สัมภาษณ์พิเศษ มติชนเลือกตั้ง : ‘ทษช.’กางแผนสู้เลือกตั้ง’62 ขอเป็นคนชี้ขาดชัยชนะฝ่ายปชต.

หมายเหตุ แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) อาทิ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรค นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะทำงานรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานฝ่ายเศรษฐกิจพรรค ให้สัมภาษณ์ “มติชน”ถึงการความพร้อมของ ทษช.ในการเลือกตั้งปี 2562

⦁ความพร้อมเรื่องนโยบายของ ทษช.ในการเลือกตั้งปี’62

ร.ท.ปรีชาพล เรื่องนโยบายเวลานี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิด แต่โดยหลักการ ทษช.มีคอนเซ็ปชัดเรื่องโลกก้าวไกลไทยต้องก้าวทัน คือเราเน้นเรื่องการเข้าใจโลกยุคใหม่ และเข้าใจปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการคว้าโอกาสให้ประชาชน และให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี เราจะสร้างถนนดิจิทัลให้ประชาชน ทั้งนี้ เรื่องพวกนี้อาจจะเป็นเรื่องกว้างๆ แต่ยังไม่สามารถลงรายละเอียดกว่านี้ได้ และแม้จะเป็นพรรคใหม่ แต่ก็มีรากฐานมาจากพรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายปฏิบัติได้จริงตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ดังนั้น นโยบายที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาจับจะต้องต่อยอดจากนโยบายเดิมที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว แต่นโยบายไหนที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกไป เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เราต้องมาปรับปรุงใหม่ แล้วใช้เทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริหาร เป็นต้น

พิชัย ประเทศไทยมีปัญหาทางการเมืองในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากรัฐบาลยังเป็นรัฐบาลเดิมที่กรอบคิดของผู้นำยังติดกรอบคิดแบบล้าหลังอยู่ ประเทศไทยจะล้าหลังตกยุคเร็วมาก ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องการผู้นำคนใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ สามารถมองเห็นอนาคตของประเทศไทยอย่างชัดเจนว่าจะอยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก ยกตัวอย่างในอดีต พรรคการเมืองมองเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างมากในปัจจุบัน จึงเริ่มแนวคิดการแจกแท็บเล็ต ตั้งแต่ 8-9 ปีก่อน เป็นต้นการปูทางสำหรับอนาคตจึงมีความจำเป็นอย่างมาก อยากให้ประชาชนตัดสินใจเลือกผู้นำในอนาคตให้ดี เพราะจะมีผลกับทุกคนในประเทศ ทษช.มีสโลแกน โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน โดยจะมีนโยบายทุกด้านโดยเฉพาะนโยบายทางเศรษฐกิจที่มองไกลล่วงหน้าไปถึงอนาคตที่จะทยอยนำเสนอแก่ประชาชน เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนมั่นใจและลงคะแนนเสียงให้

⦁นโยบายของ ทษช.จะเป็นแฝดกับพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือไม่

ร.ท.ปรีชาพล ทษช.เห็นปัญหาที่คล้ายคลึงกัน เพราะในยุคปัจจุบันปัญหาสำคัญคือสภาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และปัญหาคอร์รัปชั่น เชื่อว่าหลายพรรคก็คงเห็นคล้ายกัน วิธีแก้ปัญหาก็น่าจะคล้ายกัน แต่ ทษช.มีแนวคิดและวิธีที่จะต่อยอดให้ทันสมัยขึ้น

⦁หลายพรรคชูนโยบายแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

ร.ท.ปรีชาพล เห็นถึงปัญหา และเมื่อเห็นปัญหาถามว่าอยากแก้ไหม ต้องบอกว่าอยากแก้ แต่ด้วยข้อจำกัด และกลไกที่ผู้มีอำนาจซ่อนไว้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น สิ่งที่พูดคุยตรงกันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเป็นนโยบายหนึ่ง
คงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักกว่าสังคมจะตกผลึก เพราะถ้าได้ใช้รัฐธรรมนูญไปภาพปัญหาจะค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล เรื่องกลไกการตรวจสอบ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่มาล็อกการพัฒนาไว้ ทษช.ทำได้เพียงบอกประชาชน และขึ้นอยู่กับการตื่นตัวของประชาชน และสังคม

