ทีมข่าวการเมือง “มติชน” ได้สรุปตรงกันว่า ในห้วงการเมืองในรอบปี 2561 นักการเมืองทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ต่างเตรียมพร้อม ทั้งเรื่องการจัดเตรียมบุคลากร เตรียมพรรคการเมืองภายใต้กฎ กติกาที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนจะเข้าสู่โรดแมปการเลือกตั้ง ส.ส. ในห้วงต้นปี 2562
ทว่าบุคคลทางการเมือง ที่ทีมข่าวการเมืองเห็นตรงกันว่า เหมาะสมกับเป็นบุคคลการเมืองแห่งปี 2561 เขาคือ “เอก” “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ฉายา “ไพร่หมื่นล้าน” วัย 40 ปี ที่ตัดสินใจถอดหมวกจากนักธุรกิจมาสวมหมวกนักการเมืองเต็มตัว ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)
ชื่อของ “ธนาธร” แม้เป็นคลื่นลูกใหม่ทางการเมือง ที่ยังไม่เคยมีผลงานทางการเมืองจนเป็นที่ประจักษ์ แต่ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาเขาเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความโดดเด่นในทางการเมือง ทั้งเรื่องแนวคิดและนโยบายในทางการเมืองที่น่าสนใจ
สำหรับประวัติและความเป็นมาของ “ธนาธร” เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2521 เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คน ของ นายพัฒนา กับ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ระดับโลก จบชั้นประถมจากโรงเรียนเซนต์ดอมินิก ก่อนเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นด้วยความหวังจะเป็นนักแต่งรถตัวยง จึงเข้าเรียนที่ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตสองสถาบัน (หลักสูตรนานาชาติ) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเรียนที่มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ประเทศอังกฤษ อีก 2 ปี
ในรั้วมหาวิทยาลัย “ธนาธร” ทำกิจกรรมนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 2542 ได้รับเลือกเป็นอุปนายก องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) และในปี 2543 ได้รับเลือกเป็นรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ห้วงเวลานั้นเขาได้พาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของม็อบที่หลากหลาย ทั้งสมัชชาคนจน กรรมกรไทยเกรียง เครือข่ายสลัม 4 ภาค ท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ฯลฯ ปรากฏตัวบนหน้า 1 หนังสือพิมพ์เป็นว่าเล่น
“ธนาธร” ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ในท่าไหว้เจ้าหน้าที่ ขออย่าได้ใช้ความรุนแรงกับในการสลายการชุมนุมของชาวบ้านสมัชชาคนจน สมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย และกระทั่งต่อมาก็ขัดแย้งอย่างหนักกับคุณอา สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เพราะไปคัดค้านการสร้างท่อก๊าชไทย-มาเลย์ ในขณะที่ “คุณอาสุริยะ” เป็น รมว.คมนาคมในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย สมัยที่เขาเป็นนักศึกษา
เพลงของ “คาราบาว” และ “คาราวาน” มีส่วนสำคัญที่ทำให้ “ธนาธร” สนใจการเมือง และความทุกข์ยากของคนร่วมสังคม ยิ่งบวกกับเมื่อเขาได้เข้าเรียนธรรมศาสตร์ ซึ่งมีกิจกรรมหลายหลากให้เลือกสรร โดยเฉพาะค่ายอาสา ก็ยิ่งทำให้เขาอินไปใหญ่ แม้ก่อนหน้านี้จะเป็นเด็กเที่ยว กิน ดื่ม ก็ตาม
กระนั้นแม้จะชอบทำกิจกรรมนักศึกษา แต่ “ธนาธร” กลับไม่ศรัทธาในระบบการเรียนการสอน มันทำให้เขาเรียนจบมาได้อย่างโชคช่วย
“คะแนนไม่ดี แย่มาก ตัวสุดท้ายหากไม่ได้ c+ ผมจะไม่จบ แล้วคะแนนออกมาได้ c อาจารย์ก็เรียกผมเข้าไปแล้วถามว่า ทำไมคะแนนไม่ดี ผมก็เล่าความจริงไปว่า ไม่ศรัทธากับระบบการเรียนการสอน ไม่ศรัทธากับระบบการศึกษา ไปทำกิจกรรมนักศึกษาเยอะแยะเต็มไปหมด อาจารย์ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นไปตัดผมมาให้สั้น แต่ก่อนผมยาว แล้วเขียนบทความมาบทความนึง อธิบายถึงความคิดคุณ ผมจึงตัดผมแล้วเขียนบทความไปส่ง อาจารย์จึงเพิ่มคะแนน + ให้ผม ก็กลายเป็น c+ ก็เลยจบมาได้” ธนาธรกล่าว
