
⦁…เพราะคนกรุงเทพฯใกล้ปืนเที่ยง เสียงจึงดังไปกระทบอำนาจรัฐได้มากกว่า “ฝุ่นขนาดเล็ก” ที่ปกคลุม แม้ไม่กระจายไปทั่วประเทศ แต่ปกคลุมหลายเขต เป็นความเดือดร้อนของคนเมืองหลวง โลกยุคที่ทุกคนมีเครื่องมือที่จะสื่อถึงสังคมอยู่ในมือ จึงไม่มีเพียง “ภาพปรากฏการณ์ที่ส่ออันตรายในชีวิต” เท่านั้น แต่เลยไปถึง “ข้อมููลเบื้องหน้าเบื้องหลัง” รวมถึง “ความคิดความเห็นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น” พร้อม “เสียงเรียกร้องต่อความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่” เพราะ “อันตรายต่อชีวิต” เป็นภัยที่รู้สึกร่วมกันได้ในทันที “ความหนักแน่น” และ “ขยายตัวของความไม่พอใจ” จึงถึงจุดที่ “ผู้มีอำนาจอยู่เฉยไม่ได้” เพียงแต่การออกมารับปัญหา ดูทุลักทุเลยิ่ง
⦁…เริ่มจาก “หาเหตุ” แบบ “โบ้ยความผิดให้พ้นตัว” ออกมาแถลงกันวุ่นวายถึง “การเผาป่า เผาหญ้า เผาขยะ” โทษ “รถดีเซล” ว่า “ปล่อยควันดำ” ทว่าอย่างที่บอกโลกยุคที่ทุกคนมี “ช่องทางสื่อในมือ” การตอบโต้จึงเกิดขึ้นแบบ “ถึงพริกถึงขิง” ชี้ให้เห็นถึง “โครงการก่อสร้างสารพัด” ที่ขาดการวางแผนและการควบคุมที่ดีพอ อันก่อให้เกิด “ฝุ่นละอองคลุ้งไปทั่ว” หนักไปกว่านั้นคือ ทำให้ “รถติดวินาศสันตะโร” แทบทั้งวันทั้งคืน “รถติดเครื่องเผาน้ำมันโดยไม่ได้ระยะทางคาเต็มถนนต่อเนื่อง” ย่อมหนีไม่พ้น “ปล่อยควันพิษ” เมื่อโทษว่า “คนใช้รถ” ที่ต้องทำมาหากิน มีธุระปะปังเป็น “คนผิด” จึงถูกชี้หน้าว่า “ใจดำ” คิดแต่ “เอาตัวรอด” ยิ่งให้ “ตำรวจมาตรวจจับควันดำ” กันในช่วงนี้ ยิ่งถูกโห่ฮา ว่า “ซ้ำเติมความเดือดร้อน” จำต้องรับฟังเสียง “ก่นด่า” ว่า “ไร้น้ำยาบริหาร” แบบ “แก้ตัวไม่ออก”
⦁…ทำทีไม่สนใจ “GOOD MONDAY” ที่ ทักษิณ ชินวัตร จัดรายการทางสื่อออนไลน์ “ย่อพัฒนาการโลก และชี้วิธีเชื่อมอย่างมีประสิทธิภาพให้ไทยได้ประโยชน์” ทุกเช้าวันจันทร์ ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แสดงท่า “ไม่ใส่ใจ ไม่ให้ความหมายอะไร” ทว่ากลับลดความสนใจของคนทั่วไปไม่ได้ เหตุเพราะ “5 ปี ภายใต้การบริหารประเทศของ คสช.” ดูจะกระตุ้นให้ผู้คนอยากเห็น “ทางออกจากความมืดมน” และเมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ออกมา จึงดูเหมือนจะ “เป็นความหวังนั้น” การแชร์ “รายการของทักษิณ” กันกระจายจึงเกิดขึ้น โดยไม่ได้สนใจว่า “ใครจะให้ราคาหรือไม่”
⦁…การหาเสียงเลือกตั้งที่ “รถแห่เปิดเครื่องเสียงกระหึ่มไปทุกหัวระแหง” ชี้ให้เลือกระหว่าง “ประชาธิปไตย” กับ “เผด็จการ” โดย “เอาผลงานมาเปรียบเทียบ” โยงเข้าสู่ความน่าสนใจในประเด็น “การเมืองแบบลุงๆ” อันเป็นความต่อเนื่องของ “ลุงกำนัน” ที่ถือกำเนิดมาเพื่อ “กดดันให้ประเทศเข้าสู่รัฐประหาร” สู่ “นายกฯลุงตู่” ที่สร้างกระแส “สืบทอดอำนาจกระหึ่มเมือง” ท่ามกลางเสียงร่ำระงมของชาวบ้านจากชะตากรรมใน “ปัญหาปากท้อง การทำมาหากิน” ทำให้ “ยุทธศาสตร์ 20 ปีของลุง” ถูก “หลานๆ” ตั้งคำถามกันให้แซ่ด ว่า “อนาคตของชาติจะยังพึ่งลุงอีกหรือ”
⦁…ฟังมาว่าม็อตโต้ “อยู่กับเรากระเป๋าตุง อยู่กับลุงกระเป๋าแฟบ” นั้น ไม่ใช่ “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” คิดขึ้นมาแบบลอยๆ กลับเป็นคำที่เกิดด้วย “ผลสำรวจความคิดประชาชน” ถึง “ปัญหาในชีวิตวันนี้” กับ “อนาคตที่ต้องการ” รวมถึง “เรื่องที่มีความเชื่อความศรัทธาที่พรรคเพื่อไทยทำได้ และเคยทำมาแล้ว” ทุกอย่างลงตัวที่ “ปัญหารายได้ เป็นอย่างไรในปัจจุบัน อยากให้เป็นอย่างไร และเชื่อว่าใครจะทำได้”
⦁…เพราะ “วันเลือกตั้ง” ที่เลื่อนออกไป ทำให้แม้ “ผู้มีอำนาจ” จะยังยืนยันว่า “จะอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ” แต่กลับกลายเป็นว่า “กลุ่มคนที่ไม่ศรัทธาในพรรคการเมือง” และ “วิตกว่าการสืบทอดอำนาจจะล้มเหลว” เริ่มออกมาเคลื่อนไหวกันคึกคัก ไม่ใช่แค่ “สนับสนุนให้เลื่อน” แต่เลยไปถึง “ไม่ต้องให้มีเลือกตั้งกันเลย” ฟังความเห็นในแบบ “ควรให้คนรุ่นใหม่แยกแยะว่าอะไรดี อะไรไม่ดีได้ก่อนค่อยเลือก” แล้วนึกถึงกระแสที่โถมเข้าใส่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หลังชี้ว่า “รับจ้างออกมาค้านเลื่อนเลือกตั้ง”
⦁…ปัญหาเศรษฐกิจที่ถดถอยลงเรื่อยๆ เพราะ “กำลังซื้อไม่พอ” การจัดการดูจะเหลือหนทางเดียวที่เป็น “ความหวังของรัฐบาล” คือ “แจกเงิน” ล่าสุด กระจาย “บัตรคนจน” หรือที่เรียกว่า “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ให้ครอบคลุมกว้างขวางมากขึ้น และทีเด็ดถือใช้เป็น “บัตรกดเงินสด” จากธนาคารได้ สนุกสนานกันทั้ง “คนให้” และ “คนรับ” เพราะหวังผลได้ไปถึง “เลือกตั้ง” แต่จะเกิดอะไรขึ้นกับ “การจัดเก็บภาษี” มีแต่ต้องติดตามด้วยระทึก
ชโลทร