⦁ทษช.มีการทำโพลเพื่อประเมินที่นั่งของพรรคหรือไม่

ร.ท.ปรีชาพล มีการสำรวจ แต่ ทษช.เพิ่งจะเปิดตัวได้ประมาณ 1 เดือน ตัวผู้สมัคร ส.ส.ตอนนี้ยังไม่ได้สรุป เพราะอยู่ในกระบวนการสรรหา ผมคิดว่าโพลจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือหลังจากที่เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.
แล้วว่าใครจะลงเขตไหนบ้าง ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เหลือไม่มากนี้ก็เร่งดำเนินการในการสร้างความรับรู้ให้แก่ประชาชนต่อ ทษช. โดยประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ประธานยุทธศาสตร์พรรค และกรรมการบริหารทำงานอย่างเต็มที่ แต่กฎหมายเพิ่งชัดเจนว่าสามารถทำอะไรได้บ้างเดี๋ยวคงจะได้มาวางแผนกัน และจะพยายามเดินให้เต็มที่ในระยะเวลาอีกประมาณ 60 วันที่เหลือ เพราะไม่อยากบอกว่าระยะเวลาสั้นไป เนื่องจากไม่อยากให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปอีก เพราะไม่อยากให้เสียหายมากไปกว่านี้ เชื่อว่าสามารถทำได้ ทำทัน

⦁จะบอกแฟนคลับของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯอย่างไรให้เลือก ทษช.

ร.ท.ปรีชาพล ความแตกต่างระหว่าง พท.กับ ทษช. คือ พท.เป็นพรรคที่เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ และความสำเร็จ แต่ ทษช.เป็นพรรคที่มีแนวความคิดสมัยใหม่ ที่เห็นโอกาส และอยากนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับสังคม หลายคนเปรียบว่าเป็นพรรคพี่พรรคน้องกัน

⦁หากวันหนึ่งสถานการณ์เปลี่ยนไปพี่น้องจะกลับมารวมบ้านกันได้หรือไม่

ร.ท.ปรีชาพล ผมคิดว่าวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าพรรคไหนคือพรรคแห่งอนาคต วันนี้ ทษช.มาเป็นทางเลือก มาออกแบบการต่อสู้ของเราเพื่อให้เท่าทันกับกติกาที่ออกแบบไว้ วันนี้ผมเชื่อว่า ทษช.เป็นพรรคที่ตอบโจทย์อนาคต แม้ พท.จะเป็นพรคที่แข็งแกร่งก็จริง แต่ในอนาคตไม่รู้ว่าใครจะรวมกับใคร หรือเป็นอย่างไร
ในการเมืองอนาคตพรรคการเมืองพรรคหนึ่งอาจจะเอาต์ไปแล้วก็ได้ เชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้ทุกอย่าง

⦁ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคจะวางแผนสู้กับพรรคเกิดใหม่อย่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อย่างไร

