หมายเหตุ – อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนักวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์กรณี กกต.เตรียมหารือกับพรรคการเมืองในวันที่ 19 ธันวาคม ถึงเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้สมัครและพรรคการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้ง การหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ และการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียง เพื่อนำไปพิจารณาปรับปรุงร่างระเบียบ กกต. เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
สมชัย ศรีสุทธิยากร
อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)

ร่างระเบียบ กกต.ที่ให้ขึ้นรูปได้เฉพาะผู้สมัคร หัวหน้าพรรค และว่าที่นายกฯตามที่พรรคการเมืองเสนอ ห้ามใช้รูปบุคคลอื่นนั้น เป็นไปตามกฎหมายที่ระบุห้ามบุคคลภายนอกและผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเข้ามากระทำการครอบงำพรรค ถือว่ามีความผิด หากพรรคยอมให้คนภายนอกครอบงำ พรรคก็มีความผิดเช่นกัน
การจะขึ้นภาพบุคคลใดบนป้ายหาเสียง จะต้องหาความเชื่อมโยงให้ได้ก่อนว่าคนที่อยู่ในป้ายมีความเกี่ยวข้องกับพรรคอย่างไร เช่น อาจเป็นรูปหัวหน้าพรรค หรือ 1 ใน 3 รายชื่อผู้ที่พรรคเสนอเป็นนายกฯ หากตีความอย่างกว้าง การใช้รูปผู้สมัครคนอื่นๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชน ไม่น่าไปห้าม เพราะหากบุคคลใดเป็นสมาชิกพรรค หรือเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ในบางพื้นที่เขาอาจเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง การที่ผู้สมัครจะนำรูปบุคคลดังกล่าวไปประกบติดก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร
การเขียนกฎหมายลักษณะแบบนี้ อาจเป็นการแก้เกมที่ไม่ต้องการให้มีการหาเสียงในลักษณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เคยใช้คำขวัญ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”
ส่วนในอนาคต หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบรับคำเชิญของพรรคการเมืองใด แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคนั้น และไม่ว่าจะลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ ก็ถือว่ามีความเชื่อมโยงกับพรรคนั้นแล้ว สามารถนำภาพมาปรากฏในโฆษณาหาเสียงได้
แต่เมื่อเป็นเช่นนั้น รัฐบาลจะนำภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ ไปอยู่ในป้ายประชาสัมพันธ์โครงการของรัฐที่ติดไว้ก่อนหรือหลังจากมี พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งทั่วไป จะทำได้หรือไม่ เป็นคำถามที่ต้องการถาม กกต.เช่นกัน
ผมเสนอว่าการเอาทรัพยากรของรัฐมาทำป้ายไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไร ป้ายเหล่านั้นต้องเอาลงทั้งหมด เพราะอยู่ในกระบวนการหาเสียงแล้ว และกรณี 4 รัฐมนตรีที่สังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ควรเป็นไปในแนวทางนี้เช่นกัน ซึ่ง กกต. ต้องมีคำตอบเรื่องนี้ อย่าตอบว่าไม่รู้ หรืออย่าตอบว่าจะไปถาม คสช.ก่อน
ขณะที่การกำหนดค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งอยู่ในช่วง 10-70 ล้านบาทนั้น ดูดีแล้ว และน้อยกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพราะในอดีต ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต 1 คน มีค่าใช้จ่ายได้ 1.5 ล้านบาท เช่น เราเคยมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน หากพรรคเสนอ 100 ชื่อ ก็มีสิทธิใช้เงินถึง 150 ล้านบาท เพราะฉะนั้น ในโมเดลใหม่ถือว่าเป็นการใช้จ่ายเงินที่ประหยัด และใช้เงินน้อยกว่าเดิม
