สัมภาษณ์พิเศษ : คริส โปตระนันทน์ ขอปักธง‘อนค.’ชิง ส.ส.กทม.

คริส โปตระนันทน์

หมายเหตุนายคริส โปตระนันทน์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 กรุงเทพฯ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงทิศทางและการเตรียมความพร้อมการลงรับสมัครเลือกตั้งในปี 2562

 

•สถานะตอนนี้กับพรรค อนค.ที่กำลังจะเปิดตัว

ขณะนี้เป็นสมาชิก อนค.โดยการผ่านระบบไพรมารีโหวตแล้ว ตอนนี้เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขต 6 ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) จากเขต ราชเทวี พญาไท จตุจักร

•ทำไมถึงเลือกสมัครเป็น ส.ส.ใน กทม.

ผมเข้ามาอยู่กรุงเทพฯตั้งแต่อายุ 12 ปีแล้ว ไม่ได้ไปพื้นที่ไหนเลย คลุกคลีอยู่แต่ใน กทม. ทำให้ตั้งแต่เด็กจนโต เห็นปัญหาของคน กทม. สิ่งสำคัญคือ อยากจะผลักดันประเด็นทางการเมืองที่คน กทม.รู้สึก ผมเกิดที่ กทม.แต่ไปโตที่ จ.ราชบุรี ในวัยประถมศึกษา จากนั้นเข้ามาอยู่ใน กทม.นานกว่า 17 ปี

•17 ปีที่เห็นปัญหาของ กทม.คิดว่าปัญหาอะไรที่ต้องเร่งแก้ไขเป็นอันดับแรก

จริงๆ ปัญหาของคน กทม.ในมุมมองส่วนตัว ที่ตัดสินใจมาร่วมงานกับ อนค. เพราะต้องการจะผลักดันประเด็นการเมืองที่เป็นภาพใหญ่มากขึ้น และเชื่อว่าจะต้องเป็นประเด็นที่คน กทม.สนใจ เช่น ระบบทุนผูกขาด การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชนจากรัฐราชการ ผมรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้คน กทม.ก็รู้สึกเช่นกัน เพราะจากการที่ผมได้เริ่มต้นลงพื้นที่หาเสียงจริงจังได้พบกับชีวิตของประชาชนทั่วไป เขาลำบากมาก อย่างเช่นกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประชาชนคิดว่าบางเรื่องก็ควรต้องแก้ไข

•ประเด็นอะไรที่คิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้คน กทม.รู้สึกว่าต้องได้รับการแก้ไข

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การตั้งด่าน สำหรับคนที่มีลักษณะเป็นอภิสิทธิ์ชน เมื่อเปรียบเทียบกับประชาชนที่เป็นคนธรรมดา เวลาผ่านด่านไปจะไม่มีปัญหาอะไร ถ้าตัวเองบอกว่า ผมเป็นข้าราชการ หรือผมเป็นทหาร ตำรวจอาจจะไม่ยุ่งเลย แต่ถ้าเป็นประชาชนคนธรรมดาจะถูกตรวจสอบที่ด่านตรวจ บางกรณีถึงขั้นจับตรวจปัสสาวะ นี่คือประเด็นใหญ่ที่มองเห็นได้ชัดเรื่องความเหลื่อมล้ำของประชาชนคนธรรมดากับระบบราชการ ประชาชนไม่ได้ถูกปฏิบัติจากระบบราชการโดยเท่าเทียมกัน ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูดออกไป เพราะสัมผัสและรู้สึกเรื่องนี้ได้

•แนวคิดที่จะเริ่มแก้ไขปัญหานี้เป็นอย่างไร

เรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นประเด็นที่จะต้องทำให้ข้าราชการเชื่อว่าประชาชนเป็นนาย อำนาจของประชาชนต้องเป็นอำนาจสูงสุด ประเทศนี้ไม่ควรจะมีชนชั้น ไม่ควรจะมีสิ่งที่เรียกว่าประชาชนบางกลุ่มมีสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่น เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่

•ทำอย่างไรให้ข้าราชการเข้าใจว่าประชาชนเป็นนายได้จริงๆ


ผมคิดว่าต้องลดโครงสร้างของรัฐที่ใหญ่เกินไป ตอนนี้ประเทศไทยมีกฎหมายมากมาย การที่มีกฎหมายมาก เสรีภาพของประชาชนยิ่งลดน้อยลง ตำรวจ ข้าราชการ ทหาร สามารถนำเรื่องกฎหมายมาบังคับใช้ได้ตลอด เรื่องพวกนี้จึงเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ที่จะต้องชำระสะสางกฎหมายเหล่านี้ใหม่ทั้งหมด

