เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 10 พฤษภาคม ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา “ประเทศไทยหลังยุคบรรหาร การเมือง เศรษฐกิจ เครือข่ายอุปถัมภ์ในสุพรรณบุรี และอนาคตพรรคขนาดกลาง” โดยมี โยชิโนริ นิชิซากิ ผู้เขียน Political authority and provincial identity in Thailand: the making of Banharn-buri. นายนิกร จำนง พรรคชาติไทย(พัฒนา) นายสุชาย ตรีรัตน์ น.ส.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ดำเนินรายการโดย นายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ตอนหนึ่งของการเสวนา นายนิกรกล่าวว่า เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมาคุณบรรหารพูดเรื่องรัฐธรรมนูญท่านบรรหารคบกับท่านมีชัย ฤชุพันธ์มา 30-40ปี ท่านบรรหารบอกว่าท่านมีชัยร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เสียหายอะไรนัก ไม่มีทางที่ท่านบรรหารจะไม่รับเพราะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลท่านมีมากกว่าการเมือง ท่านจึงแถลงว่าจะรับรัฐธรรมนูญ เพราะท่านบอกว่าถ้าไม่มีการเลือกตั้งจะไม่ไหวแล้ว ไม่ใช่หมายความว่าพรรคชาติไทยไม่ไหว เราไหว แต่ที่ไม่ไหวคือประเทศ ท่านบรรหารพูดไว้ในนามส่วนตัว
“ความเป็นพรรคต่อจากนี้ ผมยืนยันว่าเราได้รับวิธีการทำงานมาจากท่านบรรหารเยอะ จุดยืนพรรคที่ทุกคนมองไม่ออก คือ ส.ส. ประเทศนี้เคยเป็นคนของพรรคชาติไทยครึ่งหนึ่ง ความรุนแรงทางการเมืองตลอดสิบปีที่ผ่านมาสอนนักการเมืองได้ ถ้าใครต้องการมีที่เย็นๆคือพรรคชาติไทยที่ไม่ขัดแย้งกับใคร เราเป็นเพื่อนกับทุกคน ตัวตนพรรคที่เป็นศูนย์กลางได้ ถ้าห่วงว่าพรรคชาติไทยจะเป็นยังไงก็ต้องลองดู
“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านการเมืองจะเป็นมัลติปาร์ตี้ พรรคขนาดกลางกลับมามีอิทธิพล อาจเปลี่ยนรูปแบบ ทุกคนต้องเข้ามาประคองพื้นที่ของตัวเองให้ได้ เมื่อมีพรรคขนาดกลางเพิ่มขึ้นจะถูกวางฐานคะแนนในเมืองต่างๆของประเทศ อาจกลับมาซับซ้อนขึ้น ต้องดูว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ แต่ผมแย้งในการประชุมว่าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งพ่วงในรัฐธรรมนูญเพราะเห็นว่าอันตราย และกฎหมายประชามติเป็นอีกอันที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา กฎหมายเป็นเครื่องมือสู่การเปลี่ยนผ่านแต่พอกฎหมายกดดันมากแล้วถ้าคนออกมาใช้สิทธิไม่ถึงครึ่งจะทำอย่างไร ต้องระวัง” นายนิกรกล่าว

