‘กิตติรัตน์’ สับเศรษฐกิจยุค คสช.ใช้งบพุ่งสูง รายรับน้อย-รีดภาษีดุ ต้องกู้เงินจนขาดดุล

9.01.19 | 08:26 น.

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย บรรยายเรื่อง เศรษฐกิจและแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ระบุว่า หากเปรียบเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นเครื่องบิน และการที่จะทำให้เครื่องบินทะยานขึ้นไปได้ต้องอาศัยเครื่องยนต์ 4 ตัว เดินเครื่องไปพร้อมกันเพื่อทะยานสู่เป้าหมาย โดยเครื่องยนต์ 4 เครื่องนั้นประกอบไปด้วย 1.เรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยว ที่เอา 2 อันนี้มารวมกันเพราะเป็นกิจกรรมที่สามารถดึงดูดเอาเงินตราจากต่างประเทศเข้ามาได้ ตรงนี้หากเราบริหารจัดการได้อย่างเข้มแข็งจะทำให้หน่วยเศรษฐกิจของเราทะยานขึ้นมาได้ เพราะเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ที่มีการลอยตัวค่าเงินบาทเราพึ่งพาอาศัยพึ่งพาการส่งออกจนประเทศหลุดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้การส่งออกของประเทศที่เคยมีอยู่เพียงร้อยละ 40 กระโดดขึ้นไปเป็นร้อยละ 70 เราจึงอยากชวนให้ติดตามว่าเราจะส่งออกให้ดีได้อย่างไร การเจรจา และข้อตกลงทางการค้าต่างๆ รวมไปถึงอัตราภาษีต่างๆ ต้องได้รับการจัดการและแก้ไข


นอกจากนี้ การท่องเที่ยวเราก็ต้องจับตา เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วเราดูแลเป็นอย่างดีนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ ก็ยังจะคงหลั่งไหลเข้ามา แต่หากเราจัดการไม่ดีหรือทำให้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของนักท่องเที่ยวก็จะสร้างความเสียหาย โดยเรื่องนี้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรค พท. และนานโภคิน พลกุล นำของพรรค ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก 2.การลงทุนภาคเอกชน ทางพรรคมีข้อสังเกตว่าการที่นักลงทุนต่างชาติไม่มีความมั่นใจในประเทศเราเพราะมีนักลงทุนจากต่างประเทศถูกปฏิบัติโดยการใช้กฎหมายพิเศษเข้าไปจัดการกับเขา จนทำให้เกิดความกังวลจนทำให้การลงทุนจากต่างชาติชะลอลงไป แม้ตัวเลขบางช่วงจะดีดขึ้นมาเป็นครั้งคราวแต่ก็ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับสภาวะปกติ 3.กำลังซื้อจากการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งหากประชาชนทั่วไป เช่น เกษตรกร หรือคนทำงานในอาชีพต่างๆ มีรายได้ที่ดี ก็จะกลายเป็นกำลังซื้อ พ่อค้าแม่ค้าก็จะสามารถค้าขายได้ 4.การบริหารงบประมาณของรัฐบาล การบริหารงบประมาณที่ดีก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งนี้หากทั้ง 4 เครื่องยนต์เดินไปด้วยกัน จะทำให้เครื่องบินทะยานขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นได้ ไม่ว่าเราจะมีอุปสรรคมากแค่ไหนก็ตาม แต่หากละเลยเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปการจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น คงเป็นเรื่องยาก

นอกจากนี้ เมื่อไปดูเรื่องของงบ เทียบกับงบประมาณปี 2557 ซึ่งเป็นงบประมาณที่รัฐบาลประชาธิปไตยและอนุมัติเป็นครั้งสุดท้ายภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร งบประมาณปี 2561-2562 เห็นว่าจีดีพีของประเทศในช่วงปี 2557 อยู่ที่ 13.62 ล้านล้านบาท แต่ขณะนี้ปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 15 ล้านล้านบาท เห็นได้ว่าเพิ่มขึ้นมา 2 ล้านล้านบาท แต่ตัวงบประมาณกลับเพิ่มขึ้น 20-21% ในขณะที่รายรับเพิ่มขึ้นเพียง 8% เท่านั้น ทำให้เราต้องกู้เงินจนกลายเป็นการขาดดุลงบประมาณ และรายรับที่ได้มาเพิ่มจากภาษีน้ำมัน ถึง 1.3 แสนล้านบาท ที่ชี้ตรงนี้เพราะอยากให้นึกถึงวันที่รัฐบาลประชาธิปไตยบริหารประเทศเราลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% ลงเหลือ 23% แล้วลงเหลือ 20% แต่กลับเก็บภาษีได้มากขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัว แต่รัฐบาลนี้จีดีพีโตแต่รายรับภาษีต่ำ ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจโตนั้นกระจุกตัวแต่รายใหญ่ที่ได้รับการยกเว้นภาษี แล้วต้องมาเก็บภาษีเอาจากคนที่ใช้น้ำมัน นอกจากนี้ ขอพูดถึงงบผูกพันของกระทรวงกลาโหม พบว่าในช่วงปี 2561-2562 มีงบผูกพันสูงถึง 1 แสนล้านบาท และผูกพันในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ในขณะที่เมื่อย้อนไปปี 2557 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีงบผูกพันประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายกระทรวงที่พบว่ามีงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ขณะที่กระทรวงที่ดูแลในชีวิต ความเป็นอยู่ประชาชน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กลับได้งบประมาณที่ลดน้อยลง ก็เหมือนกับถังน้ำที่หากเราบริหารจัดการได้น้ำก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หากมีรอยรั่วน้ำก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ เช่น การนำเงินไปซื้อยุทโธปกรณ์ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ ที่ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์มากมายนัก แต่กลับจะทำให้เกิดเป็นภาระในอนาคต ซึ่งหากเราลดในส่วนนี้ลงได้เศรษฐกิจก็จะดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องที่พูดมาเรานี้แล้วเรายังจะต้องดูแลธุรกิจรายเล็กให้สามารถแข่งขันกับใครใหญ่ได้ด้วย เพราะวันนี้ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็กมีอัตราการเติบโตที่น้อยมากเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์เพราะว่าเขาสู้ไม่ได้ เราต้องลดอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการแข่งขันลง เช่น กฎระเบียบต่างๆ ที่ออกมาโดยไม่ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรที่รู้ถึงปัญหา หรือออกมาโดยไม่เข้าใจปัญหา ซึ่งพรรค พท.มีแนวคิดที่จะให้มีบริหารจัดการโดยการบูรณาการโครงสร้างของระดับนโยบายและระดับหน่วยงาน โดยกระทรวงแต่ละกระทรวงในรัฐบาลจะต้องทำงานบูรณาการกันเพื่อส่งเสริมกันและกัน

Advertisement

“พรรค พท.ต้องการหยุดความล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอยที่เกิดขึ้น และถ้าหากเรามีโอกาสได้เป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาล เรามั่นใจว่าเราจะสามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้แน่นอน ซึ่งจะลงไปดูว่าราคาข้าวจะต้องเป็นอย่างไร ราคาอ้อยจะเป็นอย่างไร ดูแลราคาปาล์ม และดูแลกลไกด้านการตลาดให้ทำงานอย่างสมบูรณ์ และจะสนับสนุนให้มีกำลังซื้อโดยเฉพาะพ่อค้าที่จะเข้ามาซื้อพืชผลทางการเกษตรให้มีความเข้มแข็ง ขณะเดียวกันเกษตรกรที่มีจำนวนมากแล้วต้องขายสินค้าให้กับผู้ซื้อที่มีจำนวนน้อยกว่า การที่จะทำให้เกษตรกรมีอำนาจถือสินค้าเกษตรไว้เพื่อให้มีราคาดีก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องทำ นอกจากนี้การใช้ประโยชน์จากสินค้าเกษตรต้องสามารถใช้ประโยชน์เสริมจากประโยชน์หลักได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการพลังงาน การลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เราต้องผลักดันให้เกิดขึ้น และจะไม่ลืมบริหารงบประมาณให้ดี รวมถึงจะไม่ลืมดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีด้วย เช่น เรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ไม่มีรัฐบาลประชาธิปไตย รัฐบาลเผด็จการมักจะกดค่าแรงขั้นต่ำไว้ที่เดิมนานๆ แล้วพอกดไว้ที่เดิมนานนานเวลาจะเพิ่มก็ทำให้เพิ่มไม่ทันในจำนวนที่ควรจะเพิ่ม” นายกิตติรัตน์ กล่าว

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค พท. กล่าวว่า ทางพรรค พท.จะมีการนำเสนอทิศทาง แนวทางการแก้ไขปัญหาแต่ละด้านอย่างต่อเนื่อง ตามความรับผิดชอบของผู้ที่ดูแลในเรื่องนั้นๆ เช่น ในวันที่ 11 มกราคม นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรค จะเป็นผู้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา และในสัปดาห์หน้า นายโภคิน พลกุล แกนนำพรรค จะมาบรรยายถึงกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่ดูแล้วน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงาน เป็นต้น