ปัจจุบันในส่วนท้องถิ่นประชาชนเริ่มไม่ชอบการทำงานของ กทม.อย่างเห็นได้ชัด จากที่ได้สัมผัสมาพบว่า กทม.เป็นส่วนที่ประชาชนไม่ชอบมาก ในฐานะคนรุ่นใหม่ของ อนค.ที่จบนิติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ มองว่ากฎหมายที่มีช่องโหว่และต้องเร่งแก้ไขมีเยอะมาก สิ่งที่สนใจคือกฎหมายป้องกันการผูกขาด เพราะเนื่องจากได้เรียนทางด้านนี้ อีกทั้งยังเป็นอาจารย์สอนทางด้านนี้ด้วยอยากแก้ไขประเด็นนี้เป็นพิเศษ

ในเมืองไทยจะพบว่าปัญหากับระบบทุนผูกขาดเชื่อมโยงกันหมด กฎหมายก่อให้เกิดอำนาจ โดยที่อำนาจเป็นของข้าราชการ เมื่อข้าราชการมีอำนาจ นักธุรกิจก็มุ่งเข้าหาอำนาจ จึงเกิดระบบการตอบแทนให้ข้าราชการและผูกขาดให้กับระบบธุรกิจของตนเอง การผูกขาดเกิดได้จากกฎหมาย ถามว่ากฎหมายใดที่อยากจะแก้ไขก่อนหากได้เป็น ส.ส.คือ กฎหมายที่ให้อำนาจข้าราชการเข้ามาดำเนินธุรกิจของประชาชน โดยเฉพาะการประกอบอาชีพของประชาชน เช่น กฎหมายเหล้าเบียร์ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด แต่จริงๆ ยังมีกฎหมายอีกมากมายแต่ยังไม่ชัดเจนเท่ากฎหมายเหล้าเบียร์

ความจริงกฎหมายเหล้าเบียร์ทำได้ง่ายมาก แต่ทำไมประเทศไทยต้องไปผูกขาดกับเพียงไม่กี่บริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้น ไม่มีเหตุผล และการทำเหล้าทำเบียร์ได้เอง โดยที่ใช้ต้นทุนถูกมาก ทำง่ายมากและควรจะมีทุนรายใหม่เข้าไปถึงเรื่องนี้ได้แล้ว

ผมไม่เห็นความสมเหตุสมผลว่า คนทั้งประเทศไทยทำไมจะต้องบริโภคเบียร์อยู่เพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้น ความจริงเรื่องคราฟเบียร์ทำง่ายมากสามารถเปิดตลาดและให้คนเข้ามาแข่งขันในตลาดเบียร์ไทยได้ เช่น ญี่ปุ่นที่มีสาเก จีนมีเหล้าชนิดเหมาไถ และเกิดการแข่งขันกันในตลาดโลก ตอนนี้ถ้าให้พูดจริงๆ ก็คือเหล้าเบียร์ของไทยไม่มีอยู่ในตลาดโลก และไม่สามารถเปิดตลาดได้ ตรงนี้ไม่ได้มองเรื่องคุณค่าโครงสร้างอำนาจเพียงอย่างเดียว หากทำได้จะกลายเป็นสิ่งที่ติดตลาดโลกได้ก็จะทำการสร้างรายได้ของประชาชนอีกทาง

•การลงพื้นที่ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ เป็นอย่างไร

ยอมรับว่าเหนื่อย เพราะเป็นพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีฐานเสียง และไม่มีหัวคะแนนในพื้นที่เลย ลงพื้นที่ต้องเริ่มตั้งแต่สวัสดีครับผมชื่อ… แม้แต่คนเดินนำยังยากเลยแต่ก็พบคนที่รู้จักผมบ้างติดตามเฟซบุ๊กผมที่เขียนเรื่องการเมืองมา 4-5 ปีแล้ว พบว่ามีคน กทม.ประมาณครึ่งหนึ่งที่อยู่ในเพจของผม ติดตามผม

จากที่ได้ลงพื้นที่สัมผัสกับประชาชนจริงๆ ผมได้ค้นพบความจริงว่า มันมีความแตกต่างและทำให้ผมเข้าใจการเมืองมากขึ้น คือ ก่อนหน้านี้ผมจะอยู่ในหมวกของทนาย นักวิชาการ เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ คือ คิดอะไรก็พูด เชื่ออะไรก็นำเสนอในความถูกต้องทำตามหลักการวิชาการ แต่พอไปลงพื้นที่จริงจะพบว่าประชาชนไม่ได้มีเวลาให้มากขนาดนั้น มีเวลาให้แนะนำตัวต่อหนึ่งคนใน 2 นาที ถือว่ามากเกินพอแล้ว ดังนั้น โจทย์ของผมคือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจจุดยืนทางการเมืองเหล่านี้ได้ภายในเวลาอันจำกัดที่ลงพื้นที่ และจะทำให้เขารักผมได้ ผ่านความจริงใจที่มองตาถึงตา

จริงๆ ที่ผมลงพื้นที่ บรรยากาศไม่ได้แย่ จะมีภาพ เช่น หากพูดตรงๆ ว่า อนค.มีเจตนารมณ์ต่อต้านรัฐประหาร นี่คือจุดยืนของพรรค ต่อต้านอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ถ้าพูดออกไปตรงๆ แบบนี้ประชาชนบางคนรับไม่ได้ บางคนตาขวางใส่ เข้าใจลำบากมาก คำว่า “รัฐประหาร” พูดไม่ได้เลยเป็นคำที่ยากในการลงพื้นที่หาเสียง ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนคำพูดกับประชาชนใหม่ว่า อนค.มีจุดยืนคือลดอำนาจทหาร หรือพูดชัดเจนไปเลยว่าพรรคของผมไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดตรงๆ แบบนี้ประชาชนก็จะร้องอ๋อเลย จะเข้าใจง่ายกว่าการที่อยู่ๆ ผมไปบอกว่าพรรคของผมต่อต้านรัฐประหาร

แต่ถ้าเจอประชาชนที่เป็นคนรุ่นใหม่ จะเข้าใจได้ง่ายเลย ถ้าพูดว่า อนค.มีจุดยืนต่อต้านรัฐประหาร การลงพื้นที่หาเสียง ส.ส.ของผมต้องเจาะและเลือกกลุ่มให้ดี หลังจากมีการปลดล็อกการเมืองได้เริ่มลงพื้นที่หาเสียงทันที ในแต่ละพื้นที่ที่ไปประชาชนจะมีอารมณ์และความต้องการที่ต่างกัน เช่น ที่สวนลุมพินี ลักษณะของกลุ่มคนนี้จะเป็นลักษณะครอบครัว มีคนมาออกกำลังกาย เมื่อผมเข้าไปหาเสียงจะมีการถามถึงสิทธิเกี่ยวกับความเป็นครอบครัว เช่น การศึกษาของลูกๆ เขา เรื่องนี้ อนค.มีนโยบายแก้ไขปัญหาสนองในส่วนนี้แล้ว เพราะพื้นฐานของประชาชนทั้งประเทศในครอบครัวจะต้องมีเด็ก และประเทศจะพัฒนาไม่ได้ถ้าทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เด็กและเยาวชนไม่ดี อย่างพื้นที่สวนจตุจักร มีภาพให้เห็นชัดเจน พ่อค้าแม่ค้าจะบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี 4 ปีที่ผ่านมา แม้ผมจะลงพื้นที่เพียงระยะเวลาไม่มากก็ทำให้เริ่มเข้าใจว่าการเป็นผู้แทนประชาชน คือการต้องฟังประชาชนจริงๆ แล้วต้องกลับมาแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

•กังวลเรื่องคู่แข่งในเขตพื้นที่หรือไม่เพราะมีอดีต ส.ส.ที่เป็นแชมป์เก่าเป็นคู่แข่ง

ส.ส.ในเขตนี้เดิมคือนายอรรถวิทย์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และทราบมาว่าในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะมีผู้เข้าร่วมด้วยคือ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหาร พปชร. ผมพูดตรงๆ ว่าแม้จะเป็นมวยรอง เพราะเป็นคนหน้าใหม่ และพรรคก็ใหม่ แต่วันนี้เป็นมวยรองได้ขึ้นเวทีใหญ่ และหวังว่าความตั้งใจของผม จะทำให้ประชาชนเห็นว่าความใหม่ของผมต้องทำอะไรให้กับประชาชนและบ้านเมืองได้มากกว่าเดิม เพราะ อนค.ไม่มีกรอบที่จำกัด แต่ยอมรับว่า อนค.ต้องทำการบ้านหนักมากๆ ที่ผ่านมาทำงานกันหนักมาก เชื่อว่าน่าจะเกิดผลที่ดีบนเวทีการแข่งขันนี้

บทความก่อนหน้านี้อ่านมาราธอนคดี ‘ถวิล พึ่งมา’ อดีตอธิการสจล.-พวกทุจริต 689 ล. คาดจบ 2ทุ่มครึ่ง ลุ้น!
บทความถัดไปพรรคประชาชาติสงขลา วางตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ครบ 8 เขต คาดล้มแชมป์เก่า ปชป.ได้