เพราะ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจคืน “ประชาธิปไตย” ให้ประเทศ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเพราะแรงกดดันจากนานาชาติ อันส่งผลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติที่รัฐบาลคณะรัฐประหารรับมือได้ลำบาก
แม้จะยังไม่ประกาศเป็นทางการแต่เป็นที่รู้กันว่า “การเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลประชาธิปไตย” จะมีขึ้น 24 กุมภาพันธ์ 2562
“การเลือกตั้ง” และ “รัฐบาลประชาธิปไตย” ควรจะเป็นความหวังที่สวยงามของประเทศ
ประชาชนควรถอนหายใจอย่างโล่งอกได้บ้าง หลังจากอยู่อย่างไม่มีความหวังจะลืมตาอ้าปากได้มาเกือบ 5 ปีเต็ม เนื่องเพราะโอกาสทำมาหากินออกไปในทางชวนให้หดหู่ชนิดแทบมองไม่เห็นแสงสว่างจากความหวัง
ทว่าบรรยากาศทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลับคุกรุ่นด้วยความหวาดวิตก
คนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะผู้ติดตามแนวโน้มทางการเมืองอย่างใกล้ชิดล้วนแล้วแต่แสดงออกถึงความกังวลต่อ “ความเป็นไปหลังเลือกตั้ง”
โดยมีเหตุมาจากเรื่องราวการแข่งขันกันทางการเมือง ที่ข่าวคราวของการช่วงชิงความได้เปรียบกันดุเดือด
เป็นการมุ่งสู่ชัยชนะที่ถูกมองว่าไม่เลือกรูปแบบ และชี้ชวนให้รู้สึกถึงความไร้สำนึกในธรรมาภิบาล
สร้างเงื่อนไขการมุ่งสู้อำนาจ โดยวิธีที่เสี่ยงอย่างยิ่งต่อการสร้างแรงบีบคั้นให้ฝ่ายตรงกันข้ามรู้สึกถึงการใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม
และนี่เองที่ทำให้การกลับสู่ “ประชาธิปไตย” แทนที่จะคลายความอึดอัดในอำนาจลง กลับกลายเป็นบีบคั้น กดข่มให้หดหู่มากขึ้น
และตรงนี้เองที่ผู้ศึกษาการเมืองมองว่า “หลังเลือกตั้ง” ประเทศจะเสี่ยงต่อความยุ่งยาก ในระดับแทนที่จะคืนสู่ “ประชาธิปไตย” ให้ประชาชนสัมผัสถึงสิทธิเสรีภาพอีกครั้ง กลับส่อแววที่ชวนให้หวั่นว่าอาจจะต้องมีการใช้อำนาจเข้มข้นยิ่งกว่าที่ผ่านมาเพื่อควบคุมสถานการณ์
และนั่นหมายถึงอนาคตของชาติจะจมหาย หรือแตกสลายไปกับเกมช่วงชิงอำนาจที่ถูกมองว่าละเลยความเป็นธรรมครั้งนี้
และด้วยเหตุนี้เอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มี นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน จึงถูกมองด้วยสายตาวิงวอนว่า จะทำหน้าที่ตามอำนาจที่ได้จากกฎหมาย บรรเทาแรงกดดันอันเกิดจากความรู้สึกของผู้คนในสังคมลงบ้าง
อย่างน้อยให้อยู่ในระดับที่พอรับกันได้
แม้ว่า “กกต.” จะไม่เป็นความหวังอะไรมากนัก ว่าจะกล้าหาญในการรักษาความเป็นธรรม
แต่ดูเหมือนว่าสำหรับคนที่ห่วงใยในอนาคตประเทศ มองไม่เห็นความหวังอื่น นอกจากอาศัยผู้มีหน้าที่โดยตรง
อย่างน้อยในฐานะ “องค์กรอิสระ” ที่มีอำนาจเต็มในการจัดการเลือกตั้ง เป้าหมายของ “กกต.” จะต้องไม่เพียงจัดการเลือกตั้งให้ผ่านไปอย่างสงบเท่านั้น
แต่ควรคำนึงถึงสถานการณ์ หรือความเป็นไปที่จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งด้วยว่า จะส่งผลให้รักษา “ประชาธิปไตย” ที่รอคอยการคืนมาอย่างยาวนานไว้ได้หรือไม่
การทำหน้าที่ของ กกต.ควรเป็นไปเพื่อสถาปนาประชาธิปไตยให้ประเทศอย่างยืนยาว
เพราะหาก “การเลือกตั้ง” กลายเป็นชนวนให้เกิดความวุ่นวาย จนประเทศชาติเดินหน้าในเส้นทางประชาธิปไตยไม่ได้
ย่อมเป็นการทำงานที่ล้มเหลว
สร้างความเสียหาย
หนทางเดียวที่จะเยียวยาสถานการณ์ ลดแรงบีบคั้นกดดันคือ “รักษาความเป็นธรรมในการจัดการเลือกตั้งไว้ให้ได้”

