หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการและกรรมการสิทธิมนุษยชนกรณีที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มองว่าเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองยื่นเรื่องต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ตรวจสอบและยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลและ คสช. เปรียบเหมือนการชักศึกเข้าบ้าน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ
ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
มันเป็นเรื่องปกติอย่างหนึ่งคือต่างประเทศหรือองค์กรต่างประเทศเขาจับตาดูสถานการณ์ในประเทศอยู่แล้ว ไม่ใช่เพียงประเทศไทยเท่านั้น แต่รวมถึงอีกหลายประเทศที่มีลักษณะรูปแบบการปกครองที่แตกต่างไปจากระบอบประชาธิปไตย อาจจะเป็นเพราะว่าคณะคนที่ไปยื่นเห็นว่าองค์กรต่างประเทศไม่ดำเนินการอะไรกับการท้าทายสิทธิส่วนบุคคล หรือสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น แต่เห็นกรรมการสิทธิฯมีแถลงการณ์ออกมาแล้ว มองว่าเป็นการแจ้งเตือนการกระทำต่างๆ หากมีการซ้อมทรมาน ซึ่งเรายังไม่เห็นเรื่องการซ้อมทรมาน
เคยพูดว่าในภาวะปัจจุบัน มันไม่ใช่ภาวะการปกครองแบบปกติที่เป็นประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์ มันยังมีอำนาจที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งรัฐบาลเข้ามาตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้นมีอำนาจติดมาด้วย เพียงแต่ว่าเขาจะใช้อำนาจนี้ไปแบบพร่ำเพรื่อหรือไม่ ส่วนตัวมองว่ายังไม่พร่ำเพรื่อ ส่วนใหญ่ใช้ในกรณีหรือสิ่งที่ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งระเบียบราชการปกติไม่สามารถทำได้ นายกฯจะใช้อำนาจตาม ม.44 แต่ใช้ไปในการดำเนินการจับกุมนั้นไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ส่วนกรณีที่มีการออกกฎ แล้วมีผู้ละเมิด รัฐก็ต้องดำเนินการ
ส่วนการจับกุม น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ มารดาของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ในข้อหามาตรา 112 เป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ในศาล ช่วงนี้เป็นช่วงภาวะที่เสี่ยง มีหลายคนโดนมาแล้ว ถ้าทำซ้ำ แล้วยิ่งมีการตรวจสอบการใช้สื่อใช้โซเชียลมีเดียก็ต้องระวังตัวเอง
สถานการณ์ช่วงนี้ว่าเป็นช่วงที่คนออกมาเคลื่อนไหวให้เห็นสัญญาณว่าฉันยังมีตัวตน มีฝักมีฝ่าย เพราะห้ามวิพากษ์โจมตี หรือเชียร์ จึงออกมาแสดงความเคลื่อนไหว ซึ่ง กกต. ก็ชัดเจนว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ต้องดูตามกรอบ
วัส ติงสมิตร
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.)
ภายในสัปดาห์หน้า เรื่องที่เหล่านักวิชาการเดินทางไปร้องกับยูเอ็น เราคงได้คำตอบ เนื่องจากขณะนี้เราก็มีการหารือกันบางส่วน แต่ติดวันหยุด เมื่อเปิดทำการเราจะหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณา โดยแนวทางของเราในระหว่างนี้ที่ยังไม่มีการตรวจสอบ ในการหยิบยกเราอาจจะมีการออกแถลงการณ์ทำให้เป็นข่าวแจก เนื่องจากยังไม่ได้ไปตรวจสอบ แต่หากมีการตรวจสอบแล้วเราคงออกมาเป็นรายงาน อย่างไรก็ดี หากออกมาเป็นรายงานการตรวจสอบก็อาจจะใช้เวลานาน เพื่อจะได้ข้อเท็จจริงที่ยุติก่อน ส่วนระยะเวลาที่ใช้ ตอบไม่ได้นานเท่าไหร่ แต่บางเรื่องก็ต้องใช้เวลาเร็ว ในอดีตเรื่องช้าเนื่องจากบางเรื่อง กสม.บางคนมีเรื่องร้องเรียนทำให้ผลงานที่ออกมาล่าช้าไป ในกรรมการชุดนี้เราพยายามเกลี่ยงาน
โดยหากเป็นเรื่องเฉพาะหน้าอาจจะมีการพิจารณาเฉพาะกิจขึ้นมาได้ และเราพยายามทำเรื่องให้เสร็จเร็ว คิดว่าอีกระยะหนึ่งเราจะปรับรูปแบบการทำงานเข้าที่เข้าทาง รู้ผลเร็วขึ้น โดยในอนาคตเราอาจจะมีการใช้ระบบเสียงข้างมากพิจารณาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย เพราะอาจมีบางครั้งมีความเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งตรงนี้จะทำให้ได้ข้อสรุปเร็วขึ้นและดีขึ้น
เรื่องที่นักวิชาการไปยื่นร้องยูเอ็นเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวเนื่องกันอยู่ แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่แน่และบอกอะไรมากไม่ได้ เพราะยังไม่ทราบมติที่ประชุม ทั้งนี้อย่างที่ระบุคือ การออกแถลงการณ์อะไรออกไปก็ต้องได้ข้อยุติ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ข้อยุติขั้นสุดท้าย