จาตุรนต์ จับคู่ได้ถูกนะ ประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็ให้เป็นเรื่องของ พท. ส่วน พปชร.ให้เป็นหน้าที่ของ ทษช.
ยังไม่รู้ว่า พปชร.จะได้กี่ที่นั่ง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นภารกิจที่สำคัญของ ทษช.พอดี คิดว่าถ้าพรรคฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่ได้เสียงเกินครึ่งไม่ว่าจะเท่าใดก็ตาม ทษช.จะสามารถทำให้เกินครึ่งได้ คือจะเป็นตัวตัดสินว่าฝ่ายประชาธิปไตยสามารถยันฝ่าย คสช.ไว้ได้คือ ถ้าได้เสียงเกิน 251 เสียงไปมากๆ โอกาสในการตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยจะมี และเวลานี้พรรคการเมืองที่ชัดเจนว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นนายกฯต่อก็มีเพียงพรรคเดียวคือ พปชร. ส่วนพรรคอื่นยังไม่มีอะไรถึงขั้นชัดเจน ผมจึงมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ สุดท้ายแล้วคือการถามประชาชนว่าจะให้ พล.อ.ประยุทธ์และพวกเป็นรัฐบาลต่อหรือไม่ ทษช.มีจุดยืนชัดเจนว่าจะหยุดการสืบทอดอำนาจ และหยุด พล.อ.ประยุทธ์ที่จะไม่ให้เป็นนายกฯต่อ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ ทษช.ที่จะทำให้ประชาชนเห็นถึงปัญหา และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อไป นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ประเทศไทยมีปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า จะแก้อย่างไร ใครจะมาแก้ ถ้าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ต้องใช้งานพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจะแก้ได้มากกว่า เพราะให้คนเดิมแก้นั้นแก้ไม่ได้ เนื่องจากจะพันคอตัวเอง และเชื่อว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจะสามารถเสนอนโยบายที่จะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ดีกว่า ขึ้นอยู่ว่าจะได้โอกาสไหม

ทั้งนี้ ผมไม่เชื่อทฤษฎีที่ว่าพรรคการเมืองไทยแบ่งเป็น 3 ก๊ก เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จะขมวดให้เหลือเพียง 2 ฝ่าย ต้องทำให้เห็นชัด เพื่อที่สุดท้ายคนไปลงคะแนนจะคิดว่าถ้าชีวิตฉันจะดีขึ้นต้องเปลี่ยนรัฐบาล ดังนั้น ต้องทำทั้ง 2 ส่วน คือการเสนอนโยบาย และการบอกให้คนเลือกฝ่ายประชาธิปไตย

⦁พรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) จะส่งผู้สมัคร ส.ส.ชน ทษช. และ พท.อยู่หลายเขตจะกลายเป็นการมาดึงคะแนนกันเองจนไม่ได้เสียงที่เพียงพอหรือไม่

จาตุรนต์ พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น ศักยภาพของพรรคที่จะเข้าไปแก้ปัญหา และผู้สมัคร ดังนั้น เมื่อมีพรรคการเมืองหลายพรรค แล้วมีจุดยืนชัดเจนว่าหยุดการสืบทอดอำนาจก็เป็นพันธมิตรกันโดยธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็แข่งกันโดยธรรมชาติอีกเหมือนกัน

ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่น่าวิตกสำหรับการแข่งกัน เชื่อว่าไม่น่าจะกระทบกันมากในแง่ของการตัดกำลัง และเราหวังเรื่องความเป็นพันธมิตร เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การได้ที่นั่งในสภาเพื่อใครเป็นฝ่ายชนะก็ตั้งรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นการแข่งกับพรรคอีกซีกหนึ่งที่เขามี ส.ว. 250 เสียงในกระเป๋า

ทษช.จะได้ ส.ส.ทั้งแบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์ แต่จะได้แค่ไหนขณะนี้พูดยากเพราะมีผู้สมัครที่แข็งๆ ไม่น้อย และการเมืองก็ผันผวน แต่ละพื้นที่กระแสคะแนนนิยมก็ต่างกันไป ไม่ใช่ไม่อยากได้ ส.ส.เขต ถ้าได้จะดีใจมาก และจะทำให้เต็มที่ ไม่มีผู้สมัครคนไหนลงไปเพื่อตั้งใจแพ้

อย่างไรก็ตาม ทษช.เป็นพรรคที่มีความหมายทางยุทธศาสตร์ เพราะจะเป็นพรรคที่ช่วยชี้ขาดชัยชนะของพรรคฝ่ายประชาธิปไตย เชื่อว่าจากนี้ไปจนถึงกลางทางของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยจะมีความเข้าใจเพียงพอที่จะไปเลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์ ดังนั้น ไม่ต้องห่วงว่าประชาชนจะเลือกไม่ถูก

พรรคที่ถูกเรียกว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยมีหลายพรรค จะเป็นการตัดคะแนนแย่งฐานกันเองหรือไม่ ผมเชื่อว่าในระหว่างทางการรณรงค์ ประชาชนจะเข้าใจและเลือกลงคะแนนอย่างมียุทธศาสตร์ ในเขตนั้นประชาชนจะรู้ว่าจะต้องเลือกพรรคไหนภายใต้โจทย์ว่าถ้าเป็นประชาธิปไตย ประการต่อมาคือ การแย่งฐานคะแนนกันเองจนส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองที่มีจุดยืนทางการเมืองแบบเดียวกัน จะเกิดหนักก็ต่อเมื่อคะแนนของประชาชนตายตัวซีกใดซีกหนึ่ง เช่น ซีกประชาธิปไตยมี 100 ไม่ใช่ประชาธิปไตยมีอีก 100 แบบนี้คำว่าแย่งคะแนนกันเองถึงจะมีน้ำหนักมาก

ผมมองว่าการเลือกตั้งในสถานการณ์แบบนี้กลุ่มก้อนประชาชนมีลักษณะการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา หมายความว่ามวลชนฝ่ายประชาธิปไตยที่หนักแน่น ถึงอย่างไรก็ไม่เคลื่อน ส่วนฝ่ายที่ไม่ชื่นชมหรือฝ่ายที่ชอบอีกแบบหนึ่งมากกว่าประชาธิปไตย คนพวกนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ฝ่ายที่ยังมีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ปัจจัยแวดล้อมทางการเมือง ตรงนี้ต่างหากเป็นพื้นที่ช่วงชิง ดังนั้น สิ่งที่ ทษช.กำลังทำไม่ได้บอกว่า พท.หรือ ทษช.ชวนกันแย่งคะแนน กุญแจแห่งความสำเร็จของภารกิจนี้คือกำลังเดินข้ามไปยังกลุ่มประชาชนที่มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่งได้อย่างไร ใครข้ามไปได้มากกว่า คือกุญแจของความสำเร็จ

กลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยลงคะแนนเลือกตั้งเลย คืออายุ 18-25 ปี ใครเข้าไปพื้นที่ตรงนี้ได้มากก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งกุญแจแห่งความสำเร็จ ใครสามารถเข้าไปแตะหรือสัมผัสกับกลุ่มประชาชนที่ไม่ลงหลักปักฐานกับอุดมการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดได้มากกว่า น่าจะเป็นอีกหนึ่งกุญแจแห่งความสำเร็จเช่นกัน ทษช.มาทำภารกิจนี้ไม่ได้กลัวว่าพรรคพวกเพื่อนฝูงจะมาแย่งคะแนน เพราะต้องเดินเข้าไปหาคะแนนกับกลุ่มคนที่ยังไม่เคยเลือกเรา หรือคิดว่าจะไม่เลือกเราแต่เดิม นี่คือสิ่งที่ท้าทายและถ้าทำสำเร็จ ถือว่าภารกิจของฝ่ายประชาธิปไตยบรรลุเป้าหมาย ถามว่าจะทำอย่างไรเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่า

⦁ในฐานะประธานคณะทำงานรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง วางแผนการหาเสียงอย่างไร

ณัฐวุฒิ การรณรงค์หาเสียงครั้งนี้รูปแบบพื้นฐาน คือตั้งเวทีพูดจาปราศรัยรณรงค์ หรือใช้แผ่นพับใบปลิวยังมีความจำเป็นอยู่ ผมเชื่อว่าทุกพรรคมีการให้แนวทางอยู่ตลอดเวลา เชิญตัวผู้สมัครมาอัพเดตให้ความรู้ เป็นรุ่นๆ เป็นชุดๆ ไป เพื่อติดอาวุธทางเทคโนโลยีโซเชียลเน็ตเวิร์กให้เขาเพื่อสู้กันในพื้นที่

