สืบเนื่องกรณี ศ.พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในฐานะกรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวในงานเสวนาปฏิรูปประเทศที่ จ.เชียงใหม่ สนับสนุนรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ดีกว่าฉบับอื่นๆ และเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์โดยระบุว่า ถ้ารู้ว่าประชาธิปไตยมันจะเป็นแบบนี้จะไม่ทำ ปล่อยให้จอมพลถนอม กิตติขจร ปกครองต่อไปดีกว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา กระทั่งเกิดกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวาง
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาสตราจารย์ ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นว่า ตนไม่ได้ฟังทั้งหมด จึงลำบากที่จะวิจารณ์ เกรงจะไม่แฟร์ แต่ถ้าให้แสดงความเห็นกว้างๆ คิดว่า การที่คนมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์แล้ววิจารณ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นว่าไม่ถูกต้อง แล้วบอกว่าถ้ารู้อย่างนี้ไม่ร่วมนั้น ไม่ใช่แค่ 14 ตุลา แต่ทุกเหตุการณ์ ก็จะมี 2 กลุ่มเท่านั้นคือ มองกลับไปแล้วชอบกับไม่ชอบ จริงๆแล้วเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นั้นถึงเรามีส่วนร่วมกับมัน แต่ก็ไม่ใช่เจ้าของประวัติศาสตร์ คนที่เคยร่วม อ้างไม่ได้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ ตนจะไม่เข้าร่วม เพราะคุณไม่ใช่เจ้าของประวัติศาสต์ ไม่ใช่คุณคนเดียวที่ทำให้เกิด14 ตุลา
“ถึงคุณไม่ร่วมมันก็เกิด ไม่มีประโยชน์ที่จะมาอ้างตอนนี้ว่า ถ้ารู้อย่างนี้ไม่เข้า เพราะประวัติศาสตร์เกิดไปแล้ว และเป็นผลรวมของคนจำนวนมากที่สร้างเหตุการณ์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันหนึ่งซึ่งจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น เลวลง หรือเสมอตัวก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับคนที่เข้าร่วมแม้แต่นิดเดียว เพราฉะนั้นคนที่เข้าร่วม นาย ก .นาย ข. นาย ค. ไม่ใช่คนสร้างประวัติศาสตร์ทั้งนั้น คุณเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในอีกหลายปัจจัยทั้งนอกและในประเทศ
ยิ่งเวลาผ่านพ้นแล้วมองกลับไป ทุกคนควรถอยห่างออกมา ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ไม่ควรมาบอกว่ารู้อย่างนี้ไม่เข้าร่วม แล้วหวังว่าเรื่องราวจะดีขึ้น ไม่มีทาง เพราะมันมีเหตุผลประกอบที่ทำให้เกิด”
ศาสตราจารย์ ดร. ธเนศ ระบุด้วยว่า ส่วนคำกล่าวที่ว่า การปล่อยให้จอมพลถนอมปกครองประเทศต่อไป แม้มีอะไรไม่ดี แต่ความเลวร้ายของระบบเลือกตั้งที่ได้มาเวลร้ายกว่านั้น ส่วนตัว ไม่เห็นด้วย เพราะถึงจะปล่อยให้จอมพลถนอมปกครองต่อไป ถนอมก็อยู่ต่อไม่ได้ จะไปฝืนกระแสให้ถนอมไม่ถูกโค่นล้มไม่ได้ เว้นแต่คุณเป็นพระอินทร์ พระนารายณ์ หรือหิรันตยักษ์ม้วนโลก ไม่มีประวัติศาสตร์ในโลกไหน ที่เกิดขึ้นตามใจของคนแค่ 1 หรือ 2 คน ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ตาม ขนาดพระเจ้าซาร์ก็ยังเอาไม่อยู่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็เอาไม่อยู่ ทำไมไม่มีคนไปคิดไปช่วย เพราะไม่มีใครช่วยได้
“การออกมาพูดตอนนี้เพื่อจะบอกว่า คนจะเลือกตั้งคือคนหลงผิด โยงกลับไปเพื่อจะบอกว่าการเลือกตั้งต้องทำในแบบที่พวกเขากำลังทำ ไม่ต้องไปเลือกในแบบที่ทุกคนจะเลือกนะ มันล้มเหลง แต่ต้องเลือกแบบที่คุณจะควบคุมการเลือกตั้งให้อยู่ในกรอบซึ่งได้มาตามที่ต้องการ แล้วจะไปตามยุทธศาสตร์ 20 ปี บ้านเมืองจึงเรียบร้อย
ระบบเลือกตั้งที่ว่าไม่ดีนั้น การเลือกตั้งที่มีความหมาย ไม่ใช่ว่าเลือกแล้วได้ใคร แม้การเลือกก็คือเลือกให้ได้ใครก็ตาม แต่ความหมายจริงๆของมันไม่ใช่แค่นั้น ความหมายที่แท้จริงของการเลือกตั้งที่เรารู้จักในปัจจุบัน คือการที่คนซึ่งไม่มีอำนาจสามารถแสดงความรู้สึกของการเป็นเจ้าของระบบการปกครอง การออกไปกากบาทเลือกใคร ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตามต้องการ แต่อย่างน้อยที่สุดคือ ยอมให้คุณไปกา นี่คือมิติทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่มาก เพราะในช่วงเวลาหลายพันปีของมนุษย์ ไม่มีใครทำได้ แต่เดี๋ยวนี้ทุกประเทศในโลกต้องยอมให้คนธรรมดา คนที่ไม่มีอะไร ใช้ปากกาขีดเครื่องหมาย ทำให้เขารู้สึกว่ามีส่วนตัดสินการปกครองของตัวเองได้ เท่านี้คือใหญ่โตมาก แต่ปัญหาที่ว่าเลือกแล้วได้คนห่วย เป็นเรื่องของแต่ละประเทศที่มีความเป็นมาไม่เหมือนกัน อย่างอเมริกา เลือกจนตายก็จะไม่เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเป็นสังคมที่คนส่วนใหญ่ค่อนข้างเท่าเทียมกัน ทรัพยากรถึงกัน การศึกษาก็เกลี่ยๆไป จึงมั่วแบบเราไมได้ บ้านเรามีคนไม่กี่กลุ่มที่มีอำนาจจริงๆ แล้วใช้อำนาจนอกระบบ มีปืน มีเงินมากกว่าคนอื่น มีของพิเศษแบบนี้ ทำให้ระบบบิดเบือนไปตลอดเวลา ไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง
“คนที่กลัว คือกลัวที่ว่า ทำไมให้คนที่ไม่มีอะไรมาตัดสินเขา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเลือกแล้วได้คนดีคนเลว แต่ต้องได้เลือก ส่วนตัวไม่ห่วงว่าเลือกแล้วจะได้ใคร การให้คนธรรมดาที่สุดบอกได้ว่าเขาต้องการใคร ก็จบ ถามว่าทำไมไม่อยากให้เขาเลือก”
ในตอนท้าย ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ กล่าวย้ำว่า
“บรรดาผู้นำนักศึกษาสมัย 14 ตุลา 16 ที่เห็นๆหน้ากันอยู่ตอนนี้ ขอให้เลิกอ้าง 14 ตุลาสักที เพราะ14 ตุลา เป็นของคนจำนวนมาก ไม่ใช่ของผู้นำ 5คน 10 คน เลิกพูดสักทีว่าคุณเป็นคนทำ คุณไม่ใช่คนทำ แม้แต่เรื่องความจำ ยังจำผิดเลย แสดงว่าไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของตัวเอง แต่เป็นของสังคม ฝากขีดเส้นใต้ตรงนี้ด้วย”

