ถอดรหัส-ตีความ “ม.44” ตั้งกก.สรรหาสภาท้องถิ่น

7.05.16 | 11:44 น.

หมายเหตุ – ความเห็นจากฝ่ายต่างๆ กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ตั้งคณะกรรมการสรรหาสภาท้องถิ่นกรณีมีการยุบสภาท้องถิ่น

นพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีคำสั่งจากผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งให้ยุบสภา เนื่องจากมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างสมาชิกสภากับทีมผู้บริหารเป็นคู่แข่งทางการเมือง มีการกระทำผิดกฎหมาย หรือสภาไม่เห็นชอบให้ผ่านงบประมาณรายจ่ายตามที่ฝ่ายบริหารนำเสนอ เมื่อมีการยุบสภาเกิดขึ้น ในขณะที่ คสช.ยังไม่เปิดโอกาสให้มีการการจัดเลือกตั้งตามปกติ ก็มีความจำเป็นในการสรรหาสมาชิกเข้ามาปฏิบัติหน้าในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติตามปกติ และถ้าหากจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการสรรหาก็อาจจะมีข้อครหา เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้สั่งยุบ

ดังนั้น คสช.จึงออกคำสั่งพิเศษให้เสนอชื่อจากจังหวัดจำนวนสามเท่าของสมาชิกที่มีอยู่เดิม และให้อำนาจกรรมการในส่วนกลางเป็นผู้พิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน เพื่อให้การบริหารงบประมาณรายจ่ายของ อปท.สามารถเดินหน้าไปได้ ปัจจุบันสภาท้องถิ่นที่มีคำสั่งให้ยุบมีไม่มาก เนื่องจากส่วนใหญ่ทำหน้าที่ตามมาตรา 44 หลังสิ้นสุดวาระ ส่วนการทำหน้าที่ของสภาที่มาจากการคัดสรร ก็ต้องมีการประเมินผลการทำงาน อาจจะแต่งตั้งกรรมการพิเศษในระดับจังหวัด มีตัวแทนจากภาคประชาชนเข้ามาติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นยอมรับว่าการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติของตัวแทนจากการคัดสรรบางรายอาจไม่เชื่อมโยงกับประชาชนเท่าที่ควร และบางพื้นที่จะต้องติดตามอีกว่าจะมีปัญหาขัดแย้งกับฝ่ายบริหารที่รักษาการอีกหรือไม่

ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ การออกคำสั่งของ คสช.เพื่อให้คัดสรรสมาชิกสภาท้องถิ่น กรณีถูกยุบขณะที่มีการรักษาการหรือมีการปฏิบัติหน้าที่ตามวาระปกติ สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นหมดวาระตั้งแต่ต้นปี 2558 โดย คสช.ให้อำนาจรักษาการต่อตามมาตรา 44 ถึงปัจจุบันนั้น มีแนวโน้มยืดเยื้อไปอีก 3-4 ปี เนื่องจากกฎหมายท้องถิ่นกำหนดให้สภาท้องถิ่นมีอายุการทำงานได้ 4 ปี และจะต้องติดตามว่าเมื่อสรรหาบุคคลเข้าไปทำหน้าที่แล้วจะต้องมีวาระตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ขณะที่หากรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ รวมทั้งมีการออกกฎหมายลูกเกี่ยวข้องกับท้องถิ่น แต่อำนาจในการใช้มาตรา 44 ยังมีตามปกติ คสช.อาจจะไม่สั่งเลือกตั้งท้องถิ่นทันที หลังจากมีการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากจะต้องดูทิศทางความขัดแย้งภายในประเทศอีกระยะ

ที่ผ่านมาเคยมีการคัดสรรสมาชิกสภาท้องถิ่นที่หมดวาระในช่วงที่มีการทำรัฐประหารช่วงแรก ก็สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในการทำหน้าที่เชื่อมโยงกับประชาชน เพราะบางส่วนเป็นบุคคลที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่ แต่การคัดสรรตามคำสั่งนี้ แม้จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกมาจากบุคคลในท้องถิ่นนั้นๆ แต่จะต้องส่งรายชื่อให้กรรมการส่วนกลางเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองคัดเลือก จึงตั้งข้อสังเกตว่ากรรมการส่วนกลางจะทราบได้อย่างไรว่าบุคคลใดเป็นผู้มีความเหมาะสมในการทำหน้าที่สภาท้องถิ่นตามรายชื่อที่เสนอ ดังนั้น เมื่อมีตัวแทนสภาจากการคัดสรรเข้ามาทำหน้าที่ ผู้มีอำนาจควรเปิดโอกาสให้ตัวแทนภาคประชาสังคมได้เข้าไปมีโอกาสตรวจสอบการทำงาน ตามหลักวิชาการตัวแทนผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ได้รับการคัดสรรโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน ถือเป็นการสูญเสียโอกาสของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งบุคคลเหมาะสมเข้าสู่อำนาจตามกระบวนการสากล และในอนาคตจะสร้างปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่นั้นๆ เป็นผู้เสียโอกาสในการเสนอนโยบายสาธารณะ และแนวทางที่เหมาะสมในการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นตามหลักธรรมาภิบาล

Advertisement

 

นพดล แก้วสุพัฒน์, ยุทธพร อิสรชัย, ชัยมงคล ไชยรบ
นพดล แก้วสุพัฒน์, ยุทธพร อิสรชัย, ชัยมงคล ไชยรบ

 

