เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการแชร์ภาพรถตุ๊กตุ๊กคันหนึ่ง ติดป้าย “รับเงินหมา กาเพื่อไทย” ทำให้มีการเผยแพร่กันอย่างหนักหน่วงในโลกออนไลน์
หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการเปิดใจว่า รถตุ๊กตุ๊กคันนั้น ติดป้ายนี้ด้วยตัวเอง เพราะ “อึดอัด”
ในขณะที่กำลังร้อนๆ ก็มีคนไปสัมภาษณ์ลุงป้อมว่าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลุงก็เลยโยนให้ไปถาม กกต. ว่า ผิดหรือไม่ หลังจากนั้น กกต. ก็ตอบว่า ถ้าใครเสียหายให้ฟ้องอาญาเอาเอง
ก่อนหน้านี้ก็มีคลิปคนขายลอตเตอรี่ ได้แสดงออกถึงความไม่ชอบมาพากลของการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ต้องพ่วงไปกับการสมัครสมาชิกพรรค ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถรับบัตรมาได้
มีผู้ออกมาแสดงความเห็นว่า ทั้งสองคนนี้เป็น “คนธรรมดา” ที่กล้า “ตั้งคำถาม” ต่อพฤติกรรมของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นภาครัฐที่ “ถือปืน”
และนี่คือปรากฏการณ์ที่น่าติดตาม เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่คนตัวเล็กๆ ไม่ถอยหนี แต่กล้ายืนเด่นโดยท้าทาย การตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจในประเทศที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า
หรือนี่คือจุดหักเหที่สำคัญของประชาธิปไตยในบ้านเมืองเรา
……
นอกจากการต่อสู้ของ “คนธรรมดา” แล้ว อยากจะวิเคราะห์วลีนี้จริงๆ จังๆ ในเรื่องของพฤติกรรมการเลือกตั้งของไทย
เพราะจริง ๆ แล้ว วลี “รับเงินหมา กาเพื่อไทย” ไม่ได้เพิ่งเกิดมาใน พ.ศ. นี้ แต่เป็นวลีที่พูดกันติดปากมาตั้งแต่การเลือกตั้งในปี พ.ศ.2554 ซึ่งเป็นปีที่เล่ากันว่า มีการหว่านเงินอย่างมโหฬารในหลายภูมิภาคของประเทศไทย แต่แล้วผลก็คือ “พลิคล็อก” พรรคที่กว้านซื้อเสียงไปมากมายต้องผิดหวังพอๆ กับจำนวนเงินที่หว่านลงไป
ภายใต้สถานการณ์นั้น นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ฯลฯ หลายคนได้ลงมือทำวิจัย และอธิบายว่า พฤติกรรมการเลือกตั้งของเมืองไทยในยุคปัจจุบันมีความแตกต่างจากการเลือกตั้งในยุคสมัยก่อนหน้านั้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจลงคะแนนเสียง
การซื้อเสียงไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดให้กับพฤติกรรมการเลือกตั้ง ความคิดที่ว่า คนไทยเป็นคนกตัญญูรู้คุณ เมื่อรับเงินใครมาก็ต้องรับแล้วไปเลือกให้เขา ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
ชาวบ้านจะรับเงินจากทุกพรรค ให้มาก็รับ เงินนะคุณ ไม่ใช่ใบไม้ ….
แต่รับมาแล้ว เขาไม่ได้เลือกไง
ตรรกะในการตัดสินใจของชาวบ้านไม่ได้มาจากเรื่องบาป บุญ ใสๆ ซื่อๆ แบบนางเอกหนังไทยสมัยโบราณ แต่มาจากการพิจารณา และคำนวณอย่างมีเหตุผลว่า ใครเป็นคนที่พึ่งพาได้ ใครมีนโยบายที่ปฏิบัติได้ ใครลงพื้นที่สม่ำเสมอ มีอะไรก็ไปหาได้ ไปถึงกับการดูว่า ใครที่ให้โอกาส ให้ศักยภาพ ไม่ใช่ว่ามาถึงก็แจกเงินพึ่บๆ
แต่ก็ยังมีหลายคนที่เชื่อว่า “การให้เงินอย่างเดียว” คือปัจจัยชี้ขาด ด้วยเหตุนี้จึงมีการ “แจกเงิน” ผ่านโครงการของรัฐบ้าง ผ่านกลไกของรัฐบ้าง ผ่านหัวคะแนนบ้าง
ทั้งๆ ที่งวดที่แล้วก็เห็นกันอยู่ว่า มันไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ดี มีผู้เชี่ยวชาญกล่าวไว้ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้วว่า การหาเสียงของเมืองไทยขับเคลื่อนไปยัง “การเมืองเชิงนโยบาย” ที่พรรคเพื่อไทย-พลังประชาชน-ไทยรักไทย ได้สร้างไว้เมื่อสองทศวรรษก่อน
ทำให้หลายๆ พรรคพยายามขยับมาเล่น “การเมืองเชิงนโยบาย” กับเขาบ้าง
แต่ทำอย่างไรก็สู้ต้นตำรับเขาไม่ได้
เพราะ
“การเมืองเชิงนโยบาย” ของเจ้าสำนัก ไม่ใช่แค่การเขียน “สิ่งที่จะทำหลังเลือกตั้ง” ไว้ ให้หรู ๆ บนคัตเอาต์
“การเมืองเชิงนโยบาย” ของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้บอกแค่ว่า “พรรคการเมืองจะทำอย่างไรหลังการเลือกตั้ง”
“การเมืองเชิงนโยบาย” ไม่ได้เป็นเรื่องบอกว่า “ผมจะแจกให้มากกว่าคนเก่า”
แต่ “การเมืองเชิงนโยบาย” เป็นการเมืองที่ขายอะไรมากกว่า Product หรือ สิ่งที่สัญญาว่าจะให้
“การเมืองเชิงนโยบาย” เป็นการเมืองที่ขายสิ่งที่มากกว่าสิ่งที่สัญญาว่าจะให้ เทียบง่ายๆ ก็คือ ต้องมียี่ห้อ มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีตัวตนของเราอยู่ในนั้น และนี่คือสิ่งที่ติดตราตรึงใจ และยากที่จะดึงออกไปจากตัวคน
หากเปรียบเทียบการหาเสียงในปัจจุบัน มันก็เหมือนกับบริษัทต่างๆ ที่แข่งกันขายยาสีฟัน พรรคอื่นๆ ตั้งใจมาขายครีมที่อยู่ในหลอดที่เอาไว้สีฟัน สัญญาว่า ถ้าใช้ครีมนี้คู่กับยาสีฟันแล้วฟันจะสะอาด
ยาสีฟันไหนๆ ก็มีหน้าที่คือทำให้ฟันสะอาด ซึ่งมันเชยไปแล้ว แต่หากเพื่อไทยขายยาสีฟัน เขาอาจจะขายยาสีฟันหลอดนี้ว่าคนใช้ยาสีฟันนี้ “มีความรับผิดชอบต่อสังคม”
“การเมืองเชิงนโยบาย” ของพรรคเพื่อไทย จึงมักจะไปไกลกว่าคำว่า นโยบาย โดยการเล่นกับความรู้สึก และการพยายามเข้าไปนั่งในใจคน
นโยบายต่างๆ ของพรรคเพื่อไทย ที่ไม่ได้สัญญาว่าจะ “ให้” เท่านั้น แต่นโยบายของพรรคช่วย “สร้างศักยภาพของคน ” เช่น โครงการ 30 บาท ที่ทำให้ชาวบ้านธรรมดา ๆ รู้จักถึง “สิทธิ” เท่านั้น และเปลี่ยนสถานภาพจาก “คนขอ” เป็น “ผู้ได้สิทธิ”
นอกจากนี้ การลงพื้นที่ของหัวหน้าพรรค โดยการเข้าไปนั่งในพื้นที่จริงๆ คุยกับประชาชนจริงๆ นอกจากจะได้รับข้อมูลจริงๆ จากปากประชาชนแล้ว ยังทำให้ภาพที่เคยไปนั่งตรงนั้น มันตราตรึง และกลายเป็นเรื่องเล่า
แม้กระทั่งวันนี้ เวลาไปต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสาน เดินๆ คุยกันไป จะมีคนชี้ให้ดูว่า ท่านนายกฯ เคยมานั่งตรงนี้ มานอนตรงนี้ มากินข้าวตรงนี้
เขามาสัมผัสกับคน ไม่ได้มาสัมผัสกับข้าราชการ หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คนใหญ่คนโตที่มาต้อนรับ ตรงนี้ที่มันหลุดออกไปไม่ง่าย
…..
พรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งกับพรรคเพื่อไทย จึงต้องมองตรงนี้ให้ขาดเพื่อไม่ให้เป็น “หมา” ที่ไปแจกเงิน

