‘นันทวัฒน์ บรมานันท์’ การเมืองปี’62 ปล่อย‘ยักษ์’พ้นขวด

หมายเหตุ – ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ “มติชน” วิเคราะห์ถึงทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งปี 2562

⦁การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมีประเด็นทางกฎหมายอะไรที่น่าห่วง

เรื่องนี้มีคนคาดการณ์และพูดกันเยอะ ตั้งแต่ตอนร่างรัฐธรรมนูญเลยเราจะเห็นได้ว่าระบบเลือกตั้งน่าจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมากที่สุด ถ้าเราดูเปรียบเทียบตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540, 2550 และปี 2560 มันเปลี่ยนไปเยอะ วันนี้เราจะเห็นบัตรเลือกตั้งใบเดียว มีวิธีคำนวณคะแนนเสียงในส่วนระบบเขตก็พอรับได้ แต่ระบบบัญชีรายชื่อมันซับซ้อนมาก ฉะนั้นจากระบบเลือกตั้งแบบนี้ ในตอนต้นที่รัฐธรรมนูญยังไม่ออกมาใช้บังคับ และช่วงที่ออกมาใช้บังคับแล้วตอนต้น คนก็จะพูดกันว่าพรรคใหญ่ตาย พรรคเล็กตายบ้าง เพราะพรรคใหญ่ หากได้คะแนนเสียงเยอะก็จะไม่ได้บัญชีรายชื่อ แต่ถ้าจะเน้นบัญชีรายชื่อ ก็อาจไม่ได้เขต

ระบบนี้มันก่อให้เกิดการตั้งพรรคนอมินีขึ้นมา อาจจะไม่ใช่พรรคนอมินีก็ได้แต่ก็เป็นการตั้งพรรคใหม่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นหลังเลือกตั้งผมไม่กล้าคาดการณ์อะไรทั้งนั้น ภายใต้ระบบเลือกตั้งแบบนี้มันจะมีทั้งพรรคการเมืองใหญ่และพรรคการเมืองเล็กได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เราลองนึกภาพดูแล้วกันว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ต้องการสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง เพื่อที่จะได้นำพาประเทศชาติไปในทิศทางเดียวกัน โหวตกฎหมายก็ผ่านง่ายหน่อย รัฐบาลก็ไม่ใช่รัฐบาลผสมหลายพรรคเหลือเกิน แต่ภายใต้ระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 จะทำให้มีพรรคเล็กเยอะมาก ทำให้ในสภาเกิดการเสียงแตก เวลาโหวตอะไรก็ลำบาก จะไปถึงขั้นซื้อตัว ส.ส.ในการโหวตเรื่องสำคัญๆ หรือไม่ มันอาจจะไปไกลขนาดนั้นก็ได้เราก็ไม่ทราบ

และภายใต้ระบบเลือกตั้งแบบนี้ กรณีเลือกตั้งเขต พรรคการเมืองก็จะลดความสำคัญลง เรื่องนโยบายจะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว ขณะนี้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะต้องทำตาม ไม่ทำตามไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาหาเสียงเลือกตั้งคุณจะทำแบบสมัยก่อนไม่ได้ เช่น บอกว่าจะสร้างถนน ทำรถไฟความเร็วสูง และนโยบายอีกสารพัด ภายใต้ระบบเลือกตั้งใหม่มันต้องทำตามยุทธศาสตร์ คิดว่านโยบายหาเสียงเลือกตั้งจะเปลี่ยนไป

⦁คิดว่าการเลือกตั้งจะราบรื่น

ไม่มีปัญหาทุกอย่างทุกเซตไว้หมดแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่บริบทภายในประเทศ หรือต่างชาติเองเขาก็รับรู้แล้วว่าเราจะมีเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯก็ไปรับปากไว้ทุกที่ ตอนนี้ก็ถูกสภาพบังคับทั้งภายในภายนอก น่าจะเลี่ยงไม่ได้

⦁เชื่อหรือไม่ว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ความสงบมากขึ้น

ก่อนที่จะมีการรัฐประหารในปี 2557 จะเห็นว่าการเมืองไทยแบ่งเป็น 2 ขั้วใหญ่ๆ มีการปิดถนน ยกตัวอย่าง ผมอยู่จุฬาฯ ละแวกที่ผมอยู่มีทั้ง 2 ขั้วเลย ถนนคู่ขนานตรงราชดำริก็ถูกปิดโดยคนหนึ่ง แยกปทุมวันก็ถูกปิดโดยอีกกลุ่มหนึ่ง วันนี้ถามจริงๆ เถอะว่าทั้ง 2 ขั้วนี้ยังอยู่หรือเปล่า ยังไม่ชอบกันหรือเปล่า ยังไม่ไว้ใจกันหรือเปล่า แน่นอนยังไม่ไว้ใจกัน แต่บังเอิญมันมีอีกขั้วหนึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว ก็คือขั้วทหาร เข้ามาในปี 2557 ในตอนต้นจะเห็นว่าก็เสียงเชียร์เยอะ วันนี้เสียงเชียร์แผ่วไปเยอะมาก คนที่เคยเชียร์ในขั้วทหารก็เปลี่ยนมามองในแง่ลบหลายเรื่อง

ยกตัวอย่างล่าสุดคือเรื่องนโยบายแจกเงินคนละ 500 บาท ที่ถูกถล่มเยอะ เพราะฉะนั้นวันนี้มันมี 3 ขั้วแล้ว ฉะนั้นความขัดแย้งมันยังอยู่ เพียงแต่ขัดแย้งแล้วต่างคนต่างอยู่ หรือขัดแย้งแล้วท้าตีท้าต่อยกัน ก็อยู่กับวันข้างหน้าว่าคนที่ขัดแย้งกันแล้วไปด้วยกันไม่ได้จะทำอย่างไร ได้แต่คาดหวังจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม ถ้ามีชุมนุมอีกภาพลักษณ์ประเทศไทยก็เสีย เศรษฐกิจก็เสีย

⦁มองการเมืองในระบบรัฐสภาปี 2562 อย่างไร


สภาในปี 2562 จะได้ ส.ว.จากการแต่งตั้ง ส่วน ส.ส.ก็ต้องดูว่าได้เสียงมากพอที่จะคุมการทำงาน คุมการออกกฎหมายได้ไหม ยิ่งถ้าเป็นรัฐบาลผสมก็คงวุ่นวาย ปีหน้าไม่ว่าฝ่ายไหนมาเป็นรัฐบาลก็จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นด้วยกลไกต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปต่างๆ ที่ขีดเส้นไว้หมด เรื่องเหล่านี้นำไปสู่การถอดถอนทั้งหมด ถ้าสาย คสช.เป็นรัฐบาลต่อ ตอนนั้นก็ไม่มีมาตรา 44 รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยพรรคฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นการตรวจสอบมี 100% เลย

รัฐบาลหน้าต้องทำงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีสิทธิร้องไปที่วุฒิสภา และวุฒิสภาก็ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐบาลไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ก็จะส่ง ป.ป.ช. และ ป.ป.ช.ส่งต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าศาลรับคำฟ้อง รัฐบาลต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ถ้าผิดก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง นี่แค่เรื่องเดียวเท่านั้นเองก็เหนื่อยแล้ว

⦁การทำงานของสภาผู้แทนราษฎรในปี 2562

ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คสช. การทำงานคงเป็นเรื่องการรื้อกฎหมายค่อนข้างเยอะ เพราะกฎหมายที่ออกมาในยุค คสช.ชุดนี้ มีจำนวนหลายร้อยฉบับ บางฉบับเราเห็นอยู่แล้วว่ามันไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนบ้าง หรืออาจจะมากในบางฉบับ รัฐสภาใหม่คงเป็นเรื่องการแก้กฎหมายกันเยอะพอสมควร เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเพียงสภาเดียวไม่มีใครกลั่นกรอง ลักษณะการทำงานค่อนข้างรีบ หลายฉบับออกมาโดยรีบเร่งมาก แต่ถ้าทหารเป็นรัฐบาลต่อ คงเป็นเรื่องการออกกฎหมายเพิ่มเติมจากปัจจุบัน