ชัยมงคล ไชยรบ อดีตนายกสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย

การแต่งตั้งกรรมการในหน่วยงานส่วนกลาง เพื่อคัดสรรสมาชิกสภาท้องถิ่นตามคำสั่งออกมาล่าสุด ถือเป็นการทำงานแบบรวมศูนย์อำนาจขาดการยึดโยงกับประชาชน อาจสร้างปัญหาใหม่ ทำให้เกิดความขัดแย้ง เป็นการทำให้ท้องถิ่นล้าหลังหรือเรียกว่าถอยหลังลงคลอง แต่ อปท.คงไม่มีปากเสียงในการโต้แย้ง เพราะส่วนใหญ่พึงพอใจกับการได้ประโยชน์จากผลของคำสั่งทำหน้าที่รักษาการหลังจากหมดวาระการดำรงตำแหน่ง และส่วนตัวเชื่อว่า คสช.คงจะมีคำสั่งในลักษณะนี้อีกแบบ เพื่อนำไปสู่การจัดระเบียบ อปท.เพิ่มอีกในโอกาสต่อไป หรือในอนาคตอาจมีคำสั่งยุบสภาท้องถิ่นทั่วประเทศเพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการเข้ามาทำหน้าที่ เชื่อว่าจะไม่เป็นผลดีกับการปฏิรูปท้องถิ่นในระยะยาว เป็นการปิดโอกาสของประชาชนตามแนวทางของการกระจายอำนาจในรูปแบบของการจัดการตนเอง และส่วนตัวเห็นว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า จะต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานพอสมควร ทั้งที่ในอดีตการเมืองท้องถิ่นไม่ใช่คู่ขัดแย้งทำให้ประเทศเสียหาย และที่ผ่านมาทุกองค์กรได้ให้ความร่วมมือกับ คสช.เป็นอย่างดี ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นควรเปิดโอกาสให้ อปท.ได้สะท้อนความเห็นและเสนอแนะตามแนวทางที่เหมาะสม โดยให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดและมีความเท่าเทียมกันทั้งในเขตเมืองและเขตพื้นที่ชนบท

ศุภสัณห์ หนูสวัสดิ์ ประธานสันนิบาตเทศบาลภาคใต้

กรณีมาตรา 44 การได้มาซึ่งสมาชิกสภาในกรณียุบสภาก็มีความจำเป็นต้องออกหลักเกณฑ์เพื่อให้ได้มา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับการต้องมีเรื่องเข้าสู่สภา เพราะถูกยุบไปแล้ว ถึงแม้ว่ายังไม่มีกรณียุบสภาก็ตาม เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว อปท.อย่าได้ไปตีความเป็นอย่างอื่น เพราะเมื่อผู้บริหารและสมาชิกสภาครบวาระก็มีมาตรา 44 ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า กกต.จะประกาศให้มีการเลือกตั้ง ก็สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งผู้บริหารและสภา แต่ถ้าสภาถูกยุบก็จะทำให้การบริหารงานของ อปท.นั้นๆ มีปัญหาได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีจะใช้เงินสะสมนำมาใช้ในเรื่องการท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีสภาตามที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ชี้แจงแล้วนั้น เป็นสิ่งจำเป็นและต้องมีครบทั้งฝ่ายบริหารและสภาท้องถิ่น สำหรับการมอบอำนาจให้กรรมการส่วนกลางเป็นผู้คัดสรร หากมองในแง่ดี ก็น่าจะทำให้การแต่งตั้งตัวบุคคลจะไปทำหน้าที่สภาท้องถิ่น พ้นจากคำครหาว่ามาจากระบบพรรคพวก หรือระบบอุปถัมภ์ เพราะส่วนกลางจะกลั่นกรองจากประวัติของผู้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนำเสนอรายชื่อ แต่หากมีการคัดสรรในจังหวัด ก็อาจจะมีนักการเมืองท้องถิ่นเข้าไปวิ่งเต้นเสนอผลประโยชน์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องคัดเลือกบุคคลในกลุ่มของตัวเอง ในอนาคตจะต้องประเมินผลและติดตามการทำหน้าที่อย่างใกล้ชิดต่อไป

ทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่

เมื่อเป็นคำสั่งและนโยบายรัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตาม เพราะประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่ส่วนตัวเห็นว่าเหลือเวลาอีก 1 ปี มีการเลือกตั้งใหม่กลางปี 2560 ตามแผนโรดแมปของ คสช.และรัฐบาลแล้ว ไม่ควรยุบสภาท้องถิ่นที่ครบวาระ แต่ให้รักษาการจนกว่ามีการเลือกตั้งใหม่ตามวิถีประชาธิปไตย เพื่อสนองนโยบาย พร้อมผลักดันขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลไปสู่เป้าหมายดีกว่า ไม่ต้องสรรหาสภาท้องถิ่นชุดใหม่ เพราะต้องใช้เวลาดำเนินการ 2-3 เดือน อาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลสะดุด ไม่บรรลุเป้าหมายได้ กรณีมีสภาท้องถิ่นชุดใหม่ ทำให้การบริหารท้องถิ่นไม่ต่อเนื่อง เพราะต้องศึกษางานใหม่หมด อาจใช้เวลาเป็นปี ไม่เหมือนผู้บริหารหรือสภาชุดเดิม รู้ปัญหาท้องถิ่นและลงพื้นที่พบปะประชาชนโดยตลอด สามารถตอบสนองและแก้ปัญหาได้ตรงจุด ไม่เสียเวลาเริ่มต้นใหม่ น่าจะเกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น ประชาชนไม่เสียโอกาสการพัฒนามากกว่า อยากให้ คสช.และรัฐบาลพิจารณาทบทวนเรื่องดังกล่าว โดยยึดประโยชน์ของประชาชน และการบริการสาธารณะของท้องถิ่นเป็นหลัก เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนให้ดีกว่าเดิม

 

ศุภสัณห์ หนูสวัสดิ์, ทัศนัย บูรณุปกรณ์
ศุภสัณห์ หนูสวัสดิ์, ทัศนัย บูรณุปกรณ์