ทั้งๆที่เป็นเรื่องของจังหวัดพะเยา เป็นการตัดสินใจของอบจ.พะ เยา เหตุใดการห้ามมิให้พรรคเพื่อไทยใช้สถานที่ราชการจึงต้องมาถึงทำเนียบรัฐบาล
ร้อนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องชี้แจง ร้อนถึง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต้องแถลง
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีต้องตอบคำถาม
น่าเห็นใจนายกรัฐมนตรี น่าเห็นใจรองนายกรัฐมนตรี น่าเห็นใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ทั้งๆที่เป็นชะตากรรมของพรรคเพื่อไทยแท้ๆ
แล้วเหตุใดเรื่องจึงต้องขึ้นถึงนายกรัฐมนตรี ขึ้นถึงรองนายก รัฐมนตรี ขึ้นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
คำตอบคือ เพราะมี”พรรคพลังประชารัฐ”เข้ามาเกี่ยว
เมื่อพูดถึงพรรคพลังประชารัฐคนมิได้มองว่าโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองเป็น กรรมการบริหารพรรคเท่านั้น
หากมองเห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหัวหน้าพรรค
หากมองเห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเป็นรองหัวหน้าพรรค หากมองเห็นรัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงพาณิชย์เป็นเลขาธิการพรรค
หากมองเห็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นโฆษก พรรค
สถานการณ์จึงกลายเป็น”บัตเตอร์ฟลาย เอฟเฟกต์”
ฝนตกที่จังหวัดพะเยาอันเสมือนเป็นบ้านน้อง จึงกลายเป็นฟ้าร้องที่ทำเนียบรัฐบาลอันเท่ากับเป็นบ้านพี่ ร้อนถึงนายกรัฐมนตรี ร้อนถึงรองนายกรัฐมนตรี
เท่ากับมอง”พลังประชารัฐ”เป็นรัฐบาล เป็นคสช.
ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม ในที่สุดแล้วความสัมพันธ์ระหว่างทำเนียบรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐก็จะดำเนินต่อไป
เพียงพรรคพลังประชารัฐประกาศจะเสกส.ป.ก.4-01 เป็นทองคำก็บังเกิดการสั่นไหวสะทกระเนน
เพราะ”พลังประชารัฐ”เสมือนกับเป็น”รัฐบาล”ไปแล้ว
“ทำเนียบรัฐบาล”จึงต้องแถลงเรื่อง”พะเยา”อย่างชนิดเป็นกระแสรายวัน

