ใกล้เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นวันใด แต่ที่แน่ๆ การเลือกตั้งจะต้องมีขึ้นก่อนวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน ซึ่งถ้านับอย่างช้าที่สุดประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่ไม่เกินเดือนสิงหาคม
ทว่า ที่ประชุมรัฐสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะเป็นที่ใด ในเมื่อ “สัปปายะสภาสถาน” หรือรัฐสภาแห่งใหม่ ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ!!
ซึ่งในขณะนี้ รัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย ที่ก่อสร้างโดยบริษัทซิ-โนไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) สร้างไปได้เพียงแค่ 60% ยังเหลืองานตกแต่งภายใน อีก 25% และงานภายนอกอีก 15%


โดยระหว่างการก่อสร้าง ยังคงมีปัญหาตามมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบไอซีที ระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่จะใช้ภายในรัฐสภาใหม่ ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง อีกทั้งระบบไอซีทีที่มีการออกแบบจากการรับฟังความเห็นโดยผลสำรวจของผู้ใช้งานรัฐสภา ที่มีการออกแบบให้ทันสมัยรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
เช่น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเสียบบัตร ที่ออกแบบโดยบริษัทสงบ 1051 มีการออกแบบให้การเสียบบัตร จะต้องสแกนลายนิ้วมือไปพร้อมกันเพื่อแสดงความเป็นตัวตนของสมาชิกรัฐสภา ส่วนไมโครโฟนที่จะอยู่ในชุดเดียวกับเครื่องเสียบบัตร จะเป็นชิ้นที่สามารถบันทึกเสียงของผู้ที่กดไมค์ขึ้นพูด และถอดความออกมาเป็นตัวหนังสือเพื่อบันทึกข้อมูล โดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่มาคอยจดชวเลข เพื่อลดการจัดเก็บเอกสาร แต่สุดท้ายถูกโจมตีว่ามีราคาแพงถึงชุดละหนึ่งแสนบาท ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ที่เสียบบัตรแบบเดิม ที่สามารถกดแทนกันได้เหมือนเดิม และใช้การจดชวเลขเช่นเดิม
ขณะที่มีการออกแบบให้มีจอทีวีที่เป็นรูปแบบใหม่ เพื่อบอกทางภายในอาคาร เหมือนตามสนามบิน แต่ก็ถูกโจมตี จนต้องยกเลิกไป เช่นเดียวกับการติดตั้งกล้องภายในห้องกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการชุดต่างๆ เมื่อมีการอภิปรายในห้องประชุมใหญ่ และให้กรรมาธิการชี้แจงเรื่องต่างๆ ได้จากห้องประชุม โดยดึงขึ้นจอในห้องประชุมใหญ่ ไม่ต้องเข้าชี้แจงในที่ประชุมอย่างในอดีต สุดท้ายก็ต้องถูกตัดออกไป และกลับมาใช้ระบบเดิม
นอกจากนี้ยังมีการเซตการติดตั้งระบบไวไฟ 3 ระดับ คือระดับ 1 ให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้ได้ ระดับ 2 ให้ข้าราชการ และข้าราชการการเมืองเข้ารหัส ระดับ 3 เป็นระดับความปลอดภัย เข้ารหัสได้เพียงประธาน รองประธาน รัฐสภา วุฒิสภา และสภาผู้แทนฯ ก็ถูกตัดออกไป เพื่อลดค่าใช้จาย
อีกทั้งฐานข้อมูลทั้งหมด หรือ data center ที่เดิมจะมีอยู่ในอาคารรัฐสภา และจะต้องมีฐานข้อมูลสำรองเก็บไว้ที่ จ.สมุทรปราการ เพื่อป้องกันกรณีโดนยึดสถานที่ หรือฐานข้อมูลล่ม จะได้ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลสำรองมาใช้ แต่เมื่อถูกโจมตีจากฝ่ายการเมือง รายการฐานข้อมูลสำรองก็ถูกตัดทิ้งเช่นกัน ทำให้รัฐสภามีฐานข้อมูลเพียงแห่งเดียว
ล่าสุดสำหรับการก่อสร้างตัวอาคาร ได้มีการส่งมอบตัวอาคารบางส่วนให้กับสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรบ้างแล้ว เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา โดย นายสุรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะถือฤกษ์ เวลา 07.45 น. ของวันที่ 11 มกราคม 2562 อัญเชิญพระพุทธรูปเข้าที่ทำงาน ในชั้น 4 ปีกของฝั่งวุฒิสภา พร้อมข้าราชการ-เจ้าหน้าที่ของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอีก 300 คน และจะมีการประชุมนโยบายและแผน นัดแรกในวันเดียวกัน และจะมีการเปิดที่จอดรถรองรับข้าราชการส่วนดังกล่าว 400 คน
ส่วนข้าราชการ-เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ย้ายไปเช่าอยู่ที่อาคารทิปโก้ ย่านพระราม 6 และอาคารสุขประพฤติ ย่านประชาชื่น
ในขณะที่ส่วนอื่นๆ อยู่ในระหว่างการก่อสร้างทั้งหมด โดยห้องประชุมวุฒิสภาที่มีที่ประชุม 300 ที่ จะเสร็จสมบูรณ์ และส่งมอบได้ในเดือนเมษายน ส่วนห้องประชุมของฝั่ง ส.ส. 800 ที่นั้นจะเสร็จราวเดือนสิงหาคม 2562 และอาคารทั้งหมดรวมทั้งระบบไอซีที และสาธารณูปโภค จะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงเดือนสิงหาคม 2563
โดยจะมีการต่อสัญญาการก่อสร้างอีกครั้งเป็นครั้งที่ 4 จากสัญญาเดิมการก่อสร้างทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จในปลายปี 2562 แต่เป็นเพราะทางสำนักงานเลขาฯเพิ่งจะมีการประมูลงานด้านไอซีที เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา และระหว่างนี้อยู่ในช่วงที่สำนักงบประมาณกำลังตรวจสอบเอกสาร ซึ่งคาดว่าจะมีการทำสัญญาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยสัญญาจะมีระยะเวลา 18 เดือน ดังนั้น บริษัทผู้รับเหมาจะสามารถขยายสัญญาก่อสร้างออกไปได้อีก เพราะฝั่งสภาล่าช้าในการหาผู้ประมูลงาน เนื่องจากตัวอาคารจะต้องดำเนินการไปพร้อมกันการติดตั้งระบบไอซีที
จึงเป็นเหตุให้สำนักงานเลขาฯจะต้องจำนนกับความล่าช้าที่เกิดขึ้นตั้งแต่การเวนคืนพื้นที่เพื่อส่งมอบ ปัญหากองดิน ปัญหาการติดตั้งระบบต่างๆ จนต้องต่อสัญญาครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

