ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ว่าพรรคอนาคตใหม่ ไม่เว้นแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ บทสรุปภายหลังการเดินสายพบประชาชนหลัง “ปลดล็อก”
คือ เสียงร้องด้วยความอึดอัด คับข้องใจของประชาชนในประเด็นทาง “เศรษฐกิจ”
หากยืมเอาบทสรุปจากปฏิบัติการ “เดินคารวะแผ่นดิน” ของพรรครวมพลังประชาชาติไทย โดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณและคณะก็คือ
“สาหัส”
นับแต่นี้เป็นต้นไป คำว่า “สาหัส” จะกลายเป็นคำขยายสภาพในทางเศรษฐกิจที่สะสมมาตลอด 4 ปีของ คสช.
และนี่คือผลจากฝีมือของ “คณะรัฐประหาร”
ที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ สรุประหว่างบรรยายเรื่อง “ทิศทาง และแนวโน้มอุตสาหกรรมกับการลงทุนหลังการเลือกตั้ง” ณ มหาวิทยาลัยธนบุรี ว่า
ที่ทำให้ประชาชนอยากเห็น “การเลือกตั้ง” เกิดขึ้น
ไม่ใช่เพราะจงเกลียดจงชังรัฐบาลนี้ แต่เพราะหวังว่าการเลือกตั้งจะช่วยให้ได้มาซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ที่จะทำให้หลุดพ้นจากความอดอยากได้
“แม้ประเทศต้องการความสงบ แต่ความสงบอย่างเดียวไม่พอ ประชาชนต้องท้องอิ่มด้วย”
นี่ไม่เพียง “สื่อ” ไปยังรัฐบาล ไปยัง”คสช.”
หากยังเป็นความพยายามสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เท่ากับเน้นย้ำให้เห็นว่า
“ผลงาน” เกือบ 5 ปีที่ผ่านมาของ คสช.และของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอย่างไร
แล้วทำไมจะต้องให้ “บริหาร” ต่อไปอีกเล่า
ไม่ว่าจะมองจากมุมของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะมองจากมุมของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะมองจากมุมของพรรคประชาธิปัตย์
รัฐบาล คสช.จะอยู่ในสถานะแห่ง “เป้านิ่ง”
เท่ากับยืนยันให้เห็นว่า วิธีการรัฐประหารไม่เพียงแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้เท่านั้น หากแต่ยังจะสร้างปัญหาต่อไปอีก
ไม่ว่าปัญหา “เศรษฐกิจ” ไม่ว่าปัญหา “การเมือง”

