“ปุ๊น-ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส” ว่าที่ผู้สมัครเขตบางกะปิ พรรคเพื่อไทย (พท.) นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง จบประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จากโรงเรียนนานาชาติเอกมัย ปริญญาตรีจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ธุรกิจดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังจะจบปริญญาโทจากรัฐศาสตรมหาบัณฑิต การปกครองการเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปุ๊นเล่าว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมก้าวเข้ามาทำงานการเมือง คือ ความไม่เท่าเทียม ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีพี่ชายเป็นผู้พิการทางสมองตั้งแต่เกิด เขาไม่สามารถเดินได้ หรือพูดสื่อสารได้ แต่ด้วยความที่ผมอยากให้เขาเป็นเหมือนคนปกติในสังคม ผมจึงพาเขาไปทุกที่กับผมตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะไปส่งผมที่โรงเรียนตอนเช้า ไปทานข้าวด้วยกันนอกบ้าน หรือไปโรงพยาบาล แต่ในทุกๆ การเดินทางของเรากลับเต็มไปด้วยอุปสรรคไม่ว่าจะเป็นฟุตปาธที่รถเข็นไม่สามารถขึ้นได้ หรือที่จอดรถข้างถนนที่ไม่มีที่จอดสำหรับผู้พิการ หรือคนชรา ห้องน้ำสาธารณะที่ไม่ค่อยมีห้องสำหรับผู้พิการ และอาคารอีกมากมายที่ไม่มีทางขึ้นให้รถเข็นสำหรับผู้พิการหรือผู้ใช้รถเข็น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมือง นั่นคือ เพื่อจะเข้ามาสร้างความเท่าเทียมให้กับทุกคนในสังคม ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้พิการ คนชรา เด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกสถานที่ในประเทศไทยควรอำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงได้ และได้รับความสะดวกอย่างเท่าเทียมกัน
ต่อมาคือปัญหาเศรษฐกิจ ครอบครัวผมเป็นครอบครัวหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้มยำกุ้ง คุณพ่อและคุณแม่ของผมโดนฟ้องล้มละลาย ภาพเหตุการณ์วันนั้นผมยังจำได้ขึ้นใจ แต่ทว่าผมใช้วิกฤตเป็นโอกาส ผมเริ่มศึกษาทำการค้าธุรกิจตั้งแต่เด็ก โดยเข้าไปฝึกงานตามสถานที่ต่างๆ ในวันหยุด เพื่อเก็บสะสมเงิน แบ่งเบาภาระพ่อแม่ในการเลี้ยงดูตัวผมและพี่ชาย เปิดวงดนตรีกับเพื่อนๆ เพื่อเล่นดนตรีกลางคืนหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว และนำเงินมาต่อยอดโดยการเปิดบริษัทนำเข้ากระดาษถนอมสายตา รักษาโลก ที่ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในนามว่า “เปเปอร์กรีน” เราเริ่มตั้งแต่ไม่มีอะไรในวันแรก จนสามารถทำยอดขายได้ถึงปีละหลายร้อยล้าน กว่าจะมาถึงตรงนี้มีทั้งหยาดเหงื่อ และน้ำตา แต่ก็ทำให้ผมภูมิใจเพราะสามารถปลดบ้านออกจากธนาคารได้ และตั้งเนื้อตั้งตัวได้เพียงวัยแค่ 20 ต้นๆ เท่านั้น
ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ อยากเห็นการเมืองไทยมีความเจริญก้าวหน้าในความเป็นประชาธิปไตย เพราะระบอบประชาธิปไตยคือระบอบที่รับฟังเสียงของคนหมู่มาก ที่สร้างความเท่าเทียม เสมอภาค และเสรีภาพให้กับทุกๆ คน อยากเห็นนักการเมืองและกลุ่มอำนาจต่างๆ เคารพกฎเกณฑ์ของความเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย โดยเฉพาะเรื่องของหลักนิติธรรม และหลักสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงสิทธิเสรีภาพ
และสำคัญที่สุดคืออยากเห็นความเจริญเติบโตของประชาธิปไตยในสังคมไทย โดยต้องให้ประชาธิปไตยเติบโตด้วยตัวของมันเอง ไม่ใช่การทำลายหลักของมันด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร เป็นต้น