เมื่อตอนเรียนที่อังกฤษ 2 ปี ตามกฎเกณฑ์ของหลักสูตร “ธนาธร” เลือกแล้วว่าตัวเองอยู่ข้างเดียวกับกลุ่มคนชนชั้นล่าง ได้ใช้เวลาเหล่านั้นศึกษาแนวความคิดของ “มาร์กซ์-เลนิน” เพื่อความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จากนั้นเมื่อเรียนจบจึงคิดหักดิบ หายเข้ากลีบเมฆ โดยไปสมัครเข้าทำงานเป็นเอ็นจีโอ (NGO) ทางด้านเยาวชน-นักศึกษา ที่ไนจีเรีย ขณะทางบ้านเข้าใจว่าเขายังพำนักอยู่ที่อังกฤษเพื่อเรียนต่อปริญญาโท ตามที่ได้สมัครเรียนไว้แล้วก่อนหน้า
ยังไม่ทันได้เป็นเอ็นจีโออย่างใจหวัง “ธนาธร” มีเหตุจำเป็นต้องกลับบ้านมาสู่ครอบครัว เนื่องด้วย “พัฒนา” ผู้เป็นพ่อมีอาการป่วย เขาจึงเลือกมาทำงานด้านเอ็นจีโอในเมืองไทย และไม่ถึงครึ่งปี พ่อของเขาก็เสียชีวิต และนั่นเป็นเวลาที่เขาต้องเลือกอีกครั้ง ว่าจะทำตามใจชอบหรือเป็นความหวังของ “สมพร” ผู้เป็นแม่ และครอบครัว
ในวัย 23 ปี “ธนาธร” ผู้มีความดื้อรั้น มั่นใจในตัวเองสูง และไม่เคยคิดอยากเป็นนักธุรกิจ จำต้องกลับเข้าสู่อาณาจักรไทยซัมมิท สวมหัวโขนเป็นรองประธานกรรมการบริหาร เขาค่อยๆ เรียนรู้งานจนสามารถทำให้ไทยซัมมิทเติบโตอย่างรวดเร็ว จากรายได้ 16,000 ล้าน เป็น 80,000 ล้าน ขยายธุรกิจจนเติบใหญ่ในระดับโลก มีโรงงานผลิตใน 7 ประเทศยักษ์ใหญ่
นอกจากนี้“ธนาธร” ยังเป็นเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ระหว่างปี พ.ศ.2550-2553 ที่อายุน้อยที่สุด เรียกว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านการบริหาร โดยหลังจากเอาจริงเอาจังกับไทยซัมมิทเป็นเวลานานถึง 16 ปี “ธนาธร” ประกาศลาออกเพื่อเล่นการเมือง
ความจริงตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา “ธนาธร” มีความอึดอัดอย่างมากกับสถานการณ์การเมืองไทย โดยเห็นว่าไม่ควรให้ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะปัญหาการเมืองเป็นเรื่องที่นักการเมืองควรจะหาทางแก้ไข ตามวิถีทางประชาธิปไตย เพราะปัญหาจะไม่มีวันจบสิ้นได้ด้วยรัฐประหาร เขาแสดงออกทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพูด การเขียนบทความลงนิตยสาร รวมถึงการอาศัยสื่อออนไลน์บ้างเป็นครั้งคราว
เขาปรากฏตัวบ่อยครั้งในงานเสวนาวิชาการด้านการเมือง โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มักจะเห็นไปนั่งฟังการบรรยายของนักวิชาการจำพวก “หัวก้าวหน้า” แม้จะมีตำแหน่งใหญ่โตในบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ยักษ์ใหญ่ก็ตาม
กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อันเหมือนประวัติศาสตร์ได้วนเวียนกลับมาที่เก่า ยิ่งบวกกับการที่ คสช.ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ยิ่งทำให้ “ธนาธร” รู้สึกเจ็บปวดกับประเทศนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่ เล่นการเมือง
“เมื่อพูดถึงปัญหาทางสังคมก็ต้องพูดถึงการเมืองอยู่แล้ว ใครที่คิดว่าการเมืองไม่ส่งผลกับชีวิตนี่ไม่จริง เพราะนั่งทำมาหากินอยู่ดีๆ วันหนึ่งรัฐบาลมาทำเขื่อน น้ำก็จะท่วมบ้านของคุณ เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ เพราะคนที่ตัดสินใจทำเขื่อนคือรัฐบาล ดังนั้น เมื่อคุยถึงปัญหาสังคม ก็ต้องคุยถึงปัญหาการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ธนาธรกล่าว
ต้นเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่การเมืองปิด พรรคการเมืองติดคำสั่ง คสช.ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปแล้วหลายครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดได้เลื่อนจากกำหนดการเดิมในเดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2562
นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่ “ธนาธร” เปิดเผยว่า กำลังพูดคุยกับหนึ่งในนักวิชาการ “กลุ่มนิติราษฎร์” นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้สนใจด้านการเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ความบันเทิงรวมไปถึงฟุตบอล เพื่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาต่อสู้กับระบอบเผด็จการ นั่นคือ “พรรคอนาคตใหม่ (อนค.)”

“ธนาธร” และ “ปิยบุตร” วางคอนเซ็ปต์พรรคอนาคตใหม่ ให้เป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง โดยต้องการเป็นพรรคการเมืองที่ทำงานอย่างสร้างสรรค์ หลีกหนีจากความจำเจ หลีกเลี่ยงการสร้างวาทกรรมสาดโคลนใส่กัน พวกเขาต้องการให้อนาคตใหม่เป็นพรรคการเมืองของคนที่ไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม การกดขี่ข่มเหง และพร้อมสู้เพื่อสิทธิความเสมอภาค เท่าเทียม
กระแสของพรรคอนาคตใหม่ได้รับการตอบรับเกินความคาดหมาย โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ คลิปการให้สัมภาษณ์ของ “ธนาธร” ก่อนวันเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ 15 วัน ของเพจ VOICE TV ถูกแชร์เป็นหมื่นในเฟซบุ๊ก สร้างความตื่นตัวให้วัยรุ่นเป็นอย่างดี
ในการสัมภาษณ์รวมครั้งแรกหนนั้น “ธนาธร” พูดด้วยสีหน้าและแววตาอันมุ่งมั่นว่า “เวลาที่ผมพูดถึงคนรุ่นใหม่ นั่นหมายความว่าคือคนที่ไม่ยอมจำนนต่อสถานการณ์ ไม่ยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอีกต่อไป คนที่ยังเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ คนที่ยังเชื่อว่าพลังของตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีได้”
ต้นเดือนมีนาคม 2561 #ช่วยธนาธรตั้งพรรค ติดอันดับ 1 ของเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทย ส่งผลให้คนรู้จักชายชื่อธนาธร มากขึ้นตามลำดับ
กระทั่ง 15 มีนาคม 2561 “ธนาธร” เปิดตัวพรรคอนาคตใหม่ พรรคการเมืองของกลุ่มคนที่ไม่ยอมจำนนต่อการกดขี่ พรรคการเมืองที่มีความเป็นขบถต่อสภาพแวดล้อม พรรคอนาคตใหม่มีแนวร่วมเริ่มแรก อาทิ ชำนาญ จันทร์เรือง นักกฎหมาย, ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เท่าพิภพ ลิ่มจิตรกร นักปรุงเบียร์, คริส โปตระนันทน์ นักธุรกิจ ฯลฯ

“ธนาธร” ขึ้นกล่าวในงานเปิดตัวพรรคอนาคตใหม่ ที่แวร์เฮาส์ ซอยเจริญกรุง 30 ว่า จะมุ่งสร้างการเมืองแบบใหม่ ฟื้นความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ออกแบบนโยบายที่ทำให้ประชาชนมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียม เข้าถึงทุนและทรัพยากร ทำลายระบบผูกขาด พัฒนาสวัสดิการ เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ผูกขาดโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีระบบยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยประชาชน และมีประชาชนเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน ผ่านการระดมสมองและระดมทุน โดยสมาชิกพรรคจะมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ไปจนถึงนโยบาย พร้อมย้ำว่าจะระดมทุนจากประชาชน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่ง หรือนายทุนมาอยู่เหนือสมาชิกพรรค
“ธนาธร” ประกาศชัดเจนว่า ยืนอยู่คนละฝั่งกับเผด็จการ ไม่เห็นด้วยกับการได้มานายกฯคนนอกตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เห็นว่าออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่การสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. พร้อมกันนี้ยังประกาศหาแนวร่วม เขาว่าใครก็ตามที่รักในประชาธิปไตย ไม่เอาอำนาจนอกระบบ “เราคือพวกเดียวกัน”
พรรคอนาคตใหม่ ใช้สื่อออนไลน์ประชาสัมพันธ์ได้ดีเยี่ยม การเปิดตัวพรรค มาพร้อมรับการเปิดเพจเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ช่อง Youtube เว็บไซต์ รวมถึงช่องทางอื่นๆ ที่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้โดยง่าย และสามารถสร้างกระแสให้คนหันมาสนใจพรรคได้เป็นอย่างดี
7 เมษายน “ธนาธร” ลงพื้นที่ครั้งแรก จ.ตรัง ถิ่นฐานที่มั่นของอดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย นายชวน หลีกภัย เขาต้องการลงไปแนะนำตัว พร้อมพบปะและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนชาวใต้เมืองตรัง เพื่อที่จะ ได้เข้าใจความต้องการและปัญหาของคนในพื้นที่ให้มากที่สุด หลังจากนั้นเขาและปิยบุตรต่างก็ลงพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานเกิดกระแสคู่จิ้นการเมือง “ธนาธร-ปิยบุตร” คู่หูประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการนี้มักไปไหนมาไหนด้วยกัน ซึ่งความเป็นคนหนุ่มด้วยกันทั้งคู่ จึงสร้างสีสันให้การเมืองไทยเป็นอย่างมาก
“พรรคอนาคตใหม่” ประเดิมประชุมใหญ่ครั้งแรกวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยที่ประชุมมีมติเลือก “ธนาธร” เป็นหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ ขณะที่ “ธนาธร” ขึ้นเวทีปราศรัย โดยเริ่มจากการเล่าพื้นฐานของครอบครัว
และกล่าวว่า “แต่ก็เป็นเพราะความที่ผมมีอันจะกินนั่นเอง ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า หากผมซึ่งมีทรัพยากรมากกว่าคนอื่น ไม่ลงมือทำอะไรเลยในห้วงเวลาที่สังคมมืดมิดถึงขีดสุด ผมจะตอบลูกหลานได้อย่างไรว่าในห้วงเวลาเช่นนี้ เราทำอะไรอยู่ เราจะมีความสุขอยู่ได้อย่างไรในเมื่อประชาชนทุกหย่อมหญ้ากำลังเดือดร้อน”
พร้อมกล่าวอีกว่า “พวกเขาหลอกลวงให้เราเชื่อว่าประชาชนโง่ และขี้เกียจ พร้อมจะขายสิทธิและศักดิ์ศรีตนเองเพื่อเงิน แต่คนที่มาที่นี่ เราเชื่อว่าความจนไม่ใช่เรื่องของบุญกรรม แต่ความจนคือเรื่องของการที่คนส่วนใหญ่ของประเทศถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงสิทธิและเสรีภาพที่ทุกคนพึงมีในฐานะพลเมือง”
หลังจากการประชุม #พรรคอนาคตใหม่ขึ้นอันดับต้นๆ ของเทรนด์ทวิตเตอร์ ชื่อของ “ธนาธร” เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น สวนดุสิตโพลเปิดหลังจากนั้นไม่นานว่า พรรคอนาคตใหม่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ของพรรคการเมืองหน้าใหม่ทั้งหมด และมาเป็นอันดับ 2 ของพรรคการเมืองทั้งหมด โดยตามหลังพรรคเพื่อไทย (พท.) แต่แซงหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั่นแสดงให้เห็นว่าพรรคอนาคตใหม่และธนาธรได้รับกระแสตอบรับอย่างดี ถือว่าไม่ธรรมดาเลยสำหรับพรรคการเมืองหน้าใหม่ ที่ยังไม่เคยสัมผัสสนามเลือกตั้งเลยแม้แต่ครั้งเดียว
รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ คาดคะเนว่า หากพรรคอนาคตใหม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงทุกเขตเลือกตั้ง พวกเขามีโอกาสได้ ส.ส. 20 ที่นั่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่เกินความคาดหมาย
“ธนาธร” และ “พรรคอนาคตใหม่” ใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางในการสื่อสารกับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทุ่มเย็นวันศุกร์ เวลาเดียวกับที่ “บิ๊กตู่” ปรากฏตัวบนหน้าจอทุกช่องโทรทัศน์ เป็นเวลากับที่ “ธนาธร”-ปิยบุตร และแกนนำพรรค เฟซบุ๊กไลฟ์ สื่อสารกับประชาชนพร้อมกับเสนอความคิดเห็นด้านต่างๆ
ในเฟซบุ๊กไลฟ์วันที่ 25 พฤษภาคม “ธนาธร” เสนอหัวข้อ “ชำระประวัติศาสตร์” ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะ “จัดการมรดก คสช.ทันที” โดยบอกว่า “ประวัติศาสตร์ 4 ปีที่ผ่านมาจะต้องถูกชำระ นายทหารคนไหน นายตำรวจคนไหน ผู้พิพากษาคนไหน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมคนไหน เอากฎหมายที่ไม่ยุติธรรมมากระทำกับประชาชน เราจะบันทึกไว้ให้ชัด เมื่อถึงวันที่จะต้องชำระประวัติศาสตร์ คนพวกนี้จะต้องได้รับผลจากการกระทำของตัวเองทั้งหมด ทำไม เพราะเราปล่อยให้คนพวกนี้นิรโทษกรรมตัวเองมานานแสนนาน มันถึงได้เกิดขึ้นซ้ำซาก”
วันต่อมา ข้อเสนอของ “ธนาธร” ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันทันที โดยนักการเมืองจากหลายพรรคการเมืองต่างให้ความเห็นในวงกว้าง ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และหลังจากนั้นข้อเสนอของธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ก็เป็นข้อถกเถียงในแวดวงการเมืองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การลดกำลังกองทัพ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แก้ไขรัฐธรรมนูญ สังคายนา คสช. ล้มล้างผลพวงรัฐประหาร เป็นต้น
พรรคอนาคตใหม่เสนอวิสัยทัศน์ “อนาคตใหม่ ไทย 2 เท่า” ที่คนเท่าเทียมกัน และประเทศไทยเท่าทันโลก จากนั้นวันที่ 16 ธันวาคม ได้เปิดเผย 12 นโยบาย แบ่งเป็น 3 นโยบายฐานราก คือ 1.ยุติระบบราชการรวมศูนย์ กระจายอำนาจ กระจายคน กระจายงบ 2.ไทยเท่าเทียม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร 3.ปฏิวัติการศึกษา ลงทุนให้ถูกจุด ลดความเหลื่อมล้ำ
ส่วน 8 นโยบายเสาหลัก คือ 1.ทลายเศรษฐกิจผูกขาด ล้างระบบเส้นสาย หยุดทุนใหญ่กินรวบประเทศ 2.ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน เดินทางได้ไม่ต้องซื้อรถ สร้างเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมรถไฟ 3.เกษตรก้าวหน้า ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยเทคโนโลยี แก้ปัญหาเอกสารสิทธิที่ดิน ปลดหนี้เกษตรกร 4.เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อประชาชน พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยี ส่งเสริมธุรกิจใหม่ สร้างไทยเท่าทันโลก 5.เปิดข้อมูลรัฐกำจัดทุจริต สร้างรัฐโปร่งใส ให้อำนาจตรวจสอบอยู่ในมือประชาชน 6.โอบรับความหลากหลาย เคารพความแตกต่าง ศักดิ์ศรีคนต้องเท่าเทียม 7.สิ่งแวดล้อมยั่งยืน ลดใช้พลาสติก สร้างเศรษฐกิจจากขยะ และ 8.ปฏิรูปกองทัพ ลดนายพล ละอาวุธ เลิกเกณฑ์ทหาร
สุดท้ายคือ 1 ปักธงประชาธิปไตย ล้างมรดกรัฐประหาร สร้างการเมืองแบบใหม่ เจ้านายคือประชาชน
“ธนาธร” ยังรักษาความนิยมไว้ได้อย่างต่อเนื่อง สวนดุสิตโพลวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 เปิดเผยว่า ประชาชนสนับสนุน “ธนาธร” นั่งนายกฯ เป็นอันดับ 3 รองจากคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ แต่แซงหน้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรค ปชป.
สำหรับการเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์2562 “ธนาธร” และพรรคอนาคตใหม่ พร้อมสู้ศึกในสนาม แม้จะยอมรับกฎเกณฑ์กติกาไม่เอื้อแก่พรรคการเมืองหน้าใหม่ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ประกาศตัวว่าอยู่ตรงข้าม คสช. แต่ “ธนาธร” ไม่เห็นว่านั่นเป็นปัญหา เพราะเขาไม่ได้ตั้งพรรคการเมืองนี้ขึ้นมาเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หากต้องการให้มันเป็นสถาบันทางการเมืองที่ทรงพลังในอนาคต โดยต้องเป็นพรรคการเมืองและสถาบันการเมืองเพื่อคนที่ไม่ยอมจำนนอย่างแท้จริง
แหล่งข้อมูล นิตยสารสารคดี, เว็บไซต์พรรคอนาคตใหม่, ข่าวสด, มติชน, เพจจิ้งการเมือง

