ไม่ว่าการออกมาโวยว่าบรรยากาศของการทำประชามติดำเนินไปในแบบ“มัดมือชก” ไม่ว่าการออกมาโวยว่าบรรยากาศของการทำประชามติดำเนินไปในแบบ “ปิดประตูตีแมว”
สะท้อนถึง 2 ทิศทางที่จะต้องเป็นไป
ทิศทาง 1 เป็นทิศทางว่าใครเป็นฝ่าย“มัดมือ” เป็นทิศทางว่าใครเป็นฝ่าย “ถูก” มัดมือ ชะตากรรม 2 ฝ่ายนี้ไม่เหมือนกัน
แตกต่างกันราว “ฟ้า” กับ “เหว”
ขณะเดียวกัน ทิศทาง “ปิดประตูตีแมว” นั้นคำถามอยู่ที่ว่า ใครเป็นฝ่าย “ปิดประตู” และใครคือ “แมว” อันเป็นเป้าหมายในการตี
ชะตากรรมของฝ่าย “ปิด” ประตู ชะตากรรมของฝ่าย “แมว” แตกต่างกันอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่าว่าด้วย “มัดมือชก” ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการท่าว่าด้วย“ปิดประตูตีแมว” ล้วนเป็นกระบวนการที่เลือกเป็นฝ่ายรุก เป็นฝ่ายกระทำ
กระบวนท่าเช่นนี้ย่อมมาจากผู้มี “อำนาจ”
มีแต่ฝ่ายที่ครองอำนาจเท่านั้นจึงจะสามารถกำหนดกลยุทธ์ “มัดมือชก” ได้ มีแต่ฝ่ายที่ครองอำนาจเท่านั้นจึงจะสามารถกำหนดกลยุทธ์ “ปิดประตูตีแมว” ได้
กลยุทธ์ย่อมเช่นนี้เท่ากับเป็น “หลักประกัน” แห่ง “ชัยชนะ”
ถามว่าเมื่อพระเจ้าเล่าปี่ยกทัพโยธาไม่ต่ำกว่า 10 หมื่นจากนครเฉิงตูแห่งแคว้นจกทะยานไปประชิดแดนง่อของซุนกวนนั้นมีความมั่นใจมากน้อยเพียงใด
ตอบได้เลยว่า “มั่นใจ”
ไม่เพียงแต่ 1 มั่นใจในสถานะอันอยู่ในจุดที่ได้เปรียบของแคว้นจกซึ่งมากด้วยความแข็งแกร่ง หากแต่ 1 มั่นใจในประสบการณ์และความจัดเจนในการทำศึก
ตั้งแต่ศึกร่วมปราบโจรโพกผ้าเหลือง กระทั่งศึกเซ็กเพ็ก
ขณะเดียวกัน ชัยชนะอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10 การสู้รบยิ่งสร้างเสริมเติมความมั่นใจว่าจะสามารถพิชิตแคว้นง่อยึดเกงจิ๋วกลับมาได้อย่างแน่นอน
การที่ซุนกวนมอบหมายทัพให้ “ลกซุน” เข้าบัญชาการ ยิ่งสร้างความฮึกเหิมให้กับทัพจก
เพราะว่าลกซุนมิได้โดดเด่นในเรื่องบู๊ ตรงกันข้าม พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างก็ในทางบุ๋น ทั้งยังเป็นเด็กอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพระเจ้าเล่าปี่
กำลังพล 10 หมื่นแห่งทัพจกจึงมากด้วยความมั่นใจ
ไม่ว่าจะเคลื่อนกำลังไป ณ จุดใด ก็เปี่ยมด้วยความคึกคัก เปี่ยมว่าจะสามารถกำราบแคว้นจกได้ภายในไม่นานเกินรอ ยิ่งทางด้านแคว้นวุยก็ไม่มีการขยับขับเคลื่อนจากพระเจ้าโจผี ยิ่งทำให้พระเจ้าเล่าปี่เชื่อในยุทธศาสตร์ของพระองค์ว่าถูกต้อง
ทุกอย่างเท่ากับรุกเข้า “มัดมือชก” ทุกอย่างเท่ากับรุกเข้า “ปิดประตูตีแมว”
การเข้าบัญชาการทัพของลกซุนไม่เพียงแต่จะถูกสบประมาทจากฝ่ายของพระเจ้าเล่าปี่ หากแม้กระทั่งขุนศึกนายทหารในฝ่ายของง่อก็มองไม่ขึ้น
มองไม่ขึ้นแม้จะรู้ว่าลกซุน “เจ้าปัญญา”
หากไม่เจ้าปัญญาคงอ่านขุนพลลิบองไม่ออก หากไม่เจ้าปัญญาคงไม่เสนอยุทธวิธีหลอกลวงกระทั่งกวนอูมองข้ามบทบาทและความหมาย ประมาท เลินเล่อ เดินทัพไปอ้วนเสียแล้วปล่อยให้เกงจิ๋วกลายเป็นจุดอ่อนถูกตีแตกอย่างง่ายดาย
กระนั้น เมื่อเผชิญกับทัพของพระเจ้าเล่าปี่ที่อิเข่ง ผลงานและความสำเร็จของลกซุนในการร่วมพิชิตกวนอูก็ถูกละเลย ลืมเลือน
ยิ่งลกซุนดำเนินกลยุทธ์ “รอคอย” ยิ่งสร้างความหงุดหงิด
แท้จริงแล้ว กลยุทธ์ลกซุนนั้น 1 อาศัยความฮึกเหิมของทัพจกไปเสริมความผยองหยิ่งกระทั่งกลายเป็นประมาท
ขณะเดียวกัน 1 ทอดระยะยาวนาน สร้างภาวะยืดเยื้อแห่งการศึก
จุดด้อยของทัพจกคือเคลื่อนทัพมาไกลจากนครเฉิงตู แคว้นเสฉวน จุดเด่นของทัพง่อ คือรับศึกในดินแดนของตนเอง การส่งกำลังบำรุงก็คล่องตัว สะดวก
อาศัย “เวลา” มาเป็นเครื่อง “บั่นทอน” กำลังของอีกฝ่าย
ผลที่รับรู้กันอย่างเป็นเอกภาพก็คือ ในที่สุดฝ่ายที่ตั้งรับก็แปรเปลี่ยนเป็นรุก ฝ่ายที่เคยรุกก็แปรเปลี่ยนเป็นฝ่ายตั้งรับ
เป็นชัยชนะอันรุ่งโรจน์ของลกซุน เป็นความพ่ายแพ้อันน่าอัปยศของพระเจ้าเล่าปี่
ทุกอย่างดำเนินไปตามอนุศาสน์อันท่านซุนวูบัญญัติไว้หลายพันปีแล้ว นั่นก็คือการศึกมิหน่ายเล่ห์
แม้ “มัดมือชก” จะเป็นกลยุทธ์ 1 แม้ “ปิดประตูตีแมว” จะเป็นกลยุทธ์ 1 แต่วิถีดำเนินของสงครามก็มิได้แน่นอน ตายตัว หากแต่สามารถแปรผันพลิกเปลี่ยนได้
จุดแข็งก็อาจกลายเป็นจุดอ่อน จุดอ่อนก็อาจกลายเป็นจุดแข็ง

