‘ลูกชายบุญทรง’ลั่นกู้ชื่อพ่อ นำ‘พปชร.’ชิงส.ส.เชียงใหม่ ‘เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์’เปิดใจ ไม่หวั่นเพื่อไทย-ก้าวข้ามขัดแย้ง

เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ หรือป้ำ บุตรชาย บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ เปิดใจภายหลังตัดสินใจหันหลังให้กับพรรคเพื่อไทย (พท.) และเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยจะลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เขต 5 จ.เชียงใหม่ พปชร. กับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามโรดแมปในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

⦁จุดเริ่มต้นความสนใจงานด้านการเมือง
หลังจากเรียนจบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้ไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาไฟแนนซ์ ที่ประเทศอังกฤษ จากนั้นจึงกลับมาและบวชให้พ่อกับแม่ หลังสึกออกมาได้มาช่วยงานของครอบครัวที่ จ.เชียงใหม่ ประมาณ 2 ปี ในช่วงนั้นก็ได้เรียนรู้งานการเมืองของพ่อมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นกว่า 11 ปี จึงตัดสินใจมาเล่นการเมืองเต็มตัวในปีนี้
ตั้งแต่เด็ก เคยติดตามพ่อ ลงพื้นที่พบปะแกนนำ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ รับรู้วิธีการทำงานของพ่อมาโดยตลอด ค่อยๆ ซึมซับ คนที่รู้จักพ่อ จะรู้ดีว่าพ่อเป็นคนพูดน้อย จึงศึกษาเพื่อดูทักษะวิธีการทำงานว่าเป็นอย่างไร ทั้งการพูด เจรจา การพบปะพ่อแม่พี่น้อง ทำให้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์หลายอย่าง แม้พ่อไม่ได้สอนโดยตรงก็ตาม เป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทำงาน เริ่มจากการเดิน แจกใบปลิวหาเสียงให้กับพ่อ เป็นงานแรกก่อน เห็นประชาชนเดินเข้ามาทักทาย จับมือจับไม้ กอดพ่อด้วยความรัก เมตตา และรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา รู้สึกประทับเป็นอย่างมาก จึงเป็นแรงบันดาลใจตั้งแต่นั้นที่อยากมาทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. เหมือนกับพ่อ อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าพ่อเป็นฮีโร่ จึงอยากเจริญตามรอย พอโตขึ้น เมื่อมีโอกาสเปิดจึงได้เข้ามาอยู่จุดนี้ และตั้งใจทำให้ดีที่สุด เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของพ่อที่เคยทำไว้
หลังจากพ่อโดนศาลตัดสินคดีจำนำข้าว ประชาชนหลายๆ คนมองภาพลักษณ์พ่อไม่ค่อยดี เหมือนว่าเป็นคนโกงกินประเทศชาติ การที่มาช่วยพ่อ ผมไม่ได้หวังมาแล้วจะช่วยเปลี่ยนข้อกฎหมาย หรือทำให้ศาลเปลี่ยนคำตัดสินได้ ผมต้องการมากู้ชื่อเสียงให้พ่อ ที่ผ่านมาครอบครัวผมทำงานสุจริต มีความตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด ผลงานที่พ่อเคยทำไว้ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง มีนโยบายหลายเรื่องที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ อยากมาชี้แจงและปรับความเข้าใจ เพื่อเป็นเสียงสะท้อนให้คนทั้งประเทศได้ยินว่าพ่อไม่ได้ทำอะไรผิด

