การเมืองปี 2562 ก่อนและหลังเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปั่นส่วนผสม” แบบใหม่ที่มีเพียง 1 เดียวในโลก สภาพการเมืองจะเป็นเช่นไร เป็นคำถามที่ยังไร้คำตอบ
“มติชน” ชวน นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) มาร่วมวิเคราะห์
นายนิกร กล่าวว่า การเมืองในช่วงต้นปี 2562 จะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งแน่นอน ในฐานะนักวิเคราะห์ทางการเมือง มองว่า เมื่อมี พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งออกมาแล้ว จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่ง อำนาจเต็มตามกฎหมายจะไปอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นผู้ถือเผือกร้อน ในขณะที่รัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ คสช.เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถือเผือกร้อนอีกก้อนหนึ่งด้วย ในฐานะที่ยังถืออำนาจเต็มที่สูงกว่า กกต.ไว้ในระหว่างการเลือกตั้งด้วย
“เมื่อทั้ง กกต.กับ คสช.ต่างฝ่ายต่างถือเผือกร้อน จึงทำให้ กกต.ตกอยู่ในสถานะที่ถูกคาดหวังต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก ทำดีก็เสมอตัว แต่ถ้าพลาดพลั้งก็จะเป็น “แผลเป็น” ติดสถาบันอันเป็นองค์กรอิสระตลอดไป ขณะเดียวกัน หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตกลงเป็น 1 ในบัญชีรายชื่อนายกฯของพรรคการเมืองก็จะเป็นกระแสกดดันที่มีผลทำให้ คสช.กลายเป็นตำบลกระสุนตก และจะเข้าสู่ความล่อแหลมในทางการเมืองช่วงเลือกตั้งด้วยเช่นเดียวกัน
“ขณะที่ ฟากของพรรคการเมืองนั้น การเลือกตั้งคราวนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่สับสนอลหม่านมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกอย่างจะขาดแคลนไปหมด ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่า แต่ละพรรคต่างแย่งกันหาสมาชิกกันทั่วประเทศเพื่อมาทำตัวแทนประจำจังหวัดกันไว้สำหรับส่งผู้สมัครด้วยกันทั้งนั้น ขณะที่การจัดตัวผู้สมัคร แม้จะผ่านช่วง 90 วันที่กฎหมายกำหนดให้ต้องสังกัดพรรคไปแล้ว แต่ก็ยังพบปัญหาทั้งจากภายนอกและภายในอยู่
“เช่นเดียวกับ การระดมทุน ตามกฎหมายใหม่ที่ต้องชี้แจงทั้งหมด ทำให้พรรคไม่กล้าจัด จึงเชื่อว่า การระดุมทุนจากนักธุรกิจในการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่รุนแรง เพราะมีตัวอย่างแล้วว่า พรรคที่ทำการระดมทุนไปก่อน แม้จะได้เงินเยอะ แต่มีแรงเสียดทานมาก ขณะเดียวกัน เมื่อพรรคมีมาก ผู้ที่ถูกขอก็จะมีมากเช่นกัน แต่ปัจจัยต่างๆ มีจำนวนจำกัด อีกทั้งการที่นักธุรกิจจะไปสนับสนุนใครก็จะถูกจับตามองมากเป็นพิเศษด้วย
“เมื่อทุกอย่างจำกัดไปหมด พรรคการเมืองในการเลือกตั้งคราวนี้ จึงต้องตกอยู่ในสภาวะที่ต้องสู้กันหนักมาก จนแทบหามิตรไม่ได้ เพราะทุกคนต่างดิ้นรนกันอย่างรุนแรง ตั้งแต่เริ่มหาตัวผู้สมัคร นักการเมืองต่างถูกดึงตัวกันไปมา เพราะระบบเลือกตั้งใหม่ที่มีหนึ่งเดียวในโลก ไม่มีใครสามารถประเมินผลกันได้ จึงต้องหาผู้สมัครมากไว้ก่อนเพื่อดึงคะแนนกัน
“ท่ามกลางบรรยากาศของประชาธิปไตยที่แห้งแล้งมากว่า 7 ปี การเลือกตั้งคราวนี้สำหรับประชาชนจึงอยู่ท่ามกลางทะเลทรายเพื่อรอการดับกระหาย เสมือนอยู่ท่ามกลาง “โอเอซิส” แต่ขณะที่นโยบายกลับถูกครอบ โดยเฉพาะกรอบตามยุทธศาสตร์ชาติ พรรคการเมืองในฐานะ “นักฝัน” จะผลิตนโยบายที่วูบวาบออกมาลำบากขึ้น จึงทำให้บางพรรคจุดประเด็นเรื่องการรื้อทิ้งยุทธศาสตร์ และรัฐธรรมนูญไปเป็นนโยบายสำหรับหาเสียง กระทั่งได้กลายเป็นกระแสให้ประชาชนต้องเลือกเด็ดขาดว่า ที่สุดจะเอาหรือไม่เอาพรรคทหาร”
ในทรรศนะส่วนตัว “นิกร” คิดว่า สถานการณ์ทางการเมืองจะร้อนแรงมากจนทำให้การเลือกตั้งคราวนี้ ประเมินผลยากมาก สถานการณ์การเมืองการเลือกตั้ง จึงเหมือนลูกธนูที่ถูกง้างไว้สุดคัน เมื่อปล่อยมือ ลูกธนูที่แหลมคม จึงพุ่งออกด้วยความแรงจนไม่รู้ว่า เป้าหมายไปอยู่ที่ใด
ผลจากการต่อสู้กันท่ามกลาง “สึนามิ” ที่ด้านหนึ่งต้องการชนะกันอย่างเด็ดขาด ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ต้องเอาชีวิตตัวเองให้รอดด้วย จะทำให้การฟอร์มรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะยากมากเช่นกัน ความร้าวฉานระหว่างการเลือกตั้ง จะสืบเนื่องเป็นความขัดแย้งหลังการเลือกตั้งต่อไปอีก การประนีประนอมกันในสภาจะไม่มีให้เห็นแน่นอน เพราะเรื่องร้องเรียนจากการเลือกตั้งจะไม่จบง่ายๆ ทำให้มีคนพูดว่า การเลือกตั้งจะทำให้ความขัดแย้งขยายผลไปอีกสเต็ปหนึ่ง
“แต่สำหรับผมยังขอมองโลกในแง่ดีว่า เมื่อวันนั้นมาถึง ทุกฝ่ายที่ผ่านการต่อสู้ ล้วนผ่านความเจ็บปวดจนหมดแรง กระทั่งยอมกันเองไป โดยต่างฝ่ายต่างจะได้รับบทเรียนว่า สู้กันอย่างรุนแรงไม่ทำให้อะไรดีขึ้น กลายเป็น “พลันคิดตก” อย่างที่โกวเล้งบอก แล้วจะหันมามองกันใหม่ว่า จริงๆแล้ว พวกเราก็ล้วนมีเจตนาเพื่อดูแลประเทศชาติทั้งนั้น และจะไปทะเลาะกันเพื่อมาดูแลประเทศกันทำไม
“ดังนั้น จึงเชื่อว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งคราวนี้จะอยู่ไม่นาน เพราะเป็นการเลือกตั้งที่เป็นแค่ “อาฟเตอร์ซ็อก” หรือ “สึนามิ” หลังจากเกิดแผ่นดินไหวเท่านั้น แรงสั่นสะเทือนจะค่อยๆ เบาลง เมื่อมีการเลือกตั้งอีกครั้งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเบาลงไปในที่สุด สำหรับตนมองว่า สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการพัฒนาทางการเมืองอย่างหนึ่ง โดยที่พรรคการเมืองจะต้องเป็น “ไม้ฟืน” ที่ต้องเผาตัวเองให้เกิดแสงสว่างทางการเมืองขึ้น
“ถือเป็นความเหนื่อยยากสำหรับคนทำงานการเมือง เพราะไม่อยากให้มี “แผ่นดินไหวครั้งใหม่” หรือถึงขั้น “ภูเขาไฟระเบิด” เกิดขึ้นซ้ำอีก เพราะหากแรงเสียดทานทางการเมืองไม่ผ่อนคลายลง คราวนี้จะรุนแรงมากกว่าเดิม จนไม่มีทางออกแน่นอน”
