ซูเปอร์โพลเผยผลวิจัย ถ้าเลือกตั้งวันนี้ ‘พท.’ที่1 ทิ้งห่าง’พปชร.’ ด้าน’อนค.’คะแนนนิยมกทม.พุ่ง

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (Super Poll) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เกาะติดเสียงประชาชนคนจะเลือกตั้ง จำนวนทั้งสิ้น 1,094 คน โดยดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10-22 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยเมื่อถามถึงจุดยืนทางการเมืองของคนตอบแบบสอบถาม พบว่าเกินกว่า 1 ใน 4 หรือร้อยละ 28.8 สนับสนุนรัฐบาล

ในขณะที่ร้อยละ 13.3 ไม่สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 57.9 ระบุเป็นพลังเงียบ และเมื่อจำแนกกลุ่มคนตอบแบบสอบถามออกเป็นคนมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครและคนมีสิทธิเลือกตั้งในต่างจังหวัด พบว่า คนมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 29.2 สนับสนุนรัฐบาล เทียบกับคนมีสิทธิเลือกตั้งในต่างจังหวัดร้อยละ 28.6 ที่สนับสนุนรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 11.7 ของคนมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครไม่สนับสนุนรัฐบาล เทียบกับคนมีสิทธิเลือกตั้งในต่างจังหวัดร้อยละ 14.2 ไม่สนับสนุนรัฐบาล

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ทั้งคนมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด คือ ร้อยละ 59.1 และร้อยละ 57.2 ระบุเป็นพลังเงียบ ยังไม่ตัดสินใจจุดยืนการเมือง ที่น่าสนใจคือ พรรคการเมืองที่คนตอบแบบสอบถามจะเลือก ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 38.3 ระบุจะเลือกพรรคเพื่อไทย รองลงมาคือร้อยละ 24.4 จะเลือกพรรคอนาคตใหม่ และร้อยละ 22.8 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีเพียงร้อยละ 4.7 เท่านั้นจะเลือกพรรคพลังประชารัฐ และร้อยละ 9.8 จะเลือกพรรคอื่นๆ และที่น่าพิจารณาคือ

เมื่อจำแนกออกเป็นกลุ่มๆ คือ กลุ่มคนมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร และกลุ่มคนมีสิทธิเลือกตั้งในต่างจังหวัด พบว่าทั้งคนกรุงเทพมหานคร และคนต่างจังหวัด ตั้งใจจะเลือกพรรคเพื่อไทย สูงกว่าทุกพรรค คือคนกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 31.9 จะเลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 42.1 ของคนต่างจังหวัด จะเลือกพรรคเพื่อไทยเช่นกัน ในขณะที่คนกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 27.8 และคนต่างจังหวัด ร้อยละ 19.8 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์


ที่น่าพิจารณาคือ พรรคอนาคตใหม่ พบคนตอบแบบสอบถามที่มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครร้อยละ 29.2 จะเลือกพรรคอนาคตใหม่ และ ร้อยละ 21.5 ของคนตอบที่มีสิทธิเลือกตั้งในต่างจังหวัดจะเลือกพรรคอนาคตใหม่ เช่นกัน ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพลกล่าวว่า จากการวิเคราะห์ด้วยการใช้หลัก Net Assessment เกาะติดเสียงของประชาชนชี้ให้เห็นว่า ประชาชนคนไทยอยู่กับข้อมูลข่าวสารที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในยุค Super Digital ประชาชนแต่ละคนสามารถเป็นทั้งเครื่องรับและเครื่องส่งสัญญาณมีพลังตอบโต้ทางความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรม ออกสื่อของตนเองได้

ดังนั้น จุดต้องปรับแก้ของบางพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลคือ อย่าเอารัดเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น อย่าใช้อำนาจรัฐและงบประมาณรัฐแสวงหาผลประโยชน์เอาเปรียบคู่แข่งทางการเมืองเพราะรัฐบาลปัจจุบันและ คสช. เข้ามาด้วยการสนับสนุนจากสาธารณชน ว่าเป็นกลางทางการเมืองเข้ามาด้วยจิตอาสาเสียสละเพื่อรักษาชาติบ้านเมืองและประชาชนไม่ให้เกิดการสูญเสีย

“คำถามคือ คนมีอำนาจคิดทำอะไรตอนนี้มีข้อมูลแม่นยำเข้าถึงประชาชนดีแล้วหรือ เพราะเป็นห่วงว่า ฐานสนับสนุนของรัฐบาลและ คสช. ที่เคยได้รับมากกว่าร้อยละ 80 ในตำรามติมหาชน (Public Opinion) ถือว่า ตอนนั้น คิดทำอะไรย่อมได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนจนฝ่ายตรงข้ามทำอะไรไม่ได้ แต่วันนี้ฐานสนับสนุนลดลงอยู่ในขอบเขตที่ล่อแหลมอาจเพลี่ยงพล้ำได้ แรงเสียดทานจึงเกิดขึ้นเกือบทุกสิ่งที่คิดทำ ดังนั้น คนของพรรคการเมืองใดในรัฐบาลควรลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีและตำแหน่งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้วยเพราะอาจถูกมองว่าจะมาคุมรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ถ้าฝืนทำแบบนี้ต่อไป น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า จะเหนื่อยเปล่าและอาจจะสูญเสีย “แก่นสาร” หรือ ภาษาปรัชญาเรียกว่า สารัตถะ เมื่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองสั่นคลอน และจะเหนื่อยกันอีกหลายเท่าตัว” ดร.นพดลกล่าว

บทความก่อนหน้านี้เลขาฯพปชร. ปลื้มภาคเหนือตอบรับดี แจงพูดไปไหนมีแต่ระเบิด แค่หวังเตือนใจ
บทความถัดไป‘เป๊ป’ ไม่เครียด ตาม ‘หงส์แดง’ เพิ่มเป็น 4 คะแนน – เผยยังมีเวลาเก็บแต้มอีกเยอะ