⦁การลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ผ่านมามีเสียงตอบรับดีหรือไม่ อย่างไร
การที่ผมได้ลงพื้นที่พบปะผู้นำชุมชนและประชาชนมานานกว่า 1 ปีแล้ว โดยเปิดใจพูดตรงๆ ด้วยความรู้สึกที่เป็นเด็ก และมีความเคารพต่อผู้ใหญ่ เข้าไปหาใครก็ง่าย เรื่องดังกล่าวประชาชนในพื้นที่เข้าใจดี อีกอย่างฐานเสียงและเครือข่ายที่พ่อเคยทำไว้มาหลายปี ทำให้ผมทำงานง่ายขึ้นมาก ความรักความผูกพันในพื้นที่ยังมีอยู่เหมือนเดิม เพราะพ่อไม่เคยทิ้งประชาชนไปไหน แม้มีภาระเป็นรัฐมนตรี ก็ไม่เคยทิ้งพื้นที่ สละเวลามาพบผู้นำและประชาชนอย่างต่อเนื่อง เวลาที่ผมลงพื้นที่ไปแต่ละวัน แทนที่จะรู้สึกเหนื่อย กลับเป็นว่าผมได้รับกำลังใจและเติมเต็มในความรักจากประชาชนในพื้นที่ เพราะเขาเข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อ โดยไม่ต้องพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ
เสียงสะท้อนที่ได้รับกลับมา กลับเป็นว่า ประชาชนรักพ่ออยู่แล้วได้ลงพื้นที่พบว่ามีกระแสตอบรับดีมาก บางครั้งมีโอกาสพบปะเกษตรกร ชาวไร่ชาวนาที่ปลูกข้าว หลายคนยังพูดถึงพ่อว่า พวกเขารู้สึกผิดและรู้สึกว่าพ่อต้องมาติดคุกเพราะพวกเขา เขาอยากช่วยพ่อมาก พอได้ยินสิ่งเหล่านี้ ผมรู้สึกดีใจ ขอบคุณและซาบซึ้งในความรักและเมตตาที่มีต่อคุณพ่อและผมมาโดยตลอด

⦁ความพร้อมในการลงรับสมัคร ส.ส.เขต 5 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จ.เชียงใหม่ มีความชัดเจนหรือยัง
ในพื้นที่เขต 5 จ.เชียงใหม่ ได้ยินว่ามี ร.อ.หญิง เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ได้ประกาศตัวลงสมัคร ส.ส.เขต 5 พปชร.ด้วยเหมือนกัน แต่ส่วนตัวผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะได้ลงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 แทนพ่อแน่นอน ถ้าจะให้ตอบว่าผมเอาความมั่นใจมาจากไหน คงเป็นเรื่องที่ผมไม่สามารถเอ่ยได้ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ส่วนการหาเสียงเต็มรูปแบบ คงต้องรอการประชุมใหญ่สามัญของ พปชร.อีกครั้ง ว่ามีแนวนโยบายหาเสียงอย่างไร เพื่อให้เข้าถึงประชาชนและกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด แต่นโยบายที่เป็นหัวใจหลัก คือ เรื่องปากท้องประชาชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ที่ใช้สื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่


⦁ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ รู้สึกกังวลว่าจะเสียเปรียบพรรคการเมืองเก่าหรือไม่
ในฐานะเป็นผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ และเป็นครั้งแรกที่เล่นการเมือง บอกตามตรงส่วนตัวรู้สึกค่อนข้างมั่นใจว่าประชาชนยังให้การสนับสนุนอยู่ เพราะลงพื้นที่ต่อเนื่องมาตลอด พบปะพ่อแม่พี่น้องมากว่า 1 ปีแล้ว บนขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ ด้วยฐานเสียงและเครือข่ายที่พ่อสร้างไว้ ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เชื่อว่าประชาชนให้โอกาสผมเป็นผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส.ค่อนข้างสูง
ส่วนตัวไม่รู้สึกกังวล ที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นของพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือคนเสื้อแดงสนับสนุนมาก่อน แต่ไม่ว่าเป็นเสื้อสีไหนก็ตาม ผมจะทำความเข้าใจ กับคนทุกกลุ่ม ทุกสีเสมอ ให้เข้าใจถึงการตัดสินใจของผม สุดท้ายผมไม่เคยขอให้ใครมาเปลี่ยนพรรค หรือเลือกพรรค เลือกพวก ผมพูดเสมอว่า สุดท้ายแล้วคนที่มาเป็นผู้แทน คือ คนที่มาเป็นปากเสียงประชาชน ผมมั่นใจว่าสามารถนำเสียงสะท้อนประชาชนเข้าสู่สภาไปแก้ไขปัญหาให้ได้ และพร้อมจะรับฟังปัญหาความทุกข์ร้อนได้ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ให้ได้จริง สรุปไม่ว่าเป็นเสื้อสีอะไร ผมเชื่อว่าประชาชนรักและชอบในตัวบุคคลมากกว่าพรรคหรือกระแสของพรรคเท่านั้น

⦁ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสู่การเมือง อยากเห็นการเมืองเป็นไปในทิศทางใด
หลังได้เรียนรู้และประสบการณ์ทางการเมืองพอสมควร เริ่มมีอุดมการณ์และอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง ในฐานะคนรุ่นใหม่ อยากมองข้ามความขัดแย้ง สร้างความรัก สามัคคี ปรองดอง จะใช้จุดเด่นดังกล่าวสื่่อสารกับคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี เพราะการขัดแย้งทำให้ประเทศไม่เดินหน้าและหยุดอยู่กับที่มาหลายปี ทุกคนมีความเห็นที่ตรงกัน และ พปชร.เน้นเรื่องการยุติความขัดแย้ง ซึ่งเป็นไปในทางที่ดี ตรงกับแนวคิดผม ทำให้เดินไปในทางเดียวกันได้

⦁ความสัมพันธ์กับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ แกนนำกลุ่มสามมิตร ก่อนชักชวนมาร่วมงาน พปชร.
ผมเชื่อว่า บุคลากรในพรรคที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงผลงานเพราะมีนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว เชื่อว่าผู้บริหารพรรคมีศักยภาพ ขับเคลื่อนนโยบายและวิสัยท้ศน์ ให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อยู่แล้ว นายสุริยะและนายสมศักดิ์ก็เป็นเพื่อนพ่อผมสมัยเป็นรัฐมนตรี และรู้จักครอบครัวผมเป็นอย่างดี และได้ชักชวนมาอยู่ด้วยกันเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งดังกล่าว
ผมไม่หนักใจหากจะมีการสื่อสารชี้นำให้ประชาชนเลือกข้าง ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการ เพราะผมไม่เคยมองว่า พปชร.เป็นพรรคที่สนับสนุนเผด็จการ แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาจากการยึดอำนาจรัฐประหาร แต่การเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นก็มองว่าเป็นประชาธิปไตยแบบเต็มร้อย คงพูดไม่ได้ว่าเป็นการสนับสนุนฝ่ายเผด็จการ ถ้า พปชร.ได้จริงแล้วเข้าไปนั่งในสภา แล้วเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ก็แปลว่ามาตามขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตยแล้ว เชื่อว่าประชาชนมองถึงบทบาทการทำงานมากกว่ามองว่า เป็นประชาธิปไตย หรือเผด็จการ อย่าไปแบ่งข้าง ประชาชนอยากเห็นนโยบายที่ดี และปฏิบัติได้จริงมากกว่า เชื่อว่าประชาชนให้โอกาส พปชร.มากขึ้น
สุดท้ายผมอยากฝาก คือ ผมเป็นคนรุ่นใหม่ ยังหนุ่มยังแน่น มีพลัง อุดมการณ์ มีเวลา และไม่มีภาระครอบครัว ผมสามารถทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อประชาชนในพื้นที่ได้ อยากขอประชาชนให้โอกาสผม ผมสัญญาว่าไม่ทำให้ใครผิดหวังแน่นอน เพื่อสานต่อเจตนารมณ์พ่อ ที่เคยทำหรือสร้างไว้ไม่ให้สูญหายไปไหน

บทความก่อนหน้านี้คำพูด คมเฉียบ ของคน พลังประชารัฐ กับ ความเชื่อถือ
บทความถัดไปจอดป้ายประชาชื่น : ดอกเบี้ยรอบวัดใจ