การเมืองเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ในวันที่ 2 ม.ค. 2562 จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง
เห็นได้ชัดเจนว่า จะเป็นการต่อสู้ระหว่าง พรรคเพื่อไทย ในฐานะแชมป์เก่า กับพรรคพลังประชารัฐ พรรคน้องใหม่ไฟแรง ที่ตั้งไม่กี่วันก็เติบโตแบบข้ามคืน
แต่รอบนี้น้องใหม่มาแรง เพราะมีแบ๊กอัพหนาแน่น เนื่องจากอยู่ในเครือข่ายของผู้ถืออำนาจรัฐในปัจจุบัน
เป็นเรื่องธรรมดา ที่พรรครัฐบาล จะต้องได้เปรียบจากกลไกของรัฐบาล และงบประมาณที่อัดฉีดลงไปในพื้นที่ต่างๆ ล้วนแต่มีความหมายในเชิงคะแนนเสียง
แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 เขียนบทเฉพาะกาลไว้เป็นพิเศษเหมือนกัน ผู้สมัคร ส.ส.เขตกับบัญชีรายชื่อ ใช้คนละเบอร์ แถมยังแบ่งโซนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบพิสดาร
วางหมากไว้ซับซ้อน แต่ประชาชนไม่งง ยังลงคะแนนเลือกเอาพรรคการเมืองเดิมที่ถูกล้มจากรัฐประหาร 2549 กลับเข้ามาใหม่
ต้องยอมรับว่า ประชาชนเจ้าของสิทธิเลือกตั้งปัจจุบันนี้ เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะในเรื่องความรับรู้
ที่เคยดูถูกเหยียดหยามว่า คนชนบท ไม่เข้าใจการเมือง ไม่มีปริญญา 5 ใบ 6 ใบ ใช้สิทธิไม่เป็น เลือกแต่พวกซื้อเสียง ก็น่าคิดว่า อาจจะถึงเวลาไปพิจารณาตัวเองอย่างจริงจังว่า ใครโง่กันแน่ ใครกันแน่ที่ไม่มีสติปัญญาพอจะทำให้ชาวบ้านเขายอมรับได้
และท่ามกลางกระแสการหาเสียงช่วงชิงคะแนนนิยมกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ส่งท้ายปี ด้วยการแถลงผลการสอบสวนคดีนาฬิกาหรู ของ พล.อ.ประวิตร
วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม
ป.ป.ช. ลงมติ 5 ต่อ 3 ว่านาฬิกาหรูทั้งหมดที่เกิดเป็นข่าว บิ๊กป้อมยืมจากนักธุรกิจชื่อดัง นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เพื่อนสนิทผู้ล่วงลับไป และคืนไปหมดแล้ว ส่วนแหวนเป็นของมารดา
ยังไม่มีมูลเพียงพอว่าบิ๊กป้อม จงใจยื่นบัญชีแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์ควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินนั้น
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่มีผู้ร้องว่า บิ๊กป้อมทำผิดมาตรา 128 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.โดยรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ทาง ป.ป.ช.ระบุว่า มีคณะทำงานอีกชุดตรวจสอบ ยังไม่มีผลออกมา
ผลที่ออกมาไม่น่าแปลกใจ แต่น่าเป็นห่วงว่า จะมีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคในขั้วของ คสช.อย่างไรหรือไม่
ที่ผ่านมามีเสียงวิจารณ์การทำงานขององค์กรอิสระ และตั้งข้อสงสัยต่างๆ มาตลอด
กรณีนาฬิกาหรู นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์องค์กรอิสระและรัฐบาลอย่างรุนแรงอีกครั้ง
แน่นอนว่าพรรคการเมืองต่างๆ ย่อมไม่รอช้าที่จะขยายผลเรื่องนี้ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ห้วงเวลาของการหาเสียงอย่างจริงจังหลังปีใหม่ 2562
และไม่กี่วันก่อนหน้านี้ “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ออกมาเขียนบทความ
“8 เหตุผลที่ผมไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไป”
เป็นเหตุการณ์ที่เขย่าวงการเมืองรุนแรงที่สุดในระยะนี้
แกนนำรัฐบาลออกมาตอบโต้แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า หม่อมอุ๋ยอาจเจ็บแค้นที่โดนปลดจาก รองนายกฯ เลยตามมาเอาคืน
แต่แกนนำรัฐบาลก็พลาด ที่ไม่ได้ชี้แจงให้ชัดเจนว่า หม่อมอุ๋ยพูดผิดตรงไหนบ้าง ซึ่งเป็นปมที่สำคัญมาก
และต่อมาวันที่ 27 ธ.ค. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี กล่าวกับนายกฯ ที่นำ ครม.และผู้นำ
เหล่าทัพเข้าอวยพรปีใหม่ ตอนหนึ่งว่า สิ่งสำคัญที่บ้านเมืองของเราไปได้ราบรื่นในการบริหารของนายกฯ และรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากเราเป็นมิตรกัน
นายกฯ รวมถึง พล.อ.ประวิตร เป็นมิตรกับตน ทั้งหมดเป็นมิตรกันถือเป็นสิ่งสำคัญ และคิดว่าหากนักการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นแก่ความเป็นมิตร ทุกอย่างจะไปได้ราบรื่นและสวยงาม โดยทุกคนเห็นต่างกันได้แต่ต้องเป็นมิตรกันก็จะดีมาก
ทั้งนี้ขอให้นายกฯ เห็นว่า แม้ฝ่ายค้านเห็นต่างก็เห็นต่างกันอย่างมิตร อย่าเห็นต่างเป็นศัตรูกัน ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์
“ขอให้นายกฯ จำคำนี้ไว้ว่า จะเห็นต่างกับฝ่ายค้านก็โอเค เพราะเห็นต่างกันอยู่แล้ว แต่ต้องเห็นต่างกันอย่างมิตร ผมอยากให้นายกฯทำเป็นตัวอย่างว่า ถึงผมเห็นต่างกับคุณ ผมก็เป็นเพื่อนกับคุณ คงจะทำให้ทุกอย่างราบรื่น ขอฝากนายกฯ อาจจะจำไปใช้ตามที่ผมพูดก็ได้ เพราะผมเคยใช้มาแล้วได้ผลดีมาก ทั้งนี้ขอชมเชยนายกฯ ที่บริหารประเทศมาด้วยความโลดโผน และความมุ่งมั่นที่ทำให้ชาติบ้านเมืองของเรามีความสงบสุข คนไทยจะได้หายยากจนไปบ้าง เป็นการกระทำที่ได้บุญ ได้กุศล และเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำประเทศ” พล.อ.เปรมกล่าว
พล.อ.เปรมกล่าวอีกว่า ขอให้บริหารประเทศด้วยความเป็นมิตรและด้วยความรักคนไทยทำอยู่ขณะนี้ จึงขอให้
ประสบความสำเร็จและปรากฏต่อสายตาคนไทยและชาวต่างประเทศตลอด
ในตอนท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ได้พูดคุยกับ พล.อ.เปรม พร้อมย้ำว่า “ผมก็อยากเป็นมิตรกับทุกคน และไม่เคยมองใครเป็นศัตรู วันนี้การเมืองเดินหน้าไปข้างหน้า และได้วางยุทธศาสตร์ชาติไว้ ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านก็เดินตามแนวทางดังกล่าว ในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร”
ปัญหาที่น่าจับตา ก็คือ การที่บุคคลที่เคยเป็นฝ่ายรัฐบาล สนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหารมาก่อน ในระยะหลัง ย้อนปลายหอกไปยังรัฐบาลมากขึ้น
คนที่ออกมาพูดถึงผลการบริหารงานของรัฐบาล ท่าทีของรัฐบาลต่อการปราบทุจริต คอร์รัปชั่น การใช้งบประมาณออกมาอัดฉีดประชาชนกลุ่มต่างๆ ไปจนถึงบุคลิกภาพการแสดงออกของผู้นำรัฐบาล กลับกลายเป็นบรรดาคนกันเองด้วยกันทั้งนั้น
ในภาพรวม ถือเป็นการถดถอย ที่รัฐบาลจะต้องหาทางแก้เกมโดยเร็ว
และทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นเกมการเมืองที่ซับซ้อนมากขึ้น

