หน้าแรก การเมือง บรรยากาศการเล...

บรรยากาศการเลือกตั้ง : โดย วีรพงษ์ รามางกูร

20.12.18 | 09:00 น.

เมื่อสัปดาห์ก่อนได้เดินทางไปจังหวัดริมแม่น้ำโขงทางภาคอีสานตอนบนและตอนล่าง บรรยากาศการเลือกตั้งแม้จะไม่คึกคักแต่ก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว หลายคนคิดว่ามีเลือกตั้งดีกว่าไม่มี เพราะประชาชนระดับ “รากหญ้า” ไม่ได้รับการดูแลทุกข์สุขมาเป็นเวลานานกว่า 4 ปีมาแล้ว เพิ่งจะได้ยินว่าจะเดินทางมาลงพื้นที่ก็เมื่อทางจังหวัดขอความร่วมมือให้กลุ่มต่างๆ จัดคนมาต้อนรับ เพื่อทำข่าวอยู่บ้าง แต่ก็ยังดีกว่าไม่มาเสียเลย

บรรยากาศการเลือกตั้งเริ่มขึ้นก็เริ่มมีสีสันทันที เมื่อนักการเมืองรุ่นเก๋าออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อย่างไรเสียพรรคทหารหรือพรรคพลังประชารัฐที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น แล้วดูดนักการเมืองจากพรรคต่างๆ เข้ามาเป็นตัวแทน ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้ง ส.ส.เขตและจากบัญชีรายชื่อ การที่เกมการเลือกตั้งเปลี่ยนไปจากการกา 2 ใบ ใบหนึ่งเลือก ส.ส.เขต อีกใบหนึ่งเลือก ส.ส.จากบัญชีรายชื่อ แยกต่างหากจากกันมากาเพียงใบเดียวคือเลือก ส.ส.เขต แล้วเอาจำนวนที่เลือกทุกพรรคไปคำนวณสัดส่วนจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็เลยเกิดเหตุการณ์พิเศษที่พรรคฝ่ายค้านต้องแตกตัวออกเป็นหลายพรรค

อย่างที่เรียกว่าต้องเอาธนบัตรใบละ 1,000 บาทไปแตกเป็นธนบัตรใบย่อย เพื่อไม่ต้องติดเพดานสัดส่วน ทำให้เกิดความงุนงงไปตามๆ กันในบรรดาผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่เคยเลือก ส.ส.เก่าที่วันนี้ถูกดูดไปแล้ว จำไม่ได้ว่าเป็น ส.ส.เก่าที่สังกัดพรรคที่ตนเคยเลือก บัดนี้ย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐของรัฐบาลแล้วเพราะคิดว่ายังดีกว่าอยู่พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ตามเดิม จึงมีการคิดไม่ให้ใส่ชื่อพรรคและตราพรรค รวมทั้งชื่อผู้สมัครลงไปในบัตรเลือกตั้งด้วย

ทำให้ผู้คนอดสงสัยไม่ได้ว่ากรรมการการเลือกตั้งนั้นมีใจเอนเอียงเข้าข้างพรรคพลังประชารัฐของรัฐบาลทหาร..

Advertisement

ฝ่ายค้านตั้งประเด็นการหาเสียงไว้อย่างน่าฟังและน่าคิด เพราะตรงกับความเป็นจริง คือแบ่งพรรคการเมืองทั้งหลายที่จะลงสนามการเลือกตั้งว่า จะเป็นฝ่ายสนับสนุน “เผด็จการ” และฝ่ายสนับสนุน “ประชาธิปไตย” คล้ายๆ กับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2535 ที่สื่อมวลชนแบ่งพรรคการเมืองออกเป็น 2 ฝ่าย คือ “พรรคเทพ” กับ “พรรคมาร” โดยให้ “พรรคสามัคคีธรรม” ที่คณะรัฐประหารหรือคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. เป็นผู้จัดตั้งขึ้น กลายเป็นพรรคมาร ส่วนพรรคอื่นๆ กลายเป็นพรรคเทพ จนในที่สุดก็เกิดการบาดเจ็บล้มตายกัน นายกรัฐมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งได้เพียง 47 วันต้องประกาศลาออก แล้วก็ออกไปเลยไม่อยู่รักษาการ

ที่แปลกก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศประกาศไม่ให้ผู้แทนสหภาพยุโรปและผู้แทนประเทศอื่นๆ ที่คัดค้านการต่อท่ออำนาจของรัฐบาลเผด็จการทหาร เข้ามาสังเกตการณ์ความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือ free and fair ของการเลือกตั้ง ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งโดยปกติเมื่อรัฐบาลประชาธิปไตยจะจัดการเลือกตั้งทั่วไป ก็นิยมเชิญชวนรัฐบาลต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งองค์กรเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ส่งผู้แทนของตนเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งทั่วไป เพื่อเอาไว้ใช้อ้างอิงว่าการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้รัฐบาลตั้งข้อรังเกียจ ห้ามต่างชาติรวมทั้งสื่อมวลชนต่างชาติมาร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ย่อมเป็นการสร้างข้อกังขาสงสัยโดยทั่วไปทั้งในและต่างประเทศว่า “รัฐบาลเผด็จการทหาร” เตรียม “พลร่ม” และ “ไพ่ไฟ” ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นหลักประกันว่าตนจะได้กลับมาเป็น “นายกฯเผด็จการโดยการเลือกตั้ง” ต่อไป

เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นที่เยอรมนี ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งพรรคเสรีมนังคศิลา โดยตนเองเป็นหัวหน้าพรรค มี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ บุรุษเหล็กแห่งเอเชียเป็นเลขาธิการพรรค และก็ทำอย่างนั้นจริงๆ เพราะคะแนนความนิยมของนายกรัฐมนตรีตกต่ำมาก ต้องอาศัยการเวียนเทียนและการเปลี่ยนหีบบัตรเลือกตั้ง จนเกิดกระแสต่อต้านโดยเรียกกันว่าเป็น “การเลือกตั้งสกปรก” จนนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่
16 กันยายน 2500 ขึ้น จากนั้นก็วิวัฒนาการมาเป็นระบอบเผด็จการเต็มใบบ้าง ครึ่งใบบ้างสลับกันไป จนถึงปัจจุบันที่มีการปกครองแบบเผด็จการเต็มใบ กำลังจะกลายเป็นเผด็จการครึ่งใบหรือเผด็จการโดยการเลือกตั้งแบบจอมพลถนอม กิตติขจร และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร

ผลจะเป็นอย่างไรนั้นต้องช่วยกันติดตามดู ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่างกองทัพกับประชาชนซึ่งยืนอยู่ตรงกันข้ามมาโดยตลอด ตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา..

วิธีการก็จะเหมือนเดิม ไม่ได้พัฒนาไปไหน กล่าวคือทหารก็จะระดม ส.ส.ที่มีบาดแผลข้อครหาและระดมเงินทุนเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองของตนขึ้นมา เช่นเดียวกับพรรคเสรีมนังคศิลา พรรคสามัคคีธรรม หรือพรรคอื่นๆ และนอกจากจะมีพรรคทหารที่ดูด ส.ส.มาจากพรรคอื่น คราวนี้ก็จะมีพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่กลายพันธุ์มาจาก กปปส. ที่ทหารเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทยหรือส่วนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เล็กลงบ้าง โดยเฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

พรรคประชาธิปัตย์อาจจะอยู่ในฐานะลำบากในการหาเสียง ก่อนการเลือกตั้งต้องประกาศต่อต้านรัฐบาลทหาร ด้านหนึ่งก็เพื่อรักษา “หลักการ” และเสียงสนับสนุนจำนวนหนึ่งที่ยังยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย อีกด้านหนึ่งก็ต้องต่อต้าน “ขบวนการทักษิณ” หรือพรรคเพื่อไทย ไว้สำหรับความต้องการเข้าร่วมกับรัฐบาลทหารหลังการเลือกตั้ง เพราะพรรคประชาธิปัตย์ตระหนักดีว่าไม่อาจจะชนะการเลือกตั้งได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคไปอีกกี่คนก็ตาม เพราะจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงในภาคใต้และกรุงเทพฯมีจำนวนน้อยกว่าผู้มีสิทธิออกเสียงในภาคอีสานและภาคเหนือ การทำให้พรรคเป็น “พรรคภูมิภาค” ไม่ใช่ “พรรคการเมืองระดับชาติ” จึงมีความเสียเปรียบไปตลอดกาล จนกว่าจะเปลี่ยนภาพของพรรคของตนได้ โดยยอมให้ภาคใต้มี ส.ส.จากภาคอื่นบ้าง

การเลือกตั้งคราวนี้พรรครัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ จะใช้ประเด็นการหาเสียงโจมตีว่าฝ่ายตรงกันข้ามทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงเห็นทีจะลำบาก เพราะการควบคุมการลงพื้นที่หาเสียงเป็นไปอย่างแน่นหนาเคร่งครัด การซื้อสิทธิขายเสียงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมัยนี้มีความฉลาด อาจจะรับผลประโยชน์แต่เวลาลงคะแนนเสียงอาจจะลงคะแนนให้กับผู้สมัครที่ตนต้องการ ถ้าหากการนับคะแนนเสียงไม่ได้นับกันที่หน่วยเลือกตั้งก็จะยิ่งซื้อสิทธิขายเสียงกันลำบากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญสำหรับพรรคการเมืองที่จัดตั้งมาเพื่อให้ทหารได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

การเลือกตั้งเมื่อปี 2500 และปี 2535 พรรคทหารที่เป็นรัฐบาลมักจะแพ้การเลือกตั้งในกรุงเทพฯ และภาคใต้ และชนะการเลือกตั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน และมักจะมีเพียง 2 ฝ่าย แต่คราวนี้ฝ่ายค้านมีหลายพรรคเหมือนกับฝ่ายรัฐบาล..

บรรยากาศการหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งน่าจะเข้มข้นขึ้นตามลำดับ แต่บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งคราวนี้กลับไม่คึกคักเหมือนกับคราวก่อนๆ เนื่องจากรัฐบาลมีสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในกระเป๋าแล้ว 250 เสียง ต้องการเสียงอีกเพียง 126 เสียง รวมเป็น 376 เสียงก็พอแล้ว การจองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไว้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งอาจจะทำให้บรรยากาศเงียบเหงาไปพอสมควร ประกอบกับรัฐบาลเทกระเป๋าดูดอดีต ส.ส. เข้าไปเป็นนั่งร้านให้เป็นจำนวนมาก แต่คราวนี้ก็มีสิ่งขัดขวางอยู่ก็คือพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุด สถานการณ์จึงอาจจะไม่เหมือนเดิม ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับเชิญเข้าไปร่วมรัฐบาล เพราะทหารมีพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ กปปส.อยู่แล้ว

เมื่อมีการแบ่งฝ่ายกันชัดเจนว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนเผด็จการ กับฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย การตัดสินใจของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นง่าย แต่การตัดสินใจของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งนั้นอาจจะไม่ง่ายในการตัดสินใจว่า

จะเอาเงินหรือเอากล่อง..