สดศรี สัตยธรรม
อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

ป้ายหาเสียงที่ กกต.จะกำหนดในร่างระเบียบนั้น ส่วนใหญ่เหมือนหลักการเดิม ที่มีการกำหนดขนาดป้ายว่ากว้าง-ยาว ขนาดเท่าใด และกำหนดจำนวนด้วยว่าต้องไม่เกินเท่าใดในหน่วยเลือกตั้ง
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะมีเพิ่มที่ กกต.กำหนดสถานที่ติดป้ายว่าจะให้อยู่จุดใด ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ที่จะติดจุดใดก็ได้ คือครั้งก่อน กกต.อาจมองว่าเป็นเรื่องของเทศบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับการรักษาความสะอาด เขาจะดูแลว่าไปติดตั้งเกะกะสายตา การจราจรหรือไม่ แต่ครั้งนี้ กกต.จะเป็นผู้กำหนดว่าที่ใดจุดใดสามารถติดตั้งป้ายได้บ้าง
สำหรับป้ายไวนิลหรือป้ายใหญ่ ถ้าไม่กำหนดจำนวนป้าย หรือความกว้าง-ยาว มันอาจจะอันตรายต่อผู้สัญจรไปมาได้ หากไปกีดขวางหรือบดบังสายตาคนขับรถ รวมทั้งความปลอดภัยหากเกิดพายุ
ที่ กกต.กำหนดสถานที่ติดป้าย ต้องเป็นชุมชน ตลาด หรือสถานที่ที่ประชาชนผ่านไปมา เห็นป้ายสะดวก ไม่ควรเลือกสถานที่ที่ประชาชนไม่ได้สัญจรไปมา หรือสถานที่ราชการที่ห้ามบุคคลภายนอกเข้า-ออก อาทิ ค่ายทหาร เพราะประชาชนเข้าไปไม่ได้ ถึงจะบอกว่าบางแห่งให้ได้ แต่เราก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี หรือบริเวณสถานที่พิธีการทางศาสนาของบางศาสนาก็ห้ามประชาชนเข้าไปวุ่นวาย
ส่วนข้อความที่จะปรากฏในป้ายนั้นก็อยากให้ กกต.ระบุให้ชัดเจนว่าห้ามผู้สมัครนำรูปที่ถ่ายคู่กับใครขึ้นบ้าง พูดกันตรงๆ ว่าห้ามบุคคลที่มีคดีความหรือเคยต้องคดีมาอยู่ในป้ายหาเสียง หากไปเจาะจงหรือระบุชื่อว่าห้ามคนนั้นคนนี้ มันก็ไม่มีเหตุผล
อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การจำกัดเงินหาเสียงในการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งคืออยากทำให้มีความเท่าเทียม การหาเสียงคือการโฆษณา การเข้าถึง ยิ่งเข้าถึงคนที่มีสิทธิมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี การประชาสัมพันธ์ยิ่งใช้เงินเยอะก็ยิ่งเข้าถึง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีเงินเท่ากัน การจำกัดการใช้เงินก็เพื่อความเท่าเทียม
ในต่างประเทศจะมีเงินจากกลุ่มบุคคลที่สาม หรือ third party คือกลุ่มคนอื่นๆ ที่สามารถใช้เงินช่วยหาเสียงให้ในนามของกลุ่มนั้นๆ เอง โดยไม่ได้อ้างอิงถึงพรรคการเมืองหรือบุคคล ประเทศไทยยังไม่เกิดขึ้นแต่อาจต้องมองถึงเรื่องนั้นด้วย เช่น พรรคการเมืองและผู้สมัครไม่ได้โฆษณาเอง แต่มีกลุ่มผลประโยชน์อะไรสักอย่างหนึ่งมาโฆษณาให้การสนับสนุนส่วนใดส่วนหนึ่ง เงินตรงนี้จะไม่ถูกตรวจสอบ นี่คือสิ่งที่น่าสนใจ
ถามว่าพรรคเก่า พรรคใหม่จะได้เปรียบเสียเปรียบไหม จริงๆ แล้วกว่าจะเป็นพรรคการเมืองก็ต้องมีความเชื่อมโยงกับสังคมหรือเข้าไปอยู่ในใจของประชาชนมาก่อนหน้านี้ ดังนั้น ถ้าพรรคการเมืองปฏิบัติตาม พ.ร.ป.พรคการเมือง คือ มีสมาชิก มีสาขาพรรค คิดว่าจะไม่มีปัญหากับการประชาสัมพันธ์ เพราะก่อนจะมาหาเสียง พรรคการเมืองเป็นที่รู้จักด้วยตัวเขาเองด้วยนโยบาย ด้วยจุดยืนอยู่แล้ว การหาเสียงเป็นการกระตุ้นบอกเฉยๆ ว่าอย่าลืมไปเลือกตั้งนะ และเราเบอร์นี้
ดังนั้น เงินจะไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่ถ้าไม่จำกัดไว้เลย ความไม่เท่าเทียมจะเกิดขึ้น แต่ที่ต้องตั้งข้อสังเกตคืออาจจะมีการหาเสียงจากกลุ่ม third party หรือไม่ ซึ่งตรงนั้นจะตรวจสอบไม่ได้
