เป็นอีกนัยยะที่ย่อมส่งผลต่อทางการเมือง ภายหลังที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 22/2559 เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นการ
ชั่วคราวในกรณีที่มีการยุบสภาท้องถิ่น ระบุว่า โดยที่การยุบสภาท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
ได้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการสั่งยุบสภาสำหรับสภาตำบลหรือมีอำนาจเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อสั่งยุบสภา
สำหรับสภาท้องถิ่นอื่นตามที่ได้มีออกคำสั่งไปก่อนหน้านี้นั้น ให้คำสั่งเดิมสิ้นผล และเพื่อให้การยุบสภาท้องถิ่นให้มีความเป็นกลางและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการ
ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน อันจะทำให้การบริหารงานของ อปท.สามารถตอบสนองความต้องการ
จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ออกคำสั่งใหม่จำนวน 11 ข้อ เนื้อหาโดยสรุปว่ากรณีมีการยุบสภาท้องถิ่นของ
อปท. ยกเว้นกรุงเทพมหานคร ให้มีคณะกรรมการสรรหาทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นในกรณีที่มีการยุบสภาท้องถิ่น
คณะกรรมการประกอบด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
เป็นรองประธาน อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
เป็นกรรมการ
ให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นกรรมการและเลขานุการ และข้าราชการในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นซึ่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแต่งตั้งสอง
คนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ โดยให้ผู้ว่าฯนั้นเสนอรายชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติตาม เป็นจำนวนสามเท่าของสมาชิกสภาท้องถิ่นที่จะสรรหา ให้เสนอรายชื่อต่อคณะกรรมการสรรหา
ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบสภาท้องถิ่น
ทั้งนี้ผู้ว่าฯ สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการตามที่เห็นสมควรเพื่อช่วยดำเนินการก็ได้ โดยบุคคลที่จะถูกคัดเลือกจะต้องอยู่ในเขตพื้นที่ของ อปท.ที่มีการยุบสภาท้องถิ่น
จากนั้นส่งชื่อให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาภายใน 30 วัน หลังจากได้รับรายชื่อจากผู้ว่าฯ
อีกทั้งในกรณีที่ตรวจสอบพบว่า สมาชิกสภาท้องถิ่นผู้ใดทุจริตต่อหน้าที่หรือหากให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะเกิดความเสียหายต่อทางราชการหรือท้องถิ่น ให้หัวหน้า คสช.มีอำนาจสั่ง
ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งได้
หากจะวิเคราะห์ถึงคำสั่งการตั้งคณะกรรมการสรรหาสภาท้องถิ่นกรณีมีการยุบสภาท้องถิ่น ตามคำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ 22/2559
จะมีผลอย่างไรต่อทางการเมืองหรือไม่นั้น ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
วิเคราะห์ว่า หลังจากที่มีการยุบสภาและให้มีการสรรหาตามประกาศ คสช.ที่ 85/2557 ซึ่งกระบวนการตามประกาศดังกล่าวได้กำหนดให้มีคณะ
กรรมการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นของแต่ละจังหวัดซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ
กรณีเช่นนี้ทำให้การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มองว่ามันตลกดี
เพราะใช้มาเกือบ 2 ปี เพิ่งมารู้ตัวว่าไม่ตรงตามหลักธรรมาภิบาล
เพราะฉะนั้นหากตีความตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2559 จึงเป็นเอาอำนาจการสรรหารวบไปที่ส่วนกลาง แล้วให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับสมัคร เสนอรายชื่อ ภายใน
15 วันนับจากยุบสภา โดยคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้และความสามารถด้านการบริหารงานท้องถิ่น การคลังท้องถิ่น การศึกษาท้องถิ่น การอนามัยและสาธารณสุข กฎหมาย
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น โยธาธิการ ผังเมือง หรือโครงสร้างพื้นฐาน
หรือด้านอื่นตามที่คณะกรรมการสรรหาเห็นสมควร โดยอย่างน้อยสองในสามของจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่นทั้งหมด
