจากนี้ ยังต้องกระจายงบระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นให้เป็น 50 ต่อ 50 พร้อมกับจัดสรรภาษีเสียใหม่ ให้เก็บเข้าท้องถิ่นก่อนโอนเข้าส่วนกลาง ซึ่งจะก่อให้เกิดแรงกระตุ้นการจ่ายภาษีมากขึ้น คนเชียงใหม่จะอยากจ่ายภาษีเพื่อนำไปใช้พัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ใช่ใช้สร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพ ไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลก ที่จะสร้างรถไฟ ถนน แหล่งท่องเที่ยว ในท้องที่ตนเอง แล้วต้องไปถามส่วนกลางทุกครั้ง อนาคตใหม่มีพันธกิจสำคัญในการโละทิ้งอำนาจรัฐส่วนกลางที่กดทับ ปลดปล่องท้องถิ่นไทย เท่ากับปลดปล่อยศักยภาพประเทศไทย”

วรรณวิสา ไม้สน – ไทยเท่าเทียม/รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า

น.ส.วรรณวิสา ไม้สน ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กล่าวว่า หลายคนคิดว่า ถ้าเราทำงานเยอะๆมีเงินเก็บอาจจะเปลี่ยนแปลงสถานะตัวเองได้ แม้จะเปลี่ยนงานแต่ชีวิตยังคงย้ำอยู่กับที่ เพราะเราเกิดมาไม่เท่าคนอื่น การทำตามความฝันที่อยากจะให้ครอบครัวมีกินจึงเป็นสิ่งที่ยาก เราต้องการสวัสดิการที่เราไม่ต้องดิ้นรนค้นหา และสิ่งที่ทำให้เราไม่ย้อนไปสู่สังคมที่ขาดประชาธิปไตย พรรคอนาคตใหม่จะคืนสิทธิเหล่านี้ที่ควรเป็นสิทธิของประชาชนมาอย่างช้านาน คืนความเป็นคนที่เท่ากัน โดยทำรัฐสวัสดิการอย่างทั่วหน้าและครบวงจร ตั้งแต่อยู่ในท้องจนแก่เฒ่า วันลาคลอดจะต้องเพิ่มเป็น 180 วัน มีเงินเลี้ยงดูบุตรเมื่อคลอด 1,200 บาท/เดือน บุตรหลานได้รับการศึกษาฟรี มีคุภาพ และมีงานทำ โดยจะผลักดันประกันสังคมที่ทำได้จริง เพิ่มงบบัตรทอง 4,000 บาทต่อคน และเมื่อแก่ชราจะเพิ่มเบี้ยชราเป็น 3 เท่า คือ 1,800 บาท/เดือน ซึ่งใช้งบประมาณ 650,000 ล้านบาท โดยนำงบที่มีอยู่แล้ว รวมกับการลดงบกระทรวงกลาโหม สิทธิบีโอไอ สิทธิการลดย่อนภาษีบางส่วน งบประจำและงบกลาง การขึ้นภาษีที่ดิน และนำหวยขึ้นมาไว้บนดิน จะทำให้ได้เงิน 370,000 ล้านบาทโดยไม่ต้องกู้ ซึ่งถือเป็นขั้นแรกที่จะผลักดัน พรรคจะทำให้ดียิ่งขึ้นไปในอนาคต

กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ : ปฏิวัติการศึกษา 


น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า ขณะที่ ไอคิวเด็กกรุงสูงกว่ามาตรฐาน ไอคิวเด็กชนบทกลับต่ำกว่ามาตรฐาน เด็กกรุงมีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัย 66 เปอร์เซ็นต์ แต่เด็กชนบทมีโอกาสเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ มีความเหลื่อมล้ำกันถึง 16 เท่าในเรื่องการศึกษา ที่เป็นรากฐานของความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย พรรคจึงขอเสนอ เมกะโปรเจ็ค 4 ภารกิจ ยกระดับ 4 ด้าน คือ 1.การพัฒนาสิ่งแวดล้อมด้านการศึกษา ศูนย์เลี้ยงเด็ก ในแต่ละช่วงวัย 20,000 แห่ง ที่พบว่า ห้องเรียนไม่มีคุณภาพ อุปกรณ์ต่างๆไม่เพียงพอ 17,000 โรงเรียนทั่วประเทศขาดแคลนหนังสือที่มีคุณภาพ ขณะที่ภาคอาชีวะนั้นไม่สามารถพัฒนาศักยภาพให้เท่าทันโลกปัจจุบัน เนื่องจากอุปกรณ์พัฒนาฝีมือที่เก่า ไม่ทันสมัย โดยเราจะใช้งบหนึ่งแสนล้าน ตลอดเวลา 3 ปี เพื่อพัฒนาในส่วนนี้ ซึ่งจะใช้เงินกับโรงเรียนที่ขาดแคลนที่สุดก่อนเป็นอันดับแรก

น.ส.กุลธิดา กล่าวอีกว่า 2.พัฒนาโครงสร้างและระบบการทำงานของกระทรวงศึกษาทั้งระบบ โดยยุบโครงสร้างที่ไม่จำเป็น และโครงการที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนทิ้ง ทำให้เราได้เวลาของบุคลากรด้านการศึกษาเพื่อพัฒนา รวมทั้งงบประจำ ที่เป็นค่าอาหาร และค่าเดินทาง ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน โดยการเพิ่มนักโภชนาการ 1 คน ต่อ 1 เขตการศึกษา ทั้งนี้งบประมาณที่มาสู่โรงเรียนต้องผ่านการบริหารจัดการ โดยคณะกรรมการโรงเรียนที่ประกอบด้วย 8 กลุ่มคน ได้แก่ นักเรียน ครู ผอ.โรงเรียน นักการศึกษา ตัวแทนชุมชน ตัวแทนผู้ประกอบการในชุมชน ตัวแทนจากอปท. และจะต้องเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง 3.พัฒนาหลักสูตรการศึกษา ลดหลักสูตรท่องจำ และเพิ่มหลักสูตรความเข้าใจ การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มากขึ้น สนับสนุนให้มีการฝึกงาน ตั้งแต่ม.ต้น โดยได้รับค่าตอบแทนอย่างยุติธรรม และ4.พัฒนาครูต้นแบบ เพื่อการพัฒนาห้องเรียน และร่วมออกแบบหลักสูตรการศึกษา เพื่อตอบสนองความต้องการของทุกคนมากที่สุด

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ : สร้างระบบคมนาคมใหม่ 

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่งและที่ปรึกษานโยบายด้านคมนาคมพรรค กล่าวถึงนโยบายขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน ว่า ไทยคือประเทศที่มีปัญหาการจราจรติดขัดเป็นอันดับต้นๆของโลก ประชาชนต้องสูญเสียโอกาสและเวลาในการเดินทางเฉลี่ยอยู่ที่ 120 บาท/คน/ชั่วโมง มีอุบัติเหตุทางถนนเป็นอันดับ 6 ของโลก และต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึง 640,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น จากการออกแบบโครงสร้างการคมนาคมที่เน้นถนนเป็นหลัก จึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่คนจำนวนมากต้องหาซื้อรถของตนเอง พรรคจึงเสนอนโยบายขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคนเพื่อความเท่าเทียม โดยเน้นไปที่การสร้างอุตสาหกรรมรถไฟขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ และแก้ปัญหารถติดได้ เนื่องจากรถไฟใช้พลังงานน้อยกว่ารถยนต์ 9 เท่า ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 3 เท่า และใช้พื้นที่น้อยกว่ารถยนต์ถึง 20 เท่า เน้นเปลี่ยนการใช้รถใช้ถนนมาเป็นการใช้ขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุมที่สุด โดยเฉพาะระบบราง