ถามว่ากรณีที่มีกระแสข่าวห้ามนำรูปนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯรวมถึงนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯขึ้นบนป้ายหาเสียง มองว่า ไม่น่าจะไปจำกัดสิทธิ เพราะพรรคการเมืองไม่ได้หาเสียง ณ เวลานั้นอย่างเดียว พรรคใช้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพรรคในการหาเสียงว่าที่ผ่านมาเขาทำอะไรมาบ้าง
ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งทั่วโลก อ้างถึงอยู่แล้วว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ประธานาธิบดีมาจากพรรคเรานะ ทำอะไรดีๆ ไว้บ้าง เราไม่สามารถไปจำกัดไม่ให้ใช้ประวัติศาสตร์ของพรรคการเมืองในการหาเสียงได้ แต่ควรจำกัดเรื่องนโยบายที่เกินจริงซึ่งเป็นเรื่องของการขายฝันมากกว่า
ธนศักดิ์ สายจำปา
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การจำกัดวงเงิน ถ้าคิดในแง่การแข่งขัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก อย่างไรก็ตามประเด็นนี้สามารถมองได้ 2 มุม ทั้งพรรคการเมืองและตัวผู้สมัครที่มีทุนเดิมอยู่อาจค่อนข้างได้เปรียบในแง่วงเงิน เพราะไม่ต้องใช้สื่อในการลงทุนหาเสียงมากนัก เนื่องจากมีต้นทุนทางสังคมอยู่แล้ว แต่ในส่วนของพรรคหน้าใหม่ หรือผู้สมัครหน้าใหม่ อาจเสียเปรียบ แต่ถ้าคิดในแง่ความเสมอภาคของการแข่งขัน อาจเป็นข้อดี เพราะการจำกัดเงินแบบนี้ ทำให้คนที่ไม่ได้มีเงินเยอะ สามารถหาเสียงได้มาก
ส่วนในทางปฏิบัติ ค่อนข้างตรวจสอบยาก และในแง่การวัดออกมาเป็นมูลค่า ไม่มีอะไรที่ออกมาเป็นมาตรฐานกลาง เช่น ที่ผ่านมามีบางคนบอกว่าวงเงินเท่านี้ ติดป้ายหาเสียงได้จำนวนมาก เนื่องจากได้ราคาถูกจากร้านอื่นๆ จึงพูดยากในแง่ของต้นทุนที่ทำให้ออกมาเป็นรูปธรรม เราบอก 2.5 ล้านบาท แบ่งไปทำรถแห่ 100 คัน บางพรรคอาจบอกว่าต้นทุนของตน แค่คันละ 1,000 ต่อวัน เลยมีรถแห่เยอะ
ถามว่า กกต. จะมีกลไกอย่างไรในการตรวจสอบการใช้วงเงินที่จำกัดไว้ อีกทั้งผู้สมัครเองก็มีจำนวนเยอะมาก การจะไปตรวจสอบแต่ละคนว่าใช้เงินตามนี้หรือไม่ในทางปฏิบัติเป็นไปค่อนข้างยาก
พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การจำกัดวงเงินน่าจะเป็นไปเพื่อความเท่าเทียมในการหาเสียงเพื่อให้ทุกคน ทุกพรรคเท่าเทียม เป็นเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี 2540 อย่างไรก็ตาม กกต.คงไม่มีกำลังคนมากพอที่จะบังคับใช้ หรือสืบเสาะได้ว่ามีการใช้จ่ายเงินเกินไปมากน้อยแค่ไหน คงไม่สามารถไปคอยเฝ้าว่าพรรคไหนใช้จ่ายเท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่เป็นการร้องเรียนโดยพรรคคู่แข่งซึ่งร้องได้ตลอด เพราะการใช้เงินเกินคือการโกงเลือกตั้งแบบหนึ่ง แต่พิสูจน์ยาก การเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมามีคนร้องเรียนเพราะเป็นกฎหมายที่มีมานานแล้ว
ส่วนกรณีไม่ให้ขึ้นป้ายหาเสียงโดยขึ้นรูปนายทักษิณ-น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนายชวน หลีกภัย อดีจนายกฯ ถ้ามองแง่ดีคือ ต้องการให้ประชาชนออกไปหย่อนบัตรโดยใช้วิจารณญาณเลือกคนที่เสนอตัวเป็น ส.ส.ในเขตตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่อาศัยบารมีคนอื่นมาให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับ
แต่ถ้าถามว่า หากมีรูปคนเหล่านี้จะเสียอะไรไหม คิดว่าไม่เสียหาย เนื่องจากคนที่ออกไปเลือกตั้งนั้น ถ้าคิดจะเลือกใครแล้ว ต่อให้ไม่มีรูป เขาก็เลือก เพราะอยู่ในใจอยู่แล้ว การจะมีหรือไม่มีรูปบนป้ายคงไม่ส่งผลอะไรมากมาย
สาเหตุที่ กกต.จะกำหนดไม่ให้มีรูปบุคคลโดยเฉพาะกรณีนายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจเพราะมีคนไปท้วงติงว่า 2 คนนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพรรค แต่สมมุติว่าถ้าผมลงสมัคร แล้วจะเอารูปพ่อผมหรือใครต่อใครที่ผมเคารพนับถือมาติด ถามว่าจะไปเสียหายอะไร

