ในที่สุด กรณีของ น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ ก็เคลื่อนไปใกล้กับอีก 2 กรณีทางการเมืองก่อนหน้านี้
นั่นก็คือ 1 กรณีขอนแก่นโมเดล
นั่นก็คือ 1 กรณีการลอบวางระเบิดอย่างอึกทึกครึกโครมบริเวณศาลท้าวมหาพรหม ราชประสงค์
ทำไม
กรณีขอนแก่นโมเดลปรากฏขึ้น 2 ครั้งต่างกรรม ต่างวาระ
ขอนแก่นโมเดล 1 เกิดขึ้นหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่นานนัก
อึกทึก ครึกโครม แล้วก็เงียบหายไป
ขอนแก่น โมเดล 2 เป็นความต่อเนื่องและอาศัยสถานการณ์ ช่วงเดือนธันวาคม 2558 เป็นประเด็น
จับกุม “ผู้ต้องหา” ได้จำนวนหนึ่ง
ส่วนหนึ่ง เป็นผู้ต้องหาอันเกี่ยวกับขอนแก่นโมเดล 1 ส่วนหนึ่งเป็นผู้ต้องหาที่เพิ่มมาใหม่
จุดสำคัญคือ ข้อมูลการติดต่อด้าน”โซเชียล มีเดีย”
จุดสำคัญอันก่อให้เกิดความสงสัยคือ ผู้ต้องหาคนหนึ่งซึ่งมีบทบาทในการติดต่อด้าน “โซเชียล มีเดีย” ยังถูกคุมขัง ณ เรือนจำขอนแก่น
เท่านี้แหละ “ฐานกำแพง”ขอนแก่น โมเดล 2 ก็พังครืน
แล้วกรณีการลอบวางระเบิด ณ ศาลท้าวมหาพรหม บริเวณแยกราช ประสงค์เล่าเป็นอย่างไร
เป็นเรื่องสัมพันธ์กับ “อุยกูร์”
มีมูลเชื้อจากความไม่พอใจที่ประเทศไทยส่งชาวอุยกูร์อพยพจำนวนหนึ่งให้จีนนำไปพิจารณาโทษและขังคุก
ตำรวจทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนได้อย่างยอดเยี่ยม
สามารถจับกุม “ผู้ต้องหา” ได้จำนวนหนึ่งทั้งที่เป็นอุยกูร์และมีพาดพิงถึง “คนไทย”
แต่พลันที่มีตัวละครชื่อ “อ๊อด” ปรากฏโดยโยงกับ”เสื้อแดง”
ความยอดเยี่ยมของสำนวนสอบสวนของตำรวจก็กลายเป็นตำหนิและถูกมองอย่างกังขา
กังขาเหมือนกรณีเสียง”จ้า”ของ น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ
ขอให้ย้อนกลับไปศึกษารายละเอียดคดีวางระเบิดราชประสงค์และคดีขอนแก่นโมเดล 2
จะสัมผัสได้ใน “ร่องรอย” แปลกแปร่ง
แปลกแปร่งจาก “สมองก้อนโต” ของทีมกฎหมาย คสช. แปลกแปร่งจาก “ปัญญาประดิษฐ์”ของนายตำรวจใหญ่บางคน
ไม่ว่าคดี”ราชประสงค์” ไม่ว่าคดี”ขอนแก่นโมเดล”ล้วนมาจากทีมนี้ ทีมที่ดำเนินการในกรณีขยายผลการจับกุม น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ ด้วยมาตรา 112
ทุกอย่างก็จะเจิด”จ้า”ขึ้นมาโดยพลัน