ต้องเป็นข้าราชการหรือเคยเป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับชำนาญการพิเศษ หรือระดับ 8 หรือเทียบเท่าขึ้นไป
ทั้งนี้ให้คำนึงถึงพฤติกรรม คุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความเป็นกลางทางการเมืองเป็นที่ประจักษ์ ของผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกด้วย
นอกจากนี้ตามคำสั่งดังกล่าว ได้เปลี่ยนคณะกรรมการสรรหาใหม่ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้าน
พัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นรองประธาน อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นกรรมการ และให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นกรรมการและเลขานุการ
เมื่อคณะกรรมการสรรหาได้รับรายชื่อบุคคลให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายชื่อจากผู้ว่าราชการจังหวัด (ของเดิม 15 วัน)
โดยสรุปแล้วทำให้ระยะเวลาในการสรรหายาวขึ้น
ทั้งนี้ประเด็นเกี่ยวกับการบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น อ.อลงกรณ์อธิบายว่า ตั้งแต่มีประกาศ หรือคำสั่ง คสช.ฉบับใดๆ ก็ตามออกมาบังคับใช้ ให้พูดง่ายๆ ว่าการที่ไป
ระงับการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งยังไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ล้วนขัดกับหลักกระจายอำนาจมาตั้งแต่ต้นแล้ว
เพราะการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงผู้อำนวยการส่วนราชการต่างๆ เป็นกรรมการสรรหา ให้ 2 ในสภาของสภาท้องถิ่นต้องมาจากข้าราชการระดับ
ซี 8 ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าหลายๆ อำเภอข้าราชการซี 8 มีไม่ถึง 2 ใน 3 ของสภา ยกตัวอย่าง เช่น อบต.ต้องมีสภาท้องถิ่น 10 คน ซึ่ง 2 ใน 3 ของสภา อย่างน้อยต้อง
6 คน ดังนั้นอยากถามว่าในตำบลนั้นจะมีข้าราชการ
ซี 8 ถึง 6 คนได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นแนวทางที่จะเป็นไปได้ คือ ต้องเอาคนนอกพื้นที่ไปนั่งในสภาท้องถิ่นนั้นๆ เป็นการเพิ่มอำนาจให้กับข้าราชการประจำไปอีก อยากถามว่าคนนอกพื้นที่จะไปรู้เรื่อง
ในท้องถิ่นได้อย่างไร ไม่รู้ปัญหาในท้องถิ่นนั้นๆ มากไปกว่านั้นยังมีงานประจำที่ต้องทำ จึงไม่เวลาในท้องถิ่น ดังนั้นจึงมีแต่ข้อเสีย ให้พูดตรงๆ เป็นการเอาข้าราชการไปเพิ่มตำแหน่ง และเพิ่มเงินเดือนเท่านั้นเอง
ขณะเดียวกันประกาศ หรือคำสั่ง คสช.ที่ไม่ได้ส่งเสริมหลักการกระจายอำนาจเลย มิหนำซ้ำทำให้ประชาชนขาดการมีส่วนร่วม ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเรียกร้องอะไร
ได้ ซึ่งประเด็นตรงนี้ต้องเข้าใจว่าคนที่มาจากการเลือกตั้งกับคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในท้องถิ่น จะมีความต่างกัน
นั่นเป็นเพราะคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องฟังประชาชน ไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องหาเสียง ฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนจึงขาดหายไป ในเมื่อพวกเขาเป็นข้าราชการประจำก็ไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับประชาชน
ประกอบกับบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีทั้ง พ.ร.บ.ชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ มีทั้งประกาศ คสช.อะไรต่างๆ ในเมื่อมีบรรยากาศเช่นนี้ประชาชนจึงเรียกร้องอะไรไม่ได้
เพราะฉะนั้นช่วงนี้ทำให้เกิดสภาวะเกียร์ว่างของท้องถิ่นเลยต้องทำเฉพาะแค่งานประจำ ไม่อยากให้เกิดความเสี่ยงในความผิดพลาดและอาจถูกลงโทษจากผู้มีอำนาจได้
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดโครงการต่างๆ ซ้ำร้ายจะทำให้เกิดช่องว่างให้ท้องถิ่นไม่เกิดการพัฒนา สภาพของบุคลากรในท้องถิ่นจึงเปรียบเสมือนอยู่ไปวันๆ เพื่อรอให้มีการเลือกตั้ง
จากนี้จึงน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่ากลไกการขับเคลื่อนงานด้านท้องถิ่นตามคำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ 22/2559 จะมีนัยยะและส่งผลต่อทางการเมืองมากน้อยเพียงใด