ในฝั่งของ ทษช.ยังไม่ขอลงรายละเอียดเป็นรูปธรรม ต้องรอตอนเปิดตัวแต่จะเห็นว่าทีมรณรงค์ของพรรคจะมีเครื่องหมายเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาประกอบ เพื่อให้การรณรงค์หาเสียงอธิบายตัวตนของพรรคว่า เป็นพรรคที่เข้าถึงและใช้เทคโนโลยีในแต่ภารกิจอย่างได้ผล ในส่วนของความเป็นแกนนำ นปช. หรือกลุ่มเสื้อแดง แน่นอนที่สุดว่ามุมหนึ่งพี่น้องที่เคยต่อสู้ร่วมอุดมการณ์กันมา คงมีคำถามถึงตัวผมน้อยมากว่าเอาหรือไม่เอาประชาธิปไตย เอาหรือไม่เอาการสืบทอดอำนาจ ประเด็นคือแล้วคนที่คิดไม่เหมือนผม คนที่คิดว่าเคยกำลังต่อสู้กับผมในเหตุการณ์ทางการเมืองหลายปีที่ผ่านมา เห็นผมแล้วเขาจะรู้สึกอย่างไร กระทบกับพรรคหรือไม่ ผมเชื่อว่าความเป็นผมไม่ได้มีอิทธิพลเหนือพรรคการเมืองนี้

ผมเชื่อว่าความเป็นพรรคการเมืองนี้ที่หล่อหลอมและแสดงออกมาต่างหาก ที่จะทำให้ความเป็นผมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองนี้ คนที่สบายใจก็เลือกได้ คนที่ไม่สบายใจเขาจะเห็นภาพที่มากกว่าผมที่อยู่ในนี้ เขาจะเห็นความคมชัดของรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารและเข้ามาช่วยกันทำงาน ดังนั้น ผมคิดว่าทุกเรื่องมีข้อแข็ง ข้ออ่อนในตัว อยู่ที่การบริหารจัดการบทบาทของแต่ละฝ่ายอย่างไร และอยู่ที่ว่าจะนำส่วนที่แข็งแรงที่สุดเข้าปะทะเพื่อความได้เปรียบ หรือเพื่อประโยชน์ในสนามเลือกตั้งอย่างไร

อีกเรื่องที่ผมมองเห็นเหมือนนายจาตุรนต์คือ มันไม่มีการเมืองสามก๊ก สี่ก๊ก มีแค่สองก๊กเท่านั้นคือประชาธิปไตยและเผด็จการ ยิ่งเลือกง่ายชัดเจน ไม่มีคลุมเครือ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.พูดว่าการเมืองมีสามก๊ก อีกก๊กคือ ปชป.นั้น ผมพูดเลยว่าไม่ได้มีสามก๊ก มีแค่สองก๊กกับหนึ่งกั๊ก แล้วกั๊กนี้ก็รู้อยู่แล้วว่าจะไปอยู่ก๊กไหน และไม่ได้มีแค่กั๊กเดียว มีหลายกั๊ก พรรคขนาดกลางเป็นกั๊กทั้งนั้น ขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยเป็นก๊กที่ชัด ไม่มีกั๊ก ถือเป็นจุดแข็งของฝ่ายประชาธิปไตย น่าจะเป็นปัจจัยให้เข้าถึงความสำเร็จในการเลือกตั้งได้

⦁หากหลังการเลือกตั้งแม้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะแต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้

จาตุรนต์ ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยได้เสียงมากกว่า 251 เสียง เดดล็อกจะเกิดได้น้อย แต่หากเกิดเดดล็อกฝ่าย คสช.มีอำนาจของเขาอยู่ว่าจะทำอะไรก็ได้ด้วยมาตรา 44 ความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะไม่ลงตัวจึงมีทางออกคือประชาชนเทคะแนนให้ฝ่ายประชาธิปไตย ถึงเวลานั้นก็ไม่รู้ว่า ส.ว.จะวางตัวอย่างไร หาก
พปชร.เป็นรัฐบาลได้ด้วย ส.ว.แต่ตัวเองเป็นเสียงข้างน้อยในสภาจะอยู่ได้ไม่นาน และจะได้เห็นความเปราะบางของ พล.อ.ประยุทธ์อย่างมาก ถ้าต้องเข้าไปอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

⦁ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งแต่เสียงไม่พอที่จะตั้งรัฐบาล

จาตุรนต์ ต้องไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ายังไม่ได้ก็ต้องเลือกตั้งกันใหม่ ตรงนั้น คสช.อาจจะขู่นักการเมืองว่าอยากเลือกตั้งกันใหม่หรือ และเขาต้องพยายามดึงพรรคเล็กเพื่อให้ได้เสียงพอ

⦁จุดแข็งของ พล.อ.ประยุทธ์ คือเรื่องความสงบเรียบร้อย

ณัฐวุฒิ มองว่าความสงบขายได้ในปีแรกของการยึดอำนาจ หลังจากนั้นแม้จะพอขายได้ เพราะผู้มีอำนาจเลือกที่จะใช้มุมนี้อธิบายว่าเป็นผลงาน แต่ว่าราคามันลดน้อยลงทุกวันเพราะความสงบที่ผู้มีอำนาจพูด ประชาชนถอดรหัสได้ว่าคือไม่มีการชุมนุม ไม่มีการเดินขบวน แต่ความคิดแตกต่างระหว่างสองขั้วยังคงปรากฏขึ้นให้เห็นอยู่ ความขัดแย้งทางการเมืองยังปรากฏให้เห็นอยู่ สำคัญที่สุดความสงบที่ไม่มีการชุมนุม ไม่มีการเดินขบวนถูกแทนที่ด้วยความไม่สงบเรื่องการทำกินและปากท้องของประชาชน

ผมว่าความไม่สงบเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อคนปากร้องท้องหิว คนจะมองหาการบริหาร การทำงานหรือการแก้ปัญหาที่ดีกว่า ถ้าความสงบที่ผู้มีอำนาจเอามาขายยังคงขายได้และยังขายดีจนถึงวันนี้ คงไม่ได้เห็นปรากฏการณ์ของคนที่สนับสนุนรัฐประหารออกแสดงการต่อต้าน ออกมาแสดงการปฏิเสธ หรือผลการสำรวจต่างๆ ที่ออกมาปฏิเสธการสืบทอดอำนาจมากขึ้นทุกทีๆ สถานการณ์และพลังการขับเคลื่อนของฝ่ายประชาธิปไตยในเวลานั้นต่างกันมากกับตอนนี้

วันนี้พรรคการเมืองพร้อมที่จะสู้เต็มตัว มีการปลดล็อก แม้ว่ากติกาจะขี้ริ้วขี้เหร่ แต่กรอบของการเลือกตั้งยังมีพื้นที่ให้ต่อสู้อยู่ การตัดสินใจของประชาชนก็เช่นเดียวกัน วันทำประชามติถ้าเจอกับกลไกอำนาจรัฐ เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปใกล้ๆ ตัวก็อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชน แต่ในสนามเลือกตั้งยากที่กลไกอำนาจรัฐจะบังคับการตัดสินใจของประชาชนอย่างหวังผลได้

ทีมการเมือง

บทความก่อนหน้านี้บ.ก.ฟอรั่ม วันที่ 23 ธันวาคม 2561
บทความถัดไปเรียงคนสเปเชี่ยล : โดย คุณอ้อ