อนุสรณ์ อุณโณ
คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์
ที่เราไปหารือแนวทางจะมี 2 ส่วน คือ 1.สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย รวมถึงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็หยิบยกประเด็นของการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ให้เป็นประเด็นที่ขับเคลื่อนหรือดูแลโดยสำนักงานใหญ่ที่เจนีวา ด้วยความเชื่อว่า เมื่อยกระดับของการดูแลไปสู่สำนักงานใหญ่ จะสามารถเพิ่มระดับและช่องทางในการกดดันให้ตัวแทนของไทยต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่ได้ลงสัตยาบันเอาไว้ในข้อตกลงต่างๆ กับยูเอ็น 2.ในแง่ของการยกระดับการหารือหรือพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ผ่านมายูเอ็นคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐ
โดยเฉพาะในส่วนของทหารอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าคุยในระดับปฏิบัติการ ในแง่หนึ่ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการได้รับคำสั่งมา จึงไม่สามารถที่จะดำเนินการอะไรตามข้อเรียกร้องของยูเอ็นได้ อีกอันคือประเทศอยู่ภายใต้สถานการณ์พิเศษ ไม่สามารถปฏับัติตามข้อที่ได้ลงนามกับยูเอ็นได้ครบถ้วนสมบูรณ์

สิ่งที่ทางยูเอ็นจะทำคือ ยกระดับการพูดคุยไปสู่ระดับที่ใกล้เคียงกับนโยบายมากขึ้น จะคุยกับคนในระดับที่ปรึกษาของรัฐมนตรีหรือของคนที่มีอำนาจใน คสช. รวมถึงคนใน คสช.เอง เช่น โฆษกรัฐบาล โฆษก คสช. มาหารือกัน และนอกเหนือไปจากเจ้าหน้าที่ในระดับสูงขึ้นไปแล้ว ก็จะให้ตัวแทนของเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองมีร่วมในการคุยด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนรวมถึงนักวิชาการยังไม่มีโอกาสเข้าหาและกำหนดรูปแบบและประเด็นการพูดคุยกับรัฐบาล คสช. ที่ผ่านมาประชาชนรวมถึงนักวิชาการจะตกอยู่ในฐานะถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติหรือให้ข้อมูล
อยู่ในฝ่ายเสียเปรียบที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่สามารถเรียกร้องได้ ในแง่นี้มองว่า กระทั่งพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนพูดคุยบนฐานของข้อมูล ด้วยเหตุผล และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มันเสมอหน้ากัน ซึ่งยูเอ็นเป็นทั้งฝ่ายที่เอื้อให้เกิดเวที และเป็น 1 ในปาร์ตี้ร่วมคุยด้วย นี่เป็นข้อตกลงเบื้องต้นที่ได้เข้าไปคุยกับยูเอ็น
ที่ พล.ต.สรรเสริญ บอกว่า เครือข่ายไม่มีข้อมูล คงไม่ใช่เพราะมีการละเมิดหลายกรณีด้วยกัน ถึงแม้ว่าทาง คสช. แถลงว่าไม่ได้ทำ แต่สุดท้ายคนที่ออกมาแถลงก็หลบหนีหายไปแล้ว ซึ่งอาจเป็นดัชนีชี้วัดประการหนึ่งว่า คสช.ได้ทำตามนั้นจริงหรือไม่
อีกอันคือ มีองค์กรหรือหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอ็นจีโอที่ทำงานด้านสิทธิได้เก็บรวบรวมข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบค่อนข้างดี มีหลายองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่มีเคสต่างๆ ทางการเมืองโดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร (22 พ.ค.2557) เป็นต้นมา มีการละเมิดสิทธิในลักษณะใดบ้าง พล.ต.สรรเสริญควรที่จะไปสำรวจดูหรือศึกษาดูว่าข้อมูลที่หน่วยงานภายนอกรวบรวมและเก็บไว้อย่างเป็นระบบ มันชี้ให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิ การข่มขู่ คุกคาม จับกุม คุมขัง หรือแม้กระทั่งการทรมานเกิดขึ้นอย่างไร
อีกข้อที่ พล.ต.สรรเสริญกล่าวหาว่าเราเอาหลายเรื่องมาปนกัน จริงๆ แล้วเราไม่ได้เอาหลายเรื่องมาปนกัน แต่มันชี้ให้เห็นพัฒนาการหรือการคลี่คลายตัว ว่าการละเมิดสิทธิหรือการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยที่สืบเนื่องมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร มีการพัฒนา คลี่คลายปมมาตามลำดับ ตอนแรกสุดอาจจะอยู่ในกลุ่มของคนที่มีความคับแค้น ขุ่นเคือง หรือไม่พอใจการรัฐประหาร ก็จะเป็นแบบหนึ่ง ขณะที่ปัจจุบันมีเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ ฉะนั้น ประเด็นค่อนข้างกว้างขวางมากขึ้น ซึ่ง พ.ร.บ.ประชามติก็เป็นส่วนหนึ่งของกลไกทางกฎหมายที่ คสช.หรือรัฐบาลใช้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะ