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ : เกษตรก้าวหน้า ปลดล็อกที่ทำกิน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทีมงานด้านนโยบาย กล่าวถึงนโยบายเกษตรก้าวหน้า ว่า ตนเชื่อว่าการเกษตรของไทยในอนาคตจะต้องมีความก้าวหน้าทันสมัย มีการเพิ่มมูลค่า ซึ่งจะเป็นการเกษตรที่ทำให้เกิดความเท่าเทียม ซึ่งในอดีตเราชื่นชมกับการเป็นผู้ส่งออกสินค้าระดับโลก แต่ที่พรรคสนใจคือมิติคุณภาพ และการลดต้นทุน ซึ่ง 50 ปีที่ผ่านมาหลายประเทศพัฒนาไปมาก แต่ไทยยังไม่ไปถึงไหน เราจึงต้องเอาเทคโนโลยีเข้าไปดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงติดปัญหาเรื่องที่ดินทำกินโดยพรรคเสนอให้ปลดล็อกระงับข้อพิพาทรัฐกับเกษตรกร ปรับแก้กฎหมายขีดเส้นป่าที่ทับซ้อน จัดการพื้นที่ให้คนอยู่กับป่าอย่างเหมาะสม ส่วนปัญหาหนี้สินนั้น พรรคเสนอให้ปลดหนี้เกษตรกรที่ไม่มีศักยภาพในการชำระหนี้ วงเงิน 4,000 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรที่ยังมีศักยภาพจะมีการปรับหนี้สิน

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ : สร้างอุตสาหกรรมไอทีในประเทศ

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ทีมงานด้านนโยบาย กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อประชาชน ว่า พรรคอนาคตใหม่มีนโยบายสามแนวท าง เพื่อปรับศักยภาพของประเทศ และสร้างความพร้อมให้เข้าสู่สังคมดีจิทัล ได้แก่ 1.นำข้อมูลของทุกหน่วยงานรัฐเชื่อมโยงภายใต้ฐานข้อมูลเดียว ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น ยกระดับการให้บริการของประชาชน ทั้งด้านการคมนาคม ด้านสาธารณสุข และการยืนยันตัวตนผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อลดขั้นตอนการเตรียมเอกสารของราชการ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการของรัฐผ่านระบบออนไลน์ได้ 2.ส่งเสริมและสร้างอุตสาหกรรมไอทีในประเทศ ก่อนยกระดับสู่ต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดพัฒนา ฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ ขณะที่ภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างจากผุ้ประกอบการไทย พร้อมเชื่อมโยงกับต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ และแก้ไขข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ให้ผู้ประกอบการไทยมีความสะดวกในการทำธุรกิจมากขึ้น 3.เตรียมความพร้อมให้คนไทย ก่อนเข้าสู่โลกดิจิทัล โดย การเพิ่มหลักสูตรเทคโนโลยี ในโรงเรียน ทั้งสายสามัญ และอาชีวะ และการเปิดโรงเรียนสายอาชีพที่เน้นการปฏิบัติจริง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในวันทำงาน กลับมาสู่ระบบการศึกษา ในการพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่นอกจากนี้ ต้องมีการพัฒนาข้าราชการไทย ให้มีทักษะรองรับกับนโยบายในอนาคตของประเทศ

ไกลก้อง ไวทยการ : เปิดข้อมูลรัฐกำจัดทุจริต/ แก้พรบ.คอมพ์ 

นายไกลก้อง ไวทยการ นายทะเบียนพรรค กล่าวถึงนโยบายเปิดข้อมูลรัฐกำจัดทุจริต ว่า เราไม่สามารถห้ามให้บุคคลมีความสัมพันธ์ในทางที่ไม่ถูกต้องได้ แต่เราสามารถออกแบบเทคโนโลยีให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้ โดยให้มีการเปิดเผยข้อมูลสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง พรรคตั้งใจจะให้เปิดเผยข้อมูลรายรับรายจ่าย ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง ท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนรับรู้ว่าหน่วยงานใช้ภาษีของประชาชนไปอย่างไร สำหรับการยื่นบัญชีทรัพย์สินของข้าราชการระดับสูง รวมถึงทหาร ซึ่งจะช่วยลดการทุจริตได้ น่าเสียดายที่มาตรา 44 ทำให้เรื่องการปฏิรูปความโปร่งใสเป็นเพียงลมปาก โดยพรรคจะทำให้การยื่นบัญชีทรัพย์สินยังมีอยู่และจะแก้ไขกฎหมายที่สกัดกั้นสิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบภาครัฐของ สื่อมวลชน ประชาชน เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงให้ประชาชนกำหนดการใช้เงินภาษีของรัฐ เหมือนเช่น กรุงปารีส ที่มีคณะกรรมการพิจารณาให้ประชาชนโหวตทางออนไลน์ ทำให้เราสามารถระบุได้ว่าเงินภาษีที่รัฐเก็บได้ในแต่ละปีจะเอาไปใช้ในเรื่องใดบ้าง เปรียบเสมือนการทำกึ่งประชามติ เพื่อให้รัฐรู้ว่าประชาชนต้องการอะไร และทำให้ประชาชนสามารถจับตาว่าการใช้ภาษีของรัฐเป็นไปอย่างที่ต้องการหรือไม่

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ : เคารพความหลากหลายทางสังคม 

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ สมาชิกพรรค กล่าวถึงนโยบายโอบรับความหลากหลาย ว่า เรากำลังมีปัญหาเรื่องเสรีภาพทางความคิด ซึ่งรัฐไทยไม่เคยสอนให้คนเท่ากันเลย ซึ่งเป็นการปิดกั้นจินตนาการตั้งแต่ การศึกษา ที่มีการฆ่าตัดตอนจินตนาการของเด็กที่มี่ความคิดแตกต่างจากคนอื่น ทำให้เด็กโตขึ้นมา เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รับฟังความเห็นของคนอื่น และยอมรับความแตกต่าง ทั้งเพศทางเลือก ผู้ป่วยติดเชื้อ เอช ไอวี คนที่พึ่งออกมาจากคุก เด็กไร้สัญชาติ ที่มีอยู่ไม่น้อยในสังคม ซึ่งสิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจ เคารพความคิดคนอื่น เหือมที่เราเคารพความคิดตัวเอง ต้องโอบรับความหลากหลาย นโยบายของเรา จึงมุ่งเน้นให้สังคม อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจและเท่าเทียม เป็น 2 ขาใหญ่ 1.สร้างความเสมอภาคทางสังคม ยืนยันสิทธิพื้นฐานในการชีวิตของทุกคน ไม่ว่าคุณจะมีเพศอะไร มีรสนิยมทางเพศแบบไหน มีวัฒนธรรมแบบไหน หรือมีเชื้อชาติใด โดยการบูณณาการหน่วยงานรับและเอกชน ปรับปรุงกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ ปรับเปลี่ยนการก่อสร้างสาธารณะ อุดหนุนงบให้อปท. มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ การแต่งงานที่เท่าเทียม เป็นต้น 2.นโยบายวัฒนธรรมหลากหลาย ไทยเท่าทันโลก โดยการ จัดตั้งกองทุนสนับสนุน ผู้ผลิตผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ พร้อมนำมาต่อยอดและนำเสนอต่อประชาชน ผ่านโร้ดโชว์ ทั่วประเทศ เพื่อให้ศิลปินได้มีพื้นที่แสดงงานศิลปะของตัวเอง

นิติพล ผิวเหมาะ : ลด-เลิกใช้พลาสติก / นโยบายสวัสดิภาพสัตว์

นายนิติพล ผิวเหมาะ สมาชิกพรรค กล่าวถึงนโยบายสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ว่า ไทยทิ้งขยะลงท้องทะเลเป็นอันดับ 6 ของโลก ซึ่งขยะพลาสติกไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะในอาหารทะเลทุนชิ้นทุกคำมีไมโครพลาสติกสามารถเจือปนในแหล่งน้ำและทะเล พรรคไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้ส่งต่อปถึงลูกหลาน จึงขอเสนอนโยบายเลิกใช้พลาสติกภายใน 4 ปี โดยพลาสติกอันตรายจะต้องเลิกใช้ให้เร็วที่สุด มีการจัดเก็บภาษีพลาสติกเพื่อนำมาผลิตวัสดุทดแทนที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อประหยัดพื้นที่ เวลาในการทำลาย ลดขยะให้น้อยลง อย่างไรก็ตามขยะพลาสติกสามารถนำไปทำเชื้อเพลิงขยะได้ พรรคจึงต้องการเสนอให้ตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะในพื้นที่ที่มีขยะจำนวนมาก เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ นอกจากนี้จะต้องมีการควบคุมผลกระทบสิ่งเแวดล้อม(อีไอเอ) โดยเสนอให้ตั้งกองทุนเพื่อตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาสัตว์ด้วยนโยบายสวัสดิภาพสัตว์ กล่าวถึงนโยบายสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ว่า ไทยทิ้งขยะลงท้องทะเลเป็นอันดับ 6 ของโลก ซึ่งขยะพลาสติกไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะในอาหารทะเลทุนชิ้นทุกคำมีไมโครพลาสติกสามารถเจือปนในแหล่งน้ำและทะเล พรรคไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้ส่งต่อไปถึงลูกหลาน จึงขอเสนอนโยบายเลิกใช้พลาสติกภายใน 4 ปี โดยพลาสติกอันตรายจะต้องเลิกใช้ให้เร็วที่สุด มีการจัดเก็บภาษีพลาสติกเพื่อนำมาผลิตวัสดุทดแทนที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อประหยัดพื้นที่ เวลาในการทำลาย ลดขยะให้น้อยลง อย่างไรก็ตามขยะพลาสติกสามารถนำไปทำเชื้อเพลิงขยะได้ พรรคจึงต้องการเสนอให้ตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะในพื้นที่ที่มีขยะจำนวนมาก เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ นอกจากนี้จะต้องมีการควบคุมผลกระทบสิ่งเแวดล้อม(อีไอเอ) โดยเสนอให้ตั้งกองทุนเพื่อตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาสัตว์ด้วยนโยบายสวัสดิภาพสัตว์

พงศกร รอดชมภู : ปรับขนาดกองทัพให้เหมาะสม / สร้างทหารอาชีพ

พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค กล่าวถึงนโยบายปฏิรูปกองทัพ ลดนายพล ละอาวุธ เลิกเกณฑ์ทหาร ว่า นโยบายที่จะนำกองทัพออกจากการเมืองและยุติวงจรการรัฐประหารให้ได้ สถาปนารัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุด รมว.กลาโหมมีอำนาจประกาศกฎอัยการศึก เป็นผู้บังคับบัญชาทุกเหล่าทัพ เลิกภารกิจไม่จำเป็นอย่างกอ.รมน. ต้องไม่เห็นกองทัพมาวิจารณ์รัฐบาล ใครอยากทำงานการเมือง ต้องออกไปจากราชการแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี การซื้ออาวุธเป็นของรัฐบาลเท่านั้น ปรับโครงสร้างเป็น กองทัพในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช้กำลังพลมากมายไปอย่างไร้จุดหมาย ลดกำลังพล 3.3 แสนนาย เหลือ 1.7 แสนนาย นายพลลดจาก 1,600 นาย ให้เหลือเพียง 400 นาย ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบปัจจุบัน ให้เป็นระบบสมัครยกเว้นกรณีเกิดสงคราม

พล.ท.พงศกร กล่าวว่า ปรับงบประมาณกองทัพ ให้เหลือ 1.1 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีหรือประมาณ 64,000-65,000 ล้านบาทต่อปี ใช้ระบบเปิดให้ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถเข้ามาร่วมตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและการกำหนดราคาและสเปกของอาวุธ โดยไม่เป็นความลับ กองทัพต้องถอนตัวออกจากการเมืองและเศรษฐกิจ ด้วยการกลับกรมกอง เลิกควบคุมประชาชน ยุติระบบอุปถัมภ์เส้นสายในกองทัพ ยกเลิกการเป็นสมาชิกบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ใช้เกณฑ์โยกย้ายด้วยระบบคุณธรรม ความรู้ความสามารถในหน้าที่เดิมและหน้าที่ใหม่ ความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการร่วมงานกับนานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ ประชาชนจะไม่เห็นกองทัพเป็นปัญหาคอยออกมายึดอำนาจ เพราะถูกทำให้อยู่ในกรมกองอย่างมีประสิทธิภาพ

บทความก่อนหน้านี้‘เด็กไทบ้าน’ตามรอยพ่อ ยึดหลัก’พอเพียง’แก้น้ำท่วม
บทความถัดไปปธ.บอร์ดเคหะ ฝากผู้อาศัยแฟลตดินแดงดูแลรักษาอาคารให้สวยงามเหมือนวันแรกมาอยู่