เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 พฤษภาคม นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผอ.โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน พร้อมด้วยอดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตกรรมการเลือกตั้ง อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนต่างๆ และอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง ได้ยื่นหนังสือถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ณ ห้องประชุม 903 ชั้น 9 อาคาร B ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยผู้รับเรื่องร้องเรียนคือนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
โดยเนื้อหาของหนังสือถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดินมีใจความว่า ตามที่ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 วันที่ 22 เมษายน 2559 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2559 เพื่อควบคุมดูแลการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นั้น ปรากฏว่ากฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 61 วรรคสองว่า ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
โดยความผิดตามมาตรานี้มีโทษจำคุกไม่เกินสิบปี ปรับไม่เกินสองแสนบาท และศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้ และหากเป็นกรณีที่เป็นการกระทำความผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี
ซึ่งทางกลุ่มผู้ยื่นหนังสือเห็นว่า มาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดโดยใช้ถ้อยคำที่กว้างและคลุมเครือ ประชาชนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการแสดงออกอย่างใดจะผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งขัดต่อหลักการของกฎหมายอาญาที่ต้องชัดเจนแน่นอนให้ประชาชนทราบถึงขอบเขตของเสรีภาพ มาตรา 61 วรรคสองจึงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินขอบเขตโดยไม่มีเหตุอันควร
“เหตุที่จำเป็นต้องยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็เนื่องมาจากติดใจต่อมาตราที่บอกว่าห้ามผู้ใดเผยแพร่ข้อความที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ใช้ความก้าวร้าวรุนแรง เพราะนั่นเท่ากับเป็นการปิดกั้นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย และประชาชนและสื่อมวลชนจะมีความเกรงกลัวในการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ” นายจอนกล่าวและว่า ส่วนตัวไม่มีเจตนาล้มคว่ำการประชามติหรือทำให้การประชามติล่าช้าลงแต่อย่างใด จึงจำเป็นต้องเร่งอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาประเด็นนี้โดยไว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและอดีตสมาชิกวุฒิสภา หนึ่งในผู้ลงรายชื่อหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วกลัวว่ากฎหมายนี้จะเป็นจุดที่นำไปสู่การขยายความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทยอย่างไม่จำเป็น การทำประชามตินั้นเป็นเรื่องที่ดีในระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องเข้าใจวิตวิญญาณของการทำประชามติด้วยว่า รัฐบาลต้องยอมรับว่าอธิปไตยเป็นของประชาชน เป้าหมายของการทำประชามติคือให้ประชาชนเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ ต้องทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดกว้าง ไม่ใช่อยู่ในบรรยากาศของความเงียบ ความกลัว และไม่พูดความจริง
“การทำประชามติของรัฐธรรมนูญปี 50 ก็เกิดภายใต้บรรยากาศที่เปิดกว้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แล้วเมื่อประเทศไทยผ่านเรื่องดีๆ มาแล้วจะย้อนกลับไปหาสิ่งที่เป็นปัญหาทำไม เราจำเป็นต้องสรุปบทเรียนตรงนี้กัน” นายนิรันดร์กล่าวและว่า ประชามติคือการสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น บรรยากาศก็จะเต็มไปด้วยความกลัวและความเงียบซึ่งรัฐบาลคงไม่ต้องการ ถ้ารัฐธรรมนูญเกิดภายใต้ความหวาดกลัวเหล่านี้ ก็จะเป็นอันตรายต่อการปกครองของระบอบประชาธิปไตยเอง
“อย่าติดกับที่ว่าการที่ประชาชนรับร่างฯ จะเป็นพวกเดียวกับ คสช. หรือหากไม่รับร่างฯ แล้วจะไม่ใช่พวกเดียวกัน อันที่จริงรัฐบาล คสช. ควรมองว่า หากประชาชนรับร่างนั้นก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี หรือหากประชาชนโหวตไม่รับ รัฐบาลก็จะได้รู้ว่าทำไมประชาชนจึงโหวตไม่รับ” นายนิรันดร์กล่าว
นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตสมาชิกวุฒิสภา หนึ่งในผู้ลงรายชื่อหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิชุมชนในการปกป้องสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เป็นตัวอย่างที่ดีว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นจึงจะร่างรัฐธรรมนูญที่ดีได้ อย่างไรก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดนี้ เข้าใจดีว่าร่างขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ค่อนข้างสูงในสังคม หากอยากให้รัฐธรรมนูญนี้ผ่านโดยเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ก็ต้องขออนุญาตให้เปิดกว้างและเสรีในการวิพากษ์วิจารณ์มาตราทุกมาตรา
นายเอกชัย ไชยนุวัติ นักวิชาการมหาวิทยาลัยสยาม หนึ่งในผู้ลงรายชื่อหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องพิจารณาประเด็นนี้ตามที่เสนอไป และต้องตอบประชาชนให้ได้ การเปิดกว้างต่อการแสดงความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น ผลประโยชน์จะตกอยู่ที่รัฐบาลเอง
ทั้งนี้ นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ประเด็นที่ยื่นหนังสือมานี้เป็นเรื่องเร่งด่วน อย่างไรก็ดี อำนาจวินิจฉัยนั้นอยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งจะพิจารณาว่าอยู่ในอำนาจการวินิจฉัยจริงหรือไม่ และไม่ว่าผลวินิจฉัยจะเป็นอย่างไรก็ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว แต่ตนไม่อาจระบุได้ว่าเรื่องนี้จะได้รับการพิจารณาเมื่อใด ส่วนตัวอยากให้เรื่องนี้เสร็จโดยเร็วที่สุดเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ลงนามท้ายหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จำนวนมาก เช่น นายสุรชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ส.นฤมล ทับจุมพล ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายคมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, นายศราวุฒิ ประทุมราช กรรมการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.), น.ส.คำปิ่น อักษร ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำโขง เป็นต้น