⦁การทำงาน ส.ว.แต่งตั้งชุดแรก จะเป็นอย่างไรในปี 2562

ส.ว.ชุดนี้ก็จะมีอำนาจมากพอสมควร และอยู่ในตำแหน่ง 5 ปี ถ้าเป็นฝ่ายทหารมีอำนาจต่อ ส.ว.ชุดนี้ก็จะเป็นฐานค้ำยันรัฐบาล แต่ถ้าเป็นอีกฝ่ายหนึ่งขึ้นมา ส.ว.ชุดนี้ก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องดูชื่อของ ส.ว.ทั้งหมดก่อน ว่ามีความหลากหลายมากน้อยเพียงใด

⦁ปี 2562 มีโอกาสที่ประเทศไทยจะมีนายกฯคนนอกหรือไม่

วิธีคิดเรื่องนายกฯคนนอกมันมีหลายแบบ ในมุมหนึ่งเขามองว่าก็เป็นนายกฯที่มาจากรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนเปิดโอกาสไว้ได้ แต่ถ้าในมุมของผม นายกฯก็ควรจะมาจาก ส.ส.เขตหรือบัญชีรายชื่อ หากนายกฯ
มาจากเสียงหนุนของ ส.ว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้ง และ ส.ส.อีก 126 คน ซึ่งประเมินเป็นคะแนนเสียงประมาณ 10 ล้านคนที่มาเลือกตั้ง ถ้าเป็นแบบนี้ผมคิดว่ามันน่าจะไม่ถูกต้องโดยระบบ

⦁เป็นห่วงอะไรในการเมืองไทยปี 2562

ช่วงที่ผ่านมาพรรคการเมืองและประชาชนถูกจับใส่ไว้ในขวด สิทธิเสรีภาพหายไปเยอะมาก เหมือนเราถูกจับใส่ไว้ในขวด เลือกตั้งมันคือการเปิดจุกขวดให้ออกมาแค่นั้นเอง ทุกอย่างที่ถูกจับใส่ไว้ตลอด 4-5 ปีที่่ผ่านมา ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามันจะเป็นอย่างไร มันอาจจะหายไปเลยหรืออาจจะกลายเป็นยักษ์ที่ฟาดฟันกันก็ได้ มาตรา 44 ไม่มีแล้ว กลไกทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย การเดินขบวนก็มีได้ ถามว่ารัฐบาลจะเอาทหารออกมาปราบไหม คนที่ออกมาเดินขบวนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ รัฐก็จะใช้กำลังไปทำอะไรไม่ได้ ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เมื่อยักษ์ออกจากขวดแล้วมันจะมีหลายกลุ่มกิจกรรม มาทำกิจกรรมทางการเมืองเยอะ เป็นการเผชิญหน้ากันของทุกฝ่าย แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีกฎหมายที่ออกมาควบคุมมากขึ้นแต่ยังไงก็น่ากลัว แม้แต่สื่อเองก็ถูกจับขังในขวด พอ คสช.จบ มาตรา 44 จบ ใครเป็นนายกฯผมไม่ทราบ แต่เมื่อใช้กฎหมายธรรมดาแล้ว การจะไปไล่จับใครมันก็ไม่ได้ ปี 2562 น่าจะเหนื่อย

บทความก่อนหน้านี้คนตามข่าว : ปิติกาญจน์ สิทธิเดช ฝ่าด่านสนช.นั่งกสม.
บทความถัดไปคอลัมน์แกะกล่อง วรรณวรี ตะล่อมสิน ปักธง‘ปชต.’ให้ประเทศ