ย้วนวลีเด็ด ‘คีย์แมน’ การเมืองปี’61

30.12.18 | 22:24 น.

ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา “บิ๊กเนม” ผู้ที่มีบทบาททางการเมืองระดับประเทศ มีวลีเด็ดมากมายเป็นที่จดจำของประชาชน ซ่อนนัยยะและส่งสัญญาณทางการเมืองได้ไม่น้อย ที่บรรดาสื่อต่างๆ หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นพาดหัวข่าว

 

‘ผมสนใจงานการเมือง’

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย อย่างกลุ่มบ้านริมน้ำ ต่อมาเป็น

กลุ่มสามมิตร จนกระทั่งรวมร่างจนกลายเป็นพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในที่สุด ดูจะยังไม่ใช่สิ่งที่ชัดเจน และน่าพึ่งพอใจให้คลายสงสัย เท่ากับคำพูดของ “ลุงตู่”

แม้จะปล่อยให้สื่อมวลชน รุมไล่ซักถามอนาคตทางการเมืองอยู่หลายเดือน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทำให้หัวหน้า คสช.ท่านนี้ ง้างปากบอกความนัยออกมาได้ จนในที่สุดได้ฤกษ์ดี 24 กันยายน 2561 พล.อ.ประยุทธ์ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการออกปากมาทันควัน ไม่ต้องรอให้ผู้สื่อข่าวถามเหมือนทุกที

Advertisement

“สำหรับสิ่งที่หลายๆ คนอยากจะให้ผมตอบในเรื่องงานการเมือง ผมก็ตอบได้ว่าในขณะนี้ ผมสนใจงานการเมือง แต่การที่ผมจะตัดสินใจอย่างไร จะสนับสนุนใคร มันเป็นเรื่องอีกระยะหนึ่ง ซึ่งผมจะแจ้งให้

ทราบอีกครั้ง แต่วันนี้ผมสนใจการเมือง เพราะผมสนใจในสิ่งที่ผมทำลงไปว่า ไปถึงไหน อย่างไร วันข้างหน้าจะได้รับการสืบสานต่อไปหรือไม่ ผมจะติดตามรับฟังจากบรรดากลุ่มการเมือง พรรคการเมือง นักการเมืองต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมขอใช้คำแรกนี้ได้ว่า

ผมสนใจงานการเมือง เพราะผมรักประเทศชาติของผม ก็คงเป็นเช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งสื่อมวลชนด้วยก็ต้องรักประเทศไทยของเรา ก็สุดแล้วแต่ประชาชนจะว่าอย่างไรในอนาคต ขอบคุณครับ สวัสดีครับ”

แถมตบท้ายก่อนปิดประตูตีแสกหน้าบรรดานักข่าวและคนรอฟังทั้งประเทศด้วยว่า ยังไงก็จะยังไม่ลาออกจากหัวหน้า คสช.

งานนี้ทำเอาโซเชียลกระหึ่ม ไม่ใช่แค่ “ลุงตู่” สนใจการเมือง แต่คนอื่นก็สนใจที่ “ลุงตู่” โดดลงมาเล่นการเมืองเช่นกัน คอมเมนต์จากฟากการเมืองรุมถล่มยับ ก็ไหงก่อนหน้านี้ ท่านนายกฯเคยแสดงท่าทีรังเกียจนักการเมืองมาตลอด 4 ปี ทำไมมากลับลำจอดเรือขวางกลางน้ำ โดดจากกรรมการ มาเป็นผู้เล่นเสียเอง ซึ่งไม่ว่าใครจะออกมาวิจารณ์ก็ดูจะไม่เท่ากับ นายเสนาะ เทียนทอง จากพรรคเพื่อไทย ถึงกับรับน้องใหม่ด้วยคำแช่งว่า “อย่าไปหวั่นไหวว่าเขาจะตั้งรัฐบาลได้ ส่วน ส.ว. 250 คน ไม่ได้ทำให้เขาเป็นนายกฯได้ หรือต่อให้เป็นนายกฯได้ก็บริหารประเทศไม่ได้ ท้ายที่สุดก็มีอันเป็นไป”

ทำเอา พล.อ.ประยุทธ์เดือดปุดๆ โต้กลับไม่สนรุ่นว่า “ไปพักผ่อนได้แล้ว แก่แล้ว ดูถูกคนไทยได้อย่างไร”

 

‘เห็นต่างกันอย่างมิตร’

ส่งท้ายปลายปี 2561 ก่อนขึ้นศักราชใหม่ โดยเป็นพรปีใหม่ 2562 ที่ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เปิดบ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำคณะรัฐมนตรี อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ เข้าอวยพรเนื่องในวันปีใหม่ 2562 เพื่อความเป็นสิริมงคล ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา เพื่อเป็นการขอพรจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ทุกคนให้ความเคารพและนับถือ

โดยพรปีใหม่ที่เปรียบเสมือนข้อคิดที่ พล.อ.เปรมมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม. เป็นคำพูดที่มีนัยยะทางการเมืองไม่น้อย โดย พล.อ.เปรมอวยพรปีใหม่กับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “ขอให้นายกฯจำคำนี้ไว้ว่า จะเห็นต่างกับฝ่ายค้านก็โอเค เพราะเห็นต่างกันอยู่แล้ว แต่ต้องเห็นต่างกันอย่างมิตร ผมอยากให้นายกฯทำเป็นตัวอย่างว่า ถึงผมเห็นต่างกับคุณ ผมก็เป็นเพื่อนกับคุณ คงจะทำให้ทุกอย่างราบรื่น

ขอฝากนายกฯ อาจจะจำไปใช้ตามที่ผมพูดก็ได้ เพราะผมเคยใช้มาแล้วได้ผลดีมาก ทั้งนี้ ขอชมเชยนายกฯที่บริหารประเทศมาด้วยความโลดโผน และความมุ่งมั่นที่ทำให้ชาติบ้านเมืองของเรามีความสงบสุข คนไทยจะได้หายยากจนไปบ้าง เป็นการกระทำที่ได้บุญ ได้กุศล และเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำประเทศ”

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์จะนำคำพูดของ “พล.อ.เปรม” ไปปรับใช้ทั้งการทำหน้าที่นายกฯและในทางการเมือง ในปี 2562 ได้เพียงใด คงต้องติดตาม

 

‘ผมไม่ใช่พวกทหาร’

“บางคนคิดว่าผมเป็นฝ่ายทหาร เพราะไม่ว่าจะปฏิวัติกี่ครั้งจะมีชื่อไปยุ่งด้วยทุกที บางคนคิดว่า ผมตามใจผู้มีอำนาจสั่งให้ทำอะไรก็ทำแบบนั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า ผมรู้จักทหารน้อยที่สุด และไม่เคยสนิทสนมกับคนที่เป็นทหารในราชการ ยกเว้น 2-3 คนที่กินข้าวด้วยกัน ซึ่งเกษียณราชการไปนานแล้ว แต่คนที่เป็นทหารมีอำนาจในบ้านเมือง ยืนยันว่าไม่รู้จัก”

เป็นคำเปิดใจของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่กล่าวขึ้นตอนหนึ่งในงานเลี้ยงขอบคุณสื่อมวลชนเมื่อค่ำวันที่ 7 กันยายน หรือในคืนท้ายๆ ก่อนที่ กรธ.จะพ้นหน้าที่ไป หลังปฏิบัติหน้าที่มาเป็นเวลานานเกือบ 3 ปี สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 พร้อมๆ กับวางเงื่อนไขสำคัญไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอีก 10 ฉบับได้สำเร็จ

เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่นายมีชัยเป็นผู้นำในการร่าง โดยการแต่งตั้งของรัฐบาล คสช.ที่มีที่มาจากการรัฐประหารของผู้บัญชาการเหล่าทัพที่มี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น เป็นผู้นำก่อการยึดอำนาจ โดยที่นายมีชัยกล่าวในค่ำคืนเดียวกันว่า ตอนยึดอำนาจรอบล่าสุด ตนเอง “ไม่รู้จัก” แม้กระทั่งหน้าตาของ พล.อ.ประยุทธ์ว่า เป็นอย่างไร

ทั้งนี้ หากย้อนดู “เกียรติประวัติ” ของนายมีชัยต่อการร่างรัฐธรรมนูญล้วนเข้ามาเกี่ยวข้องภายหลังการยึดอำนาจทั้งนั้น

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2521 “ต้นแบบ” ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็มีที่มาจากการรัฐประหารหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาฯ 2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าผู้ก่อการ ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ก็มีที่มาจากรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มี “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เป็นผู้นำ เช่นเดียวกัน

กระทั่งรัฐประหารปี 2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่มี “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้นำก่อการ ทั้งๆ ที่นายมีชัยก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น “ประธานวุฒิสภา” ก็ยังบอกในค่ำคืนเดียวกันว่า “ไม่รู้จักจริงๆ”

ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของ “วาทะ” แห่งปีที่ถูกสังคมครหาอย่างมากว่า เป็นคำพูดที่จะน่าเชื่อดีหรือไม่

 

 ‘ผ่าตัดตา’

ทุกฝ่ายเฝ้ารอประกาศแบ่งเขตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างใจจดใจจ่อ เพราะหลายจังหวัดออกมาโต้แย้งการแบ่งเขตของ กกต.จังหวัด ที่เดิม กกต.ให้ออกแบบ 3 โมเดล แต่ก็มีโมเดลที่ 4 งอกออกมาซะงั้น จนคนในพื้นที่ออกมาโวยวาย ไม่ว่าจะเป็นอดีต ส.ส. ว่าที่ผู้สมัคร หรือแม้แต่ประชาชนในพื้นที่

เมื่อถามไปยัง กกต. ได้รับคำตอบแต่เพียงแบ่งเขตเสร็จแล้ว แต่ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ได้เซ็นลงมา จึงยังไม่สามารถประกาศได้ ทำให้กำหนดคลอดแบ่งเขตไม่เป็นไปตามที่ตั้งไว้

กระทั่งเวลาล่วงเลยไปร่วมสัปดาห์ ประธาน กกต.ออกมาบอกว่า ที่ยังเซ็นไม่ได้เพราะไป “ผ่าตา” มา ทำให้ไม่สามารถอ่านเอกสารที่ กกต.เสนอแบ่งเขตมาได้

“ยอมรับว่าการประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งอาจจะคลาดเคลื่อนไปจากปฏิทินของ กกต.ที่กำหนดไว้ในระเบียบว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้ง มีสาเหตุมาจากเรื่องสุขภาพที่ต้องไปผ่าตัดตา เพราะ กกต.ได้พิจารณาแบ่งเขตเลือกตั้งรอบแรกเสร็จตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน และอยู่ระหว่างทบทวนความถูกต้องก่อนนำไปประกาศ แต่เกิดปัญหาสุขภาพของตน จึงทำให้ประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งในราชกิจจานุเบกษาไม่เกินวันที่ 10 พฤศจิกายน เคลื่อนออกไป ทั้งที่เราตั้งใจยึดถือปฏิบัติตามระเบียบให้ได้มากที่สุดแล้ว”

เป็นอีกหนึ่งเหตุผลเด็ดในการเลื่อนการประกาศเขตเลือกตั้งคือการ “ผ่าตัดตา”

 

‘วิเศษนิยม’

เสียงวิจารณ์ถาโถมทันที หลังมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 อนุมัติงบประมาณโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แจกเงิน เอ๊ย! ออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และข้าราชการบำนาญ รวมกว่า 5.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งแม้ฝ่ายรัฐจะชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวเป็น “ของขวัญปีใหม่” ที่คิดกันมานานแล้ว แต่เป็นเรื่องยากที่จะหลีกข้อครหา “หาเสียงล่วงหน้า” ในเมื่อ 4 รัฐมนตรีบอยแบนด์ค่ายพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังยืนยันนอนยัน จะสวมหมวก 2 ใบ ทั้งอยู่ในทำเนียบ-อยู่ในพรรค ไม่ลาออก-ไม่รักษาการ ไม่แคร์คนติฉินนินทาถามหา “ธรรมาภิบาล”

นักข่าวจึงอยู่เฉยไม่ได้ ต้องหาคนมาไขความให้หายข้องใจ ซึ่งก็ไม่มีบุคคลใดจะเหมาะสมไปกว่านักกฎหมายแห่งยุคสมัย ฯพณฯ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้คำตอบเรื่องนี้ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า รัฐมนตรีคลังคือผู้เสนอโครงการดังกล่าวให้ ครม.พิจารณา และไม่ได้เอื้อให้พรรคใด “แต่สมมุติถ้าเอื้อ ก็ไม่เกี่ยวกับ 4 รัฐมนตรี พปชร. เพราะทั้ง 4 คนไม่ได้ลงสมัคร ส.ส.” อีกทั้ง แม้ในอนาคตเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง รัฐบาล “ก็ยังทำ (อนุมัติงบประมาณ) ได้ตามปกติ เพราะไม่มีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ”

กระจิบข่าวจึงถามต่อไป ว่ารัฐบาลนี้วิจารณ์นโยบายประชานิยมมาตลอด แต่กลับออกนโยบายประชานิยมมาเช่นกัน นายวิษณุตอบว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เคยบอกแล้ว โครงการนี้ไม่ใช่ประชานิยม แต่ตนก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร อาจจะเป็น “วิเศษนิยม” กระมัง

เพียงไม่นานหลัง “วิเศษนิยม” ปรากฏในพาดหัวข่าวของสื่อแทบทุกสำนัก พลังความวิเศษก็เรียกทั้งยอดไลค์-ยอดแชร์อย่างถล่มทลายในโซเชียลมีเดีย รวมถึงกระตุกคนจากขั้วตรงข้ามรัฐบาลให้รู้สึกคันปากยิบๆ ต้องออกมาดวลวาทะ เช่น “หมอเหวง” นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่กล่าวผ่านถ่ายทอดสดในเฟซบุ๊กของตัวเอง ระบุไม่เชื่อว่าโครงการดังกล่าวเป็นวิเศษนิยม พร้อมบัญญัติศัพท์ให้ใหม่สุดแสบสันต์ว่าเป็น “ทุเรศนิยม” ซะมากกว่า

‘ไม่รับประกัน’

อีกหนึ่งคนที่พูดน้อยแต่ต่อยหนัก เพราะปกติจะไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อเท่าไหร่ แต่เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 ก่อนการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) วาระพิเศษ ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เปิดโอกาสให้สื่อสายทหารสัมภาษณ์ ทั้งเรื่องการทำความเข้าใจกับกำลังพล เกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น

พร้อมทั้งระบุด้วยว่า ทหารไม่มีความจำเป็นต้องหาเสียง เพราะไม่รู้จะหาเสียงไปเพื่ออะไร การช่วยเหลือประชาชนถือเป็นหน้าที่เป็นอาชีพของทหาร นี่คือหน้าที่ของทหารโดยอาชีพ จิตสำนึก และจิตอาสา ทหารช่วยเหลือประชาชนด้วยอาชีพด้วยใจ ไม่ได้หวังผลไม่ได้ต้องการให้มาเลือก แต่ช่วยเหลือตามแนวทางของรัฐบาล ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลใด

แต่เมื่อถึงคำถามเด็ดทำเอาหลายคนต้องสะดุ้งกับคำตอบ เมื่อมีผู้ถามว่า สถานการณ์ในอนาคตหากเกิดวิกฤตกองทัพจะปฏิวัติอีกหรือไม่ ผู้ตอบคำถามถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ อธิบายความยืดยาว ถึงการเสียสละของพลเอกประยุทธ์ ที่ต้องเสียสละในการทำรัฐประหาร

“สิ่งที่ถามว่าจะมีปฏิวัติหรือไม่ ผมหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเมืองอย่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอีก ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจล ก็ไม่มีอะไร ประเทศไทยเคยมีปฏิวัติมา 10 กว่าครั้ง แต่ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะช่วงหลังเกิดจากการเมืองทั้งสิ้น ผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองดีหรือไม่ดี แต่เชื่อว่านักการเมืองที่ดีก็มี และนักการเมืองที่ไม่ดีก็มี”

ทำเอาสื่อทุกสำนักสรุปความตรงกันว่า งานนี้ “บิ๊กแดง” ไม่การันตี ไม่รับประกัน ไม่รับรอง ไม่รับปาก ว่าจะไม่มีการปฏิวัติ ถ้าบ้านเมืองไม่สงบ