ไม่ว่าเมื่อพรรครวมพลังประชาชาติไทยปฏิบัติการ “เดินคารวะแผ่นดิน” ไม่ว่าเมื่อพรรคอนาคตใหม่เดินสายออกไปพบปะประชาชนเพื่อหาสมาชิพรรค
เสียงสะท้อนอันมาจาก”ประชาชน”ตรงกัน
นั่นก็คือ ความรู้สึก “ร่วม”ที่ว่าได้รับความเดือดร้อนจากภาวะ ในทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่
บทสรุปจาก”เดินคารวะแผ่นดิน”ถึงกับใช้คำว่า “สาหัส”
เมื่อนำเอาเสียงสะท้อนเหล่านี้ไปประสานเข้ากับผลการสำรวจจากแต่ละ”โพล” ไม่ว่าจะเป็นสวนดุสิตโพล ไม่ว่าจะเป็นนิด้าโพล
ก็จะได้ “ปัญหา” ตรงกัน นั่นก็คือ ปัญหาทาง”เศรษฐกิจ”
น่าเชื่อว่า หากมีการประกาศและบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาและกำหนด “วันเลือกตั้ง”อย่างแน่ชัด อันเท่ากับเป็นการนับ 1 ในเรื่อง หาเสียงอย่างเป็นจริง
ปัญหา “เศรษฐกิจ”จะกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในทาง การเมือง
นี่ย่อมสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง 2 ฝ่าย
ฝ่ายหนึ่ง คือฝ่ายคสช. ฝ่ายรัฐบาลต่างประโคมโหมแห่ว่าภา วะเศรษฐกิจฟื้นแล้ว
นั่นก็ได้แก่เสียงจากพรรคการเมืองอย่าง”พลังประชารัฐ”
ไม่ว่า นายอุตตม สาวนายน ไม่ว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประกาศตรงกันว่า จะสืบทอดนโยบายของรัฐบาล
ขณะเดียวกัน เสียงจากอีกฝ่ายตั้งข้อสงสัยต่อการดำเนินนโย บายเศรษฐกิจว่าน่าจะเป็นความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ
นั่นเป็นเสียงอันดังมาจาก พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคไทยรักษาชาติและรวมถึงพรรคเพื่อชาติ
ฝ่ายนี้ต้องการเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนคนบริหารเศรษฐกิจ
เมื่อมีการแตกความคิดออกเป็น 2 แนวทางเช่นนี้ย่อมเป็นโอกาสที่ ประชาชนจะรับฟังและตัดสินใจว่าจะเลือกเชื่อบทสรุปของฝ่ายใดมากกว่า
หากเห็นว่าแนวทางคสช.และรัฐบาลถูกต้องก็เลือกพรรคพลัง ประชารัฐ
ใครชนะ ใครแพ้ก็รู้กันในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

