หมายเหตุ – ความเห็นบางส่วนจากนักวิชาการในงานจุฬาฯเสวนา ครั้งที่ 16 “เลือกตั้ง กุมภาฯ 62 ฟรีและแฟร์ สำหรับใคร?” ที่อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม
รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ
คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ และผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย FFFE
รณรงค์เลือกตั้งต้องเสรี-เป็นธรรม
อยากมองการเลือกตั้งครั้งนี้ในฐานะที่เป็นบทหนึ่งของการขับเคี่ยวกันทางการเมือง ระหว่างเครือข่ายอนุรักษนิยมกับพลังที่ท้าทาย อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไป สิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่ตอนนี้อาจมีที่มาซึ่งย้อนไปถึงกลางทศวรรษ 2530 ต่อเนื่อง 2540 ที่มีการเฟื่องฟูของประชาธิปไตย
ท่ามกลางความเฟื่องฟูดังกล่าว ความน่าสนใจคือมิติหนึ่ง สิ่งที่เราเรียกว่าสังคมประชามีการขยายตัวอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันก็สอดรับกับการทำงานของเครือข่ายอนุรักษนิยมอย่างลงตัว
เห็นความเข้ากันได้ของเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจว่าฝ่ายอนุรักษนิยมปรับตัวค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันยังเดินเกมเต็มสูบ จนสามารถจับใจประชาชนได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ดี การขยายตัวที่เสมือนสอดรับกัน ถือเป็นการเผชิญความท้าทายใหม่ เนื่องจากหากดูช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในชนบท มีการออกนอกภาคเกษตร มีกิจกรรมการผลิตที่หลากหลาย หลายคนพยายามไขว่คว้าหาโอกาสความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ไต่บันไดทางสังคม
ขณะเดียวกันยังเกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทำให้คนโดยเฉพาะในเขตชนบทคิดว่าการหย่อนบัตรเลือกตั้งไม่ได้มีความหมายแค่ไม่กี่วินาที แต่เป็นโอกาสที่พวกเขาจะใช้ทรัพยากรสาธารณะในการตอบโจทย์ความต้องการ สิ่งนี้เกิดขึ้นในระดับ อบต.
ขณะที่ในระดับประเทศเกิดขึ้นสมัยนายทักษิณ ชินวัตร ทำนโยบายให้พรรคไทยรักไทย เป็นครั้งแรกที่ตลาดนโยบายเป็นตัวตัดสินสำคัญ เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทยอย่างสำคัญ นำมาซึ่งความท้าทายของเครือข่ายอนุรักษนิยมเก่า
แต่เดิมเป็นผู้ควบคุมกติกาในการจัดสรรอำนาจและประโยชน์ว่าใครควรได้เท่าไหร่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทยครั้งนั้นทำให้การจัดสรรอำนาจและประโยชน์ของชนชั้นนำไม่เหมือนเดิม
ทำให้เกิดผู้นำที่มีความนิยมขึ้นมาเบียดหรือแทนที่ ขับเคี่ยวกับผู้นำของเครือข่ายอนุรักษนิยมที่จัดไว้ หรือเกิดการจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างผู้นำกับประชาชน
เมื่อสิ่งเหล่านี้ประกอบเข้าด้วยกันจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ท้าทายเครือข่ายอนุรักษนิยม จึงมีการเกิดขึ้นของขบวนการพันธมิตร สิ่งที่เขาทำคือพยายามปกป้องสถานะ บทบาทของชนชั้นนำอนุรักษนิยม มีเป้าหมายมุ่งกำจัดนักการเมืองประชานิยม เกิดการโจมตีว่าใช้นโยบายเพื่อสร้างคะแนน โกงกิน ขายชาติ คิดการใหญ่
เมื่อพันธมิตรทำงานไม่สำเร็จ การรัฐประหารจึงเข้ามาเป็นตัวปิดเกม รับลูกนักการเมืองฉ้อฉล หยุดเผด็จการรัฐสภา โดยเฉพาะเมื่อเป็นประชานิยมแล้ว รัฐบาลประชานิยมถูกโค่นล้มไปก็ธรรมดาที่เหล่าผู้ชื่นชมจะออกมาปกป้อง เช่น ขบวนการเสื้อแดง
หลังจากนั้นมีการเลือกตั้งและการหวนกลับมาของนักการเมืองประชานิยม สิ่งนี้ทำให้เกิดการ เสียของครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เมื่อเสียของไป จึงเกิดความพยายามอีกครั้ง
มีมวลชนในท้องถนนเกิดขึ้นคือ กปปส. แต่องค์ประกอบต่างกันคือ ชนชั้นกลางมีการศึกษา ปวารณาตัวเป็นคนดี มีการศึกษา รู้เท่าทัน แต่ต้องการมุ่งขจัดนักการเมืองฉ้อฉล แต่ก็ไม่สำเร็จ ปิดด้วยรัฐประหาร 2557 แต่ข้อสำคัญคือต้องไม่เสียของอีกต่อไป
ข้อบังคับคือต้องกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างปกติ และไม่ให้เสียของ สิ่งที่เห็นคือการวางสถาปัตยกรรมทางการเมืองในหลายลักษณะ จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2560 สำคัญมาก
หลายสิ่งไม่ชอบมาพากล ไม่นำไปสู่การสร้างสังคมการเมืองที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะเมื่อมองที่โจทย์ของผู้ที่ไม่อยากเสียของคือคู่ปะทะคือนักการเมืองหรือพรรคที่เป็นขวัญใจประชา จะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้อ่อนแอ วางกฎกติกาให้มีขนาดเล็กที่สุด และไม่มีโอกาสสื่อสารกับประชาชน ไม่สามารถสร้างคะแนนนิยมจากประชาชนผ่านการทำนโยบายที่มัดใจประชาชนได้
จึงเห็นการวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ขณะเดียวกันการใช้บัตรให้ ส.ส.350 เป็นหมายเลขอิสระ แง่หนึ่งเพื่อต้องการตัดขาดระหว่างผู้สมัครกับพรรคการเมือง รวมทั้งเสียงของประชาชนถูกลดความหมาย นั่นคือ ส.ว.250 สามารถมีสิทธิออกเสียงเลือกนายกฯได้
เห็นได้ว่ามีการใช้รัฐธรรมนูญเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความได้เปรียบ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากการเป็นรัฐบาล ความชัดเจนคือ ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีสัญญาณการเลือกตั้ง
แต่จะเห็นการดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อมัดใจผู้คน โดยเฉพาะระดับล่าง ที่น่าสนใจคือมีนโยบายที่ถูกชูขึ้นมาคือนโยบายประชารัฐ ภายหลังมีความชัดเจนเรื่องเลือกตั้งแล้ว เห็นว่า 4 คนที่อยู่ในรัฐบาลขณะนี้ไปเป็นผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ
โดยมีความพยายามใช้ชื่อให้คล้องกัน รวมทั้งตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตอนแรกบ่ายเบี่ยง แต่ระยะหลังไม่เหนียมแล้ว ขณะเดียวกันเมื่อเป็นนักการเมืองก็ไม่ลาออก
ดังนั้น การตัดกำลังคู่แข่งจึงมีทั้งการดูดอดีต ส.ส. มีการใช้การดำเนินคดีเพื่อเป็นการต่อรอง ทำให้พรรคคู่แข่งลดกำลัง มีคำสั่ง คสช. รวมทั้ง ม.44 และอีกหลายข้อที่ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
โดยเฉพาะพรรคที่เป็นซีกตรงข้ามกับรัฐบาลทำได้จำกัด เช่น ยังไม่ชัดเจนว่าจะหาเสียงด้วยวิธีไหน การระดมทุน การขายของออนไลน์ เรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ก็ใช้อย่างต่อเนื่อง ความมั่นคงของรัฐบาลคือความมั่นคงของชาติ เมื่อรัฐบาลตอนนี้ยังไม่ออกมา ยังอยู่ตรงนั้น เวลาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลของพรรคการเมืองจึงมีโอกาสสูงที่จะเล่นงานด้วย ม.116 รวมถึงกฎหมายพรรคการเมือง เช่น การทำให้พรรคใหม่เกิดขึ้นยาก แต่ถูกยุบง่าย ประกาศและคำสั่ง กกต.จำนวนมาก เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ตลอดจนการกันต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม เราเสี่ยงที่จะได้ของเสียคือ หากเขาทำสำเร็จ เราจะได้รัฐบาลที่ไม่ได้เป็นตัวแทนหรือยึดโยงกับเสียงหรือเจตนารมณ์ของประชาชน นโยบายรัฐที่เอื้อประโยชน์ชนชั้นนำและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เราจะได้กลไกรัฐและระบบราชการที่ไม่ตอบสนองคนส่วนใหญ่ เจอสังคมแห่งการปิดหู ปิดตา ปิดปาก หรือเรียกว่าสังคมอประชา ขณะเดียวกันเราจะเป็นประเทศที่ล้าหลัง เป็นตัวตลกในสายตาชาวโลก สุดท้ายคือวิกฤตความขัดแย้งจะฝังลึกและยาวนานขึ้น
โอกาสที่จะได้ของดีคือ จำเป็นต้องทำให้เขาสร้างความได้เปรียบน้อยที่สุด ต้องเปลี่ยนเป็นรัฐบาลรักษาการ รวมถึงการผ่านโครงการขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายเป็นเรื่องสำคัญ ต้องชะลอคำสั่งเหล่านี้ หยุดการใช้อำนาจและคำสั่ง คสช. โดยเฉพาะ ม.44 ที่แทรกแซงการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน กกต.ต้องเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง นอกจากนั้นควรร่วมรณรงค์การเลือกตั้งให้มีความเป็นเสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ สุดท้ายคือการสร้างสังคมประชาที่เป็นอาณาบริเวณของการเสนอทางเลือกใหม่ให้กับสังคม และโยงใยกับสังคมการเมือง
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ
นักวิชาการผู้ชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้า
ถามว่ากติกาการเลือกตั้งฟรีและแฟร์ไหม ระบบเลือกตั้งบัตรเลือกตั้งใบเดียวฟรีและแฟร์หรือไม่ จะมีคำถามอยู่ 2-3 ที่เคลียร์กันบ่อยๆ ว่าระบบนี้ฟรีและแฟร์จริงๆ หรือไม่
คำถามแรก ระบบจัดสรรปันส่วนผสมปิดโอกาสที่จะทำให้พรรคเดียวเป็นรัฐบาลหรือไม่ ถ้าปิดโอกาส มีแนวโน้มว่าไม่แฟร์แน่ๆ แต่จะฟรีหรือไม่ต้องวัดกันอีกครั้ง ถ้าปิดโอกาสเลย 100 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าไม่แฟร์แน่นอน
ทั้งนี้ ระบบบัตรเดียวไม่เปลี่ยนโอกาส หากพรรคการเมืองใดก็ตามได้เสียงเกินครึ่ง ระบบก็บอกว่ามีแนวโน้มจะได้ ส.ส.อย่างน้อย 251 ที่นั่ง เป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้
สมมุติว่าการเลือกตั้งเป็นระบบปกติตามเนื้อหารัฐธรรมนูญ ตัดบทเฉพาะกาลออก ทางที่หนึ่งคือ ได้คะแนนนิยมเกิน 50.01 เปอร์เซ็นต์ เป็นรัฐบาลพรรคเดียว ทางเลือกที่สองคือ ไปนับที่เขตว่าได้ 251 เขต ก็สามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ ซึ่งยากมาก แต่ตามหลักการบอกว่าเป็นไปได้ หากหลักการบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เราไม่ควรยอมรับ
คำถามที่สองคือ ระบบจัดสรรปันส่วนไปเอื้อพรรคขนาดเล็ก พรรคขนาดกลาง หากพิจารณาเชิงเปรียบเทียบ ดูคะแนนปี 2554 เทียบกับระบบใหม่มาคำนวณเป็นที่นั่ง พบว่าตัวเลขนั้นทำให้พรรคขนาดกลางและเล็กได้ที่นั่งมากขึ้น
ขณะที่พรรคใหญ่ได้ลดลง แต่นี่เป็นการเทียบคนละการเลือกตั้ง ความจริงอาจไม่ได้เอื้อพรรคเล็กและพรรคกลางก็ได้ ทั้งนี้ ระบบไม่ได้อคติว่าคุณเป็นพรรคขนาดกลางแล้วไปดูด ส.ส.มาเยอะๆ เดี๋ยวจะมีคะแนน เปลี่ยนเป็นบัญชีรายชื่อเป็นกอบเป็นกำ ไม่แน่เสมอไป ถ้าพฤติกรรมการลงคะแนนของประชาชนเปลี่ยน หากไม่เปลี่ยน ซึ่งผมพยายามนำ 2 บัตรมาเทียบ ประชาชนคิดเหมือนเดิม แต่คิดแยกส่วนได้ว่าเป็นแบบเขตและบัญชีรายชื่อ เพียงแต่ตอนนี้เหลือใบเดียวแล้วจะคิดแบบไหน อยากได้คนที่รัก หรือพรรคที่ชอบมากกว่า หากใครตีโจทย์นี้แตกก็จะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง
นี่คือข้อที่สองที่ถามกัน หากตอบว่าไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าระบบพอรับได้ ยังแฟร์อยู่
ข้อที่สาม เป็นไปได้ไหมว่าคนที่คะแนนมากกว่าจะได้ที่นั่งในสภาน้อยกว่า โดยระบบนี้เป็นไปได้ ผมลองคำนวณคะแนนเล่นๆ หากมีพรรคหนึ่ง ชนะ 250 เขต ใช้ 50,000 คะแนนต่อเขต แปลว่าได้คะแนนดิบ 12.5 ล้าน แต่อีกพรรคหนึ่งได้คะแนน 40,000 โดยเฉลี่ยต่อเขต แต่ได้ 250 เขต ผมคำนวณได้ 14 ล้าน แต่บังเอิญไปแพ้ที่เขตเยอะ สมมุติเหลือ 100 เขต ได้บัญชีรายชื่อ 150 แปลว่าพรรคที่ได้ 14 ล้าน อาจได้ที่นั่งน้อยกว่าพรรคแรก
ปัญหาคือ เราเอาเยอรมนีบัตรเดียวมาไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่อให้เป็น 2 บัตร มีที่นั่งโอเวอร์แฮนด์ เพื่อให้ทุกคะแนนมีความหมาย ไม่ตกน้ำ ให้การจัดสรรที่นั่งในสภากับคะแนนนิยมสอดคล้องกัน ดังนั้น โอเวอร์แฮนด์สำคัญเพราะหากคำนวณ ส.ส.ที่ได้มาแล้ว หักด้วย ส.ส.เขต บังเอิญว่าพรรคอื่นได้ ส.ส.เขตเกินกว่าความนิยม สัดส่วนการได้บัญชีรายชื่อจะเพี้ยนไป
2 ใน 3 ของคำถามบอกว่าแฟร์ มีเพียงข้อสุดท้ายซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาที่ระบบ แต่เป็นกับส่วนประกอบที่ไม่ได้คำนึงถึง
แต่ปัญหาของความไม่แฟร์เป็นที่เครื่องเคียง คืออำนาจของ กกต. ระบบบัตรเดียวโดยระบบ หากไม่มองผู้ร่าง ผู้ออกแบบ ระบบนี้ไม่ได้มีอคติเสียทีเดียว เพียงแต่มีการปรุงแต่งเพิ่มเติม ทำให้เกิดการไม่แฟร์เกิดขึ้น หาก กกต.ตรงไปตรงมา ใช้อำนาจอย่างอิสระ ไม่ถูกครอบงำ ตีความกฎหมายเป็นไปตามหลักการ บังคับใช้อย่างเท่าเทียมกับทุกฝ่าย มีโอกาสว่าการเลือกตั้งจะแฟร์ เพราะ กกต.ถืออำนาจไว้มหาศาล
ในอนาคตหาก กกต.ใช้อำนาจใบเหลือง ใบส้มอย่างสุจริตและเที่ยงธรรมก็จบ ถ้าใช้สองบัตรนี้เจาะจงกับบางพื้นที่ มีปัญหาแน่ เพราะอำนาจของบัตรนี้เปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้ ใบเหลืองอาจทำให้เกิดการลงคะแนนใหม่ ประกาศผลการเลือกตั้งช้า แต่ใบส้มสามารถเปลี่ยนแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยคล้ายๆ ใบแดงเดิม ประชาชนในเขตนั้นต้องมาลงคะแนนใหม่ อาจทำให้คนไม่ยอมรับการเลือกตั้งก็ได้
ระบบนี้อาจไม่ฟรีและแฟร์กับพรรคการเมืองและผู้สมัครด้วย หากเป็นพรรคขนาดเล็ก มีกำลังไม่พอ คนที่ส่งลงไปแข่งในเขตการเลือกตั้งเสมือนเป็นหน่วยรบไปโกยคะแนนให้ผู้ที่นอนรอในบัญชีรายชื่อเป็น ส.ส.ทั้งสิ้น
หากพรรคสมานฉันท์ ปรองดอง ตกลงกันลุยในเขต เก็บคะแนนเท่าไหร่ให้พรรค แล้วพรรคจะจัดสรรบุคลากรซึ่งรออยู่ในบัญชีรายชื่อก็จบ ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรค กับอีกแบบคือ พรรคใหญ่มีแนวโน้มว่าจะชนะแบบเขตได้ง่าย แปลว่าบัญชีรายชื่อมีโอกาสสอบตก หากในพรรคไม่ปรองดอง ลงไปช่วยกันหาเสียง แย่งกันลงก็วุ่นวายพอสมควร
ความฟรีและแฟร์ของโหวตเตอร์ ปัญหาคือ ถ้าทุกพรรคสามารถส่งผู้สมัครได้ครบ 350 เขต มองว่ามีไม่เกิน 4 พรรค หมายความว่าจะไม่ฟรีกับประชาชนในแง่ตัวเลือก ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ

