สัมภาษณ์ : สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นิยามปี’62 ‘ปีแห่งความน่าระทึก’

สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

⦁ประเมินสถานการณ์การเมืองปี’62
คงโฟกัสอยู่ที่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ก็คงจะง่วนอยู่กับการเลือกตั้ง ซึ่งคงเป็นที่สนใจ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญมาก โดยไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะแค่ไม่ได้เลือกตั้งมานาน แต่เป็นการเลือกตั้งที่ต้องเลือกอนาคตของคนพอสมควรว่าจะอยู่แบบเดิม หรือมองหาอนาคต หรือหาความหวังในทางข้างหน้า ระหว่างเลือกตั้งก็แปลกกว่าทุกครั้ง หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าเหลือบัตรใบเดียว ซึ่งบัตรใบเดียวนี้เลือกทั้ง ส.ส.พื้นที่ เลือกทั้งพรรค เลือกทั้งนายกรัฐมนตรี จากที่เมื่อก่อนมี 2 ใบ และคะแนนทุกคะแนนถูกนำมานับหมด ดังนั้น พื้นที่ที่มี ส.ส.พื้นที่สอบได้เยอะๆ ประชาชนนิยมเยอะๆ จะกลายเป็นว่าไม่มีปาร์ตี้ลิสต์ หรือมีน้อย นี่คือความแปลกของการเขียนรัฐธรรมนูญที่วัตถุประสงค์จริงๆ แล้วคงเพียงแค่ต้องการที่จะไม่ให้มีพรรคใหญ่ ให้เอาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคใหญ่ไปเฉลี่ยให้พรรคเล็กหมด ซึ่งจะเป็นการขัดเจตนาของคนเลือกอยู่เหมือนกัน ตรงนี้ดิฉันมองว่าช่วง 2 เดือนแรกของการเลือกตั้งก็คงจะเป็นเรื่องของการที่ต้องโฟกัสไปที่ใครจะเสนออะไร มีเรื่องอะไร ข่าวก็คงจะอยู่ที่การเลือกตั้งทั้งหมด ส่วนหลังจากการเลือกตั้งก็จะมีกติกาที่แปลกกว่าทุกครั้งอีก เพราะให้ กกต.กว่าจะเริ่มรับรองตัว ส.ส.ได้ต้องใช้เวลาถึง 60 วัน จากนั้นกว่าจะไปจัดตั้งรัฐบาลมีเสียง ส.ว.อีก 250 คน ก็คงจะเป็นปีแห่งความน่าระทึกทางการเมือง และคงจะน่าระทึกทางการเมืองไปจนถึงครึ่งปี

⦁ช่วยขยายคำว่า น่าระทึกทางการเมือง ในมุมมองของคุณหญิงได้หรือไม่
น่าระทึกตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง วันนี้ยังไม่เข้าสู่การเลือกตั้งเลย เพราะจะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งในช่วงนี้แต่ก่อนหน้านี้เรามีโอกาสได้ลงพื้นที่เพื่อรับสมัครสมาชิกพรรค เราก็จะได้เห็นอิทธิฤทธิ์ต่างๆ อยู่พอสมควรในการใช้อำนาจรัฐ ตั้งแต่การใช้มาตรา 44 แบ่งเขตเลือกตั้ง ถ้าแบ่งแล้วสามารถอธิบายได้ว่าเพื่อแก้ปัญหาที่ติดขัด หรือเพื่อให้ดีขึ้นก็ว่าไป แต่อันนี้แบ่งแล้วกลับรู้สึกว่าแปลกประหลาดมาก เพราะฉะนั้นเราจะเห็นความแปลกประหลาดและความระทึกนี้ควบคู่กันไปเรื่อยๆ ส่วนความน่าระทึกในช่วงนี้เช่น นโยบายของรัฐที่ทำให้ประชาชนในช่วงนี้จะเกิดขึ้นเยอะ ซึ่งเป็นความแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีผลประโยชน์ของรัฐที่สร้างให้ประชาชนในระยะสั้นๆ ระหว่างเลือกตั้งนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถที่จะใช้สิทธิตรงนี้ในการเอาไปแจกประชาชน ไปหาเสียงได้ ซึ่งเป็นความแปลกประหลาดว่าทำไมรัฐบาลที่ไม่ยอมบอกว่าตนเองยังไม่สังกัดพรรค ตัวนายกฯถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้อย่างไร ที่ให้การใช้อำนาจรัฐ และการใช้งบประมาณซึ่งเป็นภาษีอากรของประชาชนไปหาประโยชน์ให้พรรคการเมืองชัดๆ พอหลังวันที่ 2 มกราคม เราก็คงจะต้องระทึกกันต่อไปว่าจะมีอำนาจรัฐอย่างไรอีก

เพราะขณะนี้ก็มีข่าวว่านายอำเภอบางอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดบางจังหวัดหนีบผู้สมัครของพรรคที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ไปทำกิจกรรม ซึ่งเขาก็ห้ามนักการเมืองไปยุ่งเกี่ยวกับข้าราชการ และห้ามข้าราชการมาช่วยนักการเมืองแบบนี้ นี่ก็เป็นความระทึกที่เราจะได้เห็นตลอดการเลือกตั้งจะมีการใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซง อีกความระทึกหนึ่งคือ เงินมหาศาล ลักษณะแบบที่ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่ประเทศเราเป็นประเทศที่การสื่อสารไม่มี ด้อยพัฒนา กลายเป็นประเทศที่ใช้อำนาจรัฐ หรือใช้อำนาจเงินได้อยู่ ระทึกต่อมาอีกคือผลการเลือกตั้ง คือระหว่างที่ใกล้จะเห็นแล้วว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะก็อาจจะมีใบส้มปลิวกระจาย เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีใบส้มก่อน ซึ่งเหมือนกับการที่คุณเตะบอลแข่งกันอยู่แล้วสามารถให้ใบส้มดึงออกมาจากสนามทันทีได้เลยแล้วผิดไม่ผิดก็ไปพิสูจน์กันในวันข้างหน้า อันนี้ก็เป็นความแปลกประหลาด และองค์กรที่ตัดสินก็มีเพียง กกต.เท่านั้น

ดังนั้น กกต.เที่ยวนี้ต้องทำงานหนักมาก กกต.ต้องสร้างความมั่นใจให้กับการเลือกตั้งให้ได้ ต้องบอกว่าการเลือกตั้งกลายเป็นความหวังของประชาชน จากการลงพื้นที่หากไปด้วยแต่เห็นว่าประชาชนรอการเลือกตั้งมากกว่าเราเสียอีก เขาเข้ามาขอร้อง และเข้ามาเขย่าตัวเราว่าต้องกลับมาให้ได้นะ ต้องทำให้สำเร็จนะเพราะเขาลำบากเหลือเกิน ประชาชนรอการเลือกตั้งมาก อันนี้คือประชาชนระดับรากหญ้า แต่ไม่ใช่เพียงแค่ประชาชนคนไทยที่รอการเลือกตั้งเพราะชีวิตเขาลำบากอย่างเดียว ต่างชาติซึ่งเราต้องอยู่ในประชาคมโลก และเราต้องมีการค้าขายกับประชาคมโลกเขาก็รอการเลือกตั้ง

ฉะนั้น การเลือกตั้งเป็นความหวังการฟื้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้า ไปจนถึงการค้าขายระหว่างประเทศ แต่หากการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ผลการเลือกตั้งไม่ได้ออกมาตามที่ประชาชนต้องการ มันจะทำลายความเชื่อมั่นทั้งหมดในการที่เราจะฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจ หรือในการที่เราจะพาประเทศเดินไปข้างหน้า อย่างนั้นความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าหลังเลือกตั้งแล้วใครเป็นรัฐบาล แต่ถ้าหลังการเลือกตั้งออกไปแล้วการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นข้อกังขาคล้ายกับผลการตัดสินของ ป.ป.ช.เรื่องนาฬิกา มันจะสร้างความไม่เชื่อมั่นที่จะส่งผลให้การผลักดันในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหยุดลง

⦁หลายคนกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง
เป็นความพยายามของฝั่งผู้มีอำนาจในขณะนี้พยายามจะปลุกความกลัวให้ประชาชน ปลุกความขัดแย้งให้เกิดขึ้น มันหมดยุคแล้วในการที่จะมาปลุกความกลัว ความเกลียด และเมื่อเกิดความขัดแย้งแล้วเขาจะต้องอยู่ต่อ ตอนนี้เป็นยุคที่คนลำบากมากแล้วต้องสร้างความหวัง และทำให้คนมองเห็นอนาคต แต่ก็ยังมีคนกลุ่มนี้ที่อยู่อาศัยอำนาจที่ต้องการปลุกภาพความกลัวให้กับประชาชนว่าถ้าไม่เลือกเขา หรือหากเขาไม่ได้อยู่ดูแลบ้านเมืองจะเกิดความขัดแย้งและจะลุกขึ้นมาเป็นไฟกันอีก ซึ่งวันนี้ทุกคนรู้หมดแล้ว ประชาชนเองก็ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น

ดังนั้น ความพยายามนี้มีอยู่ด้วยเราจะเห็นตั้งแต่ตัวนายกฯก็พูด คนในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็พยายามพูดเรื่องนี้ในทุกเวทีปราศรัย มันได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามีคนได้ประโยชน์จากความขัดแย้งมาตลอด 10 ปีนี้ ซึ่งไม่ใช่คนที่ลงเลือกตั้งแน่นอน คนที่ไม่ต้องผ่านประชาชน หรือประชาชนไม่ต้องเลือก แต่สามารถเข้ามามีอำนาจโดยที่ไม่ได้รับการยินยอมจากประชาชนคือคนที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ ในช่วง 10 ปีมานี้

จึงมีความพยายามที่จะเลี้ยงไข้ของความขัดแย้ง สร้างความหวาดกลัว สร้างปีศาจของความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอย่างเช่น ผู้มีอำนาจพูดเรื่องนี้ได้ไม่เท่าไหร่ก็มีระเบิดที่ จ.สงขลา ถามว่าคนที่มีระเบิด มีอาวุธ หรือมีปืนนั้นมีใครที่จะมีได้ มันเป็นเรื่องที่ประชาชนเองก็ต้องรู้เท่าทัน พรรคการเมืองแต่ละพรรคก็ต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิด เราจะต้องไม่ปล่อยตัวเองให้เป็นเหยื่อของคนที่มีปืนแล้วอยากมีอำนาจ หรือคนที่มีอำนาจในปัจจุบันแล้วอยากมีอำนาจต่อโดยเอาเราเป็นเหยื่อ สร้างความกลัวเรื่องความขัดแย้ง

สำหรับพรรค พท.ที่ดิฉันเป็นประธานยุทธศาสตร์ ดูแลยุทธศาสตร์ของพรรค ดิฉันให้คำมั่นสัญญาได้เลยว่าจะไม่เกิดปัญหาจากพรรค พท.แน่นอน ถึงแม้ว่ากติกาขณะนี้จะเป็นกติกาที่บิดเบี้ยวมาก ไม่เป็นธรรม เอารัดเอาเปรียบ และเป็นกติกาที่ผิดหลักสากล เรารู้และเราก็ส่งเสียงว่ามันเป็นกติกาที่มีลักษณะแบบนี้ แต่เมื่อมันเป็น กติกาแล้ว เราก็ยอมเดินตามกติกาที่บิดเบี้ยวนี้ และจะไม่เกิดปัญหาจากพรรค พท.แน่นอน และเราจะเคารพแม้ผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร

⦁เชื่อว่าปีหน้าจะเป็นปีแห่งความหวังสำหรับประเทศไทยได้หรือไม่
น่าจะเป็นปีแห่งความหวังได้ สำหรับการเมืองก่อนนะ ที่น่าจะเป็นได้ แต่ความเป็นจริงก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยก็คือผู้ที่มีอำนาจในขณะนี้เขาจะยังมีอำนาจพิเศษนี้ไปจนถึงช่วงหลังเลือกตั้ง จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ดังนั้น ถ้าคนที่มีอำนาจในขณะนี้ไม่ปล่อยให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม หรือคนที่มีอำนาจในขณะนี้พยายามที่จะยื้อผลของการเลือกตั้ง หรือการจัดตั้งรัฐบาลในภายภาคหน้าก็สามารถทำได้ แต่หากทำแบบนี้ก็จะทำให้ความหวังของประชาชนที่จะได้รัฐบาลที่ฟรีและแฟร์มันจบลงไป เมื่อจบลงก็เกิดเป็นปัญหาอย่างที่บอกคือเรื่องของความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นตัวเดียวที่จะผลักดันหรือเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ การค้า การส่งออก การลงทุน ถ้าขาดความเชื่อมั่นแล้วใครจะมาลงทุน

วันนี้เศรษฐกิจเราดิ่งลงทุกตัวเพราะไม่มีความเชื่อมั่นต่อระบบการปกครอง ต่อคนที่บริหารประเทศ ดังนั้น   หลังเลือกตั้งมีปัจจัยอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือ ถ้าผู้มีอำนาจในปัจจุบันจะยื้ออำนาจไว้ในมือแบบอะไรก็ไม่สนใจขอแค่เพียงฉันมีอำนาจอย่างเดียว เอารัดเอาเปรียบ หรือจะผิดกติกาอะไรยังไงฉันก็จะทำ การเลือกตั้งก็คงจะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีความหมาย แต่หากเขารู้จักพอ แล้วเคารพการตัดสินใจของประชาชน การเลือกตั้งก็จะมีความหวัง นี่คือสิ่งที่สามารถคาดเดาได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เหยี่ยวถลาลม : เละตุ้มเป๊ะ
บทความถัดไปเดิมพัน การเมือง ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เลือกตั้งปี 2562