เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเลือกตั้งว่า ปชป.ยังไม่ฟันธงถึงการตั้งเป้ากวาดเก้าอี้ ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้จำนวนเท่าไหร่ เนื่องจากมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยขอเวลาดูช่วงเปิดรับสมัครก่อนว่าจะมีพรรคการเมือง ผู้สมัครจำนวนเท่าไหร่ เพราะเท่าที่ฟังดูแม้จะมีพรรคการเมืองที่จดทะเบียนแล้ว 90 กว่าพรรค แต่พรรคที่สามารถส่งผู้สมัครได้จำนวนมาก ไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น เนื่องจากกฎหมายมีข้อกำหนด และหลายพรรคประกาศชัดว่าจะไม่ส่งผู้สมัครครบทุกเขต ทั้งนี้ หากคิดตามตัวเลขเดิมที่ปชป.เคยได้ จำนวน 160 ที่นั่ง ด้วยการนำคะแนนดิบที่พรรคเคยได้ 9.8 ล้านเสียงมาเป็นฐาน และคำนวณตามระบบสัดส่วนปันส่วนผสมที่รัฐธรรมนูญกำหนด จะออกมาที่ 140 ที่นั่ง แต่ครั้งนี้มีจำนวนคู่แข่งเพิ่มขึ้นมากก็ต้องดูว่าจะรักษาฐานเสียงไว้ได้แค่ไหน
“จำนวน140 ที่นั่งเป็นตัวเลขอ้างอิง หากเราทำได้เยอะกว่านี้ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร แต่ถ้าถอยลงมาระดับหนึ่งคนก็คงไม่แปลกใจเพราะคู่แข่งเยอะ แต่เราก็คงไม่ถอยเยอะ ผมว่าทางบวกมีมากกว่าทางลบ มั่นใจได้เลยว่าเราไม่มีต่ำกว่าร้อยแน่นอน หน่วยงานไหนที่มาปรามาศว่า ปชป.จะต่ำร้อยให้ไปดูแลพรรคที่อิงกับผู้มีอำนาจจะดีกว่า ว่าจะทำให้ถึงร้อยที่นั่งได้หรือไม่ ที่ผมมั่นใจว่าเราจะได้เกินร้อยเพราะเรามีคำตอบให้กับประชาชนสำหรับประเทศหลังการเลือกตั้งที่ดี ผมว่าประชาชนไม่ต้องการอยู่ในสภาพแบบนี้ เขาไม่ต้องการวนเวียนอยู่กับการทุจริตคอรัปชั่น จนเกิดการปฏิวัติและเราได้ทำการบ้านกับปัญหาเหล่านี้มาอย่างเต็มที่ จึงมั่นใจว่าเรามีคำตอบให้กับประชาชน เพราะนโยบายเราไม่ได้แช่แข็งอยู่ที่เดิมแต่มันเป็นไปตามสภาพปัญหาของประชาชนเป็นตัวตั้ง” หัวหน้า ปชป.กล่าว
เมื่อถามว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาพรรคได้ไม่ถึงจำนวนตามเป้าจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนเคยประกาศไปแล้วว่าหากไม่เกิน 100 เสียงตนพร้อมจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค นอกจากนี้ ผู้สมัครของเราก็ยังมีคนรุ่นใหม่ๆเข้ามาผสม ทั้งแบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์ แต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับคนที่มีประสบการณ์ภายใต้อุดมการณ์ที่สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ หากจะบอกว่าจะได้ของใหม่ต้องเปลี่ยนใหม่หมดตนก็ยังมองไม่เห็นว่ามีพรรคไหนที่มีพรรคใหม่จริงๆ แต่ต้องดูว่าพรรคไหนมีแนวคิดที่จะนำพาประเทศไปสู่สิ่งใหม่ๆ เผชิญกับปัญหาใหม่ๆได้
เมื่อถามอีกว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าคู่แข่งของปชป.จะเป็นพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)กับ พรรคเพื่อไทย(พท.)ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตอนนี้ทุกพรรคการเมืองถือว่าเป็นคู่แข่งทั้งหมด แต่สำหรับ พท.นั้นถือว่าเป็นแชมป์เก่า มีฐานเสียงที่เป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นยังมีความได้เปรียบอยู่ แม้ขณะนี้จะไม่มีระดับหัวในการจ่ายท่อน้ำเลี้ยงได้มากมายเหมือนที่ผ่านมาก็ตาม เพราะบางคนหนีออกนอกประเทศ แต่ตนคิดว่าหากพรรคมีความพร้อมส่งผู้สมัครและ มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี เขาก็สามารถเดินไปได้ในระดับหนึ่ง ส่วนพปชร.ก็เป็นคู่แข่งเช่นกัน เพราะยังมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ถูกมองว่าเป็นทายาทสืบทอดอำนาจในปชป. เช่น หลานนายอภิสิทธิ์ ลูกชายนายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ลูกชายนายชวน หลีกภัย ว่า ตนยืนยันว่าไม่มีระบบสืบทอดอำนาจ กรณีของหลายชายตน ยืนยันได้ว่า ไม่ใช่ทายาททางการเมืองที่จะมาสืบทอดต่อจากตน เขาเดินมาสมัครที่พรรคด้วยตนเอง ที่ผ่านมาตนแทบจะไม่ได้พูดคุยกัน แต่ตนก็เปิดโอกาสให้เขาและคนรุ่นใหม่เต็